
ในภาวะที่ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุและเทคโนโลยีได้พัฒนามาเป็นลำดับในปัจจุบัน อีกทั้งการแข่งขันทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจเพิ่มทวีความรุนแรง ส่งผลให้ชีวิตส่วนตัวและการทำงานของผู้คน เขม็งเกลียวกันมากขึ้นกว่าในอดีต สิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารไม่อาจมองข้าม คือ โอกาส ควบคู่กับ การตัดสินใจบริหารเวลาให้เป็นประโยชน์ และเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้บริหารหลายคนมักคิดว่าเวลา ในการทำงานและตัดสินใจน้อยเหลือเกิน บุคคลส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จหรืองานก้าวหน้า เพราะเขามีเวลามากเลยทำให้งานประสบผลสำเร็จ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนต่างมีเวลาอยู่ เท่า ๆ กัน คือวันละ 24 ชั่วโมง เดือนละ 30 หรือ 31 วัน และปีละ 365 หรือ 366 วัน ความสำคัญของเวลาจึงอยู่ที่ภารกิจหรือกิจกรรมที่เราจะทำได้สำเร็จภายใต้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดเสียมากกว่า
เวลา(Time) มีความสำคัญในการบริหารงานเป็นอย่างมาก เป็นทรัพยากรทางการบริหาร อย่างหนึ่ง นอกจากคน เงิน การจัดการ และวัสดุ อุปกรณ์แล้ว จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่ผู้บริหารจะต้อง มีหลักในการบริหารเวลา ไม่ใช้เวลาที่มีค่าสูญเปล่าไปโดยไม่เกิดประโยชน์ ผู้บริหารที่ตัวเองประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ได้กล่าวว่า “สิ่งที่เราไม่อาจมองข้ามบนความสำเร็จครั้งนั้น คือการใช้เทคนิค วิธีการบริหารเวลา ที่มีอยู่ในเกิดประสิทธิผลและเพิ่มประสิทธิภาพให้มากที่สุด” ซึ่ง อินทิรา หิรัญสาย (2534 : 69) อ้างอิงมาจาก Sehwartz and Mackenzie ได้กล่าวว่า “ความสำเร็จของการบริหารเวลานั้น ไม่ได้หมายถึงการทำงานหนัก แต่หมายถึง การทำงานที่ฉลาด ต้องคิดถึงสิ่งที่จะทำว่าจะทำอะไร ทำอย่างไร และทำเมื่อใด” ซึ่งสอดคล้องกับ ชาญชัย อาจิณสมาจาร (2531 : 124) ได้กล่าวว่า “นักบริหารที่ทะเยอทะยานหลายคน พยายามทำงานนอกเวลา แต่เขาเหล่านั้นมีความสับสน ระหว่าง การเป็นนักบริหารที่ดี กับการทำงานหนัก การทำงานนอกเวลา การไม่พยายามลาพักผ่อน การเอางานกลับมาทำที่บ้าน”
ฉะนั้น ผู้บริหารที่ดี ควรจะมีเทคนิคในการบริหารเวลาโดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด แต่ผลที่ได้รับจากการทำงาน มีมากกว่าหลายเท่า เทคนิคในการบริหารเวลา จึงเป็นกลยุทธ์ในการทำงานให้เกิดประสิทธิผล ผู้บริหารอาจจะต้องมีหลักการในการบริหารเวลา พอสรุปได้ดังนี้
1. การวางแผนการใช้เวลา เป็นการกำหนดแนวทางล่วงหน้า ว่าจะใช้เวลาทำสิ่งใดบ้าง ในแต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปี ซึ่ง Douglas and Douglas (1980 : 115) ให้ความคิดเห็นว่า “การวางแผนการใช้เวลาอย่างมีระบบ ประกอบกับการปฏิบัติตามแผนอย่างจริงจัง จะช่วยลดการสูญเสียเวลาและจะทำให้การใช้เวลามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” การวางแผนอาจแบ่งเวลาที่ต้องปฏิบัติได้ 3 ประเภท คือ
· งานเร่งด่วน เป็นงานที่ต้องทำทันที ผู้บริหารจะต้องทำก่อนเสมอ การจัดการ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เช่น การลงชื่อในเอกสารเร่งด่วน การโทรศัพท์รายงานผู้บังคับบัญชาที่ได้สั่งการไว้ การประชุมด่วน เป็นต้น
· งานประจำวัน เป็นงานที่เกี่ยวกับภารกิจที่ต้องทำเป็นประจำอยู่แล้ว เช่น ตรวจสอบเอกสาร อนุมัติงาน ประชุมหัวหน้างานรายวัน เป็นต้น
· งานที่รอได้ เป็นงานที่ไม่มีความเร่งด่วนมาก เช่น การจัดการเกี่ยวกับเอกสาร เข้าแฟ้ม การบันทึกรายละเอียดของงานที่ไม่สำคัญ การเรียกเจ้าหน้าที่มาสอบถามถึงเรื่องงานที่มอบหมาย เป็นต้น
ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ ผู้บริหารควรจะมีตารางการวางแผนการใช้เวลา และมีสมุดบันทึกกิจกรรมต่าง ๆ ไว้ในสมุด หรือในคอมพิวเตอร์โปรแกรม Microsoft Outlook การนัดหมาย เบอร์โทรศัพท์ของบุคคลที่ติดต่อเป็นประจำติดตัวไว้เสมอ หรืออาจบันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือที่สามารถค้นหาได้สะดวก นับเป็นการบริหารเวลาอย่างมีเทคนิคอย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถใช้เทคโนโลยีให้เป็น
2. การมอบหมายงานให้ผู้อื่นปฏิบัติ เป็นการแบ่งเบาภาระหน้าที่ของผู้บริหารที่ทำอยู่ให้ผู้อื่นปฏิบัติแทนบ้าง ซึ่งเป็นการบริหารงานที่ดีอย่างหนึ่ง โดยคำนึงถึงเนื้องานตามความเหมาะสมกับบุคคล ตัวผู้บริหารที่ชอบทำงานเองทุกอย่างในรายละเอียดและทุกขั้นตอนด้วยตนเอง ไม่ยอมให้ผู้อื่นช่วยเหลือซึ่งอาจจะไม่ไว้วางใจผู้อื่นก็ตาม จึงต้องเสียเวลามากมายโดยใช่เหตุ จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารที่ดี จะต้องมอบหมายงานให้ผู้อื่นปฏิบัติแทนบ้างตามหลักการกระจายงาน กระจายอำนาจ จะทำให้ผู้บริหารมีเวลาสำหรับการคิด หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่สำคัญกว่า หลักในการมอบหมายงานให้ผู้อื่นปฏิบัติอาจทำได้ดังนี้
· การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ร่วมงานไว้อย่างชัดเจน หมายถึง การแบ่งเบาภาระที่ผู้บริหาร ไปให้ผู้อื่นทำแทนตามหลักการกระจายอำนาจ และคอยสอบถามเพื่อให้คำปรึกษา แนะนำ เมื่อเขามีปัญหาเป็นระยะ ๆ
· การช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานในการกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ในกรณีที่ เพื่อนร่วมงานรับงานไปแล้ว ประสบปัญหาในการตั้งเป้าประสงค์หรือเป้าหมาย ผู้บริหารอาจจะเข้าไปร่วมในการกำหนดวัตถุประสงค์ของงาน เพื่อให้งานดำเนิน ไปตามแนวเดียวกันก็ได้
· การจัดหารางวัลตอบแทนให้กับผู้ที่ปฏิบัติงานได้ดีเด่น ผู้ร่วมงานเมื่อได้ปฏิบัติงานและประสบความสำเร็จ งานมีคุณภาพและเสร็จทันเวลา สมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับ คำชมเชย หรือรางวัล ที่ปฏิบัติงานได้ผลดี ส่งผลให้เกิดความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับองค์การต่อไป
3. จัดระบบงานให้เป็นระเบียบ ผู้บริหารงานหลายคน บนโต๊ะทำงานเต็มไปด้วยแฟ้ม เอกสารต่าง ๆ จนแทบไม่มีที่ว่างให้เขียนหนังสือ ใต้โต๊ะก็เต็มไปด้วยเอกสารกองใหญ่ และในลิ้นชักมีเศษกระดาษระเกะระกะ เสมือนหนึ่งจะแทนถังขยะชั่วคราว
การจัดเก็บข้อมูลและระบบเอกสารให้เป็นระเบียบ จึงจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การทำงาน บนโต๊ะ มีบรรยากาศที่ดีทำงานได้คล่องตัวขึ้น ผู้บริหารอาจจะดำเนินการดังนี้
· การจัดเตรียมข้อมูลงานที่จะต้องทำ เป็นการเตรียมในเรื่องของข้อมูลที่จะดำเนินการเร่งด่วนให้เรียบร้อย สามารถค้นหาได้สะดวก จัดเป็นระบบ เรียบร้อย ง่ายต่อการปฏิบัติ
· การจัดงานตามลำดับความเร่งด่วน เรื่องใดก็ตามที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ควรจัดวางไว้บนสุดของเรื่อง และเรียงความสำคัญความเร่งด่วนมาตามลำดับเพื่อกันลืม และเมื่อเปิดงานที่ต้องปฏิบัติก็จะพบก่อน และปฏิบัติไปตามเรื่องที่สำคัญนั้น ๆ จะทำให้งานเสร็จทันตามกำหนด
· การจัดแบ่งข้อมูลข่าวสารให้เป็นหมวดหมู่ ในองค์การระบบข้อมูลข่าวสารนับเป็น สิ่งสำคัญ จึงจำเป็นต้องจัดแบ่งข้อมูลเหล่านั้นให้เป็นหมวดหมู่ ง่ายต่อการใช้ สะดวก ต่อการตัดสินใจ หากเป็นเอกสารก็สามารถหยิบหาได้สะดวก หากเป็นข้อมูล ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ก็จะแบ่งหมวด แฟ้มฝ่ายข้อมูลไว้สะดวกแก่การค้นหา และเปิดอ่าน และเป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน
· โต๊ะทำงานควรเอื้อต่อการปฏิบัติงาน โต๊ะทำงานของผู้บริหารอาจเปรียบได้ถึงแท่นแห่งการตัดสินใจและบรรยากาศของการบริหารงาน โต๊ะทำงานของผู้บริหารควรจะสะอาด ใหญ่ และกว้างพอสมควร ปราศจากเอกสารรกรุงรังเปล่าประโยชน์ อาจมีเครื่องเทคโนโลยีที่จำเป็นวางไว้ เช่น คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่เชื่อมต่อกับฝ่ายต่างๆ โทรศัพท์ เป็นต้น โดย ควรจะจัดให้มีสภาพเหมาะแก่การทำงาน ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานแต่ละวันจะไม่มองว่ามีมาก ควรที่จะหยิบงานที่จะต้องทำมาทีละเรื่อง จะทำให้รู้สึกมีบรรยากาศในการทำงานที่ดี หากมีเลขานุการส่วนตัว ควรที่จะมอบหมายให้ดูแลโต๊ะทำงาน ให้เรียบร้อย ก่อนจะทำงานและหลังเลิกงาน
4. ปรับปรุงความมีวินัยในตนเอง ความมีวินัยในตนเองเป็นคุณสมบัติที่พึงมีใน ตัวผู้บริหารเพราะการทำงานให้ได้ผลดีทุกอย่าง จำเป็นต้องอาศัยสิ่งนี้เป็นแนวทางไปสู่ความสำเร็จ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเองแล้ว ทำให้งานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นับเป็นเทคนิคใน การทำงานอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้บริหารเองควรจะระลึกเสมอว่าตัวเองควรจะเป็นตัวอย่างแก่ผู้ร่วมงาน ในองค์กร โดยจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
· การประเมินตนเอง โดยการยึดหลัก “สำรวจตนเอง สำรวจงาน กิจการจึงสำเร็จ” ซึ่งผู้บริหารจะต้องมีการสำรวจตนเองว่าเป็นคนอย่างไร มีจุดที่เป็นปัญหาใน การทำงานอะไรบ้าง และควรจะดำเนินการแก้ไขอย่างไร เมื่อจะบริหารให้มีประสิทธิภาพ เช่น ผู้บริหารที่ชอบหาวนอนเป็นประจำในเวลาทำงานก็ควรจะพักผ่อนในเวลากลางคืนให้มากกว่าที่เป็นอยู่ หากทำงานเครียดเกินไปก็ควรจะผ่อนคลาย โดยการเดินไปเดินมา หรือคุยกับเพื่อนร่วมงาน หรืออาจใช้เวลาในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ไปพักผ่อนกับครอบครัวบ้าง
· พยายามมีสมาธิในการทำงานจนกว่างานจะสำเร็จ เมื่อมีภารกิจที่ต้องใช้สมาธิ ในการตัดสินใจอย่างรอบคอบและเป็นการตัดสินใจที่ต้องใช้ความคิดเงียบ ๆ คนเดียว โดยไม่มีผู้อื่นมารบกวน โดยการเปลี่ยนทิศทางที่นั่งทำงาน ให้ห่างจากประตู หน้าต่าง เพื่อที่คนเดินสัญจรไปมาจะไม่ทำลายสมาธิให้สูญไป และถ้าหากมีความจำเป็น ควรบอกเลขานุการส่วนตัวงดรับแขกหรือโทรศัพท์ เพื่อที่จะใช้สมาธิในช่วงเวลา ที่สำคัญนั้น
· ไม่เป็นคนผลัดวันประกันพรุ่ง การผลัดวันประกันพรุ่ง เป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้งานไม่เสร็จทันเวลาที่ควรจะเสร็จ หรือเสร็จอย่างไม่มีคุณภาพ เนื่องจากต้องรีบทำในเวลาที่กำหนด ผู้บริหารควรจะแบ่งงานออกเป็นส่วนย่อย ๆ ก่อน แล้วใช้เวลาทำส่วนย่อยนั้นไปทีละอย่างจนเกิดความรู้สึกว่างานที่ซับซ้อนที่แท้ไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ จึงทำให้งานประสบผลสำเร็จในที่สุด การผลัดวันประกันพรุ่ง จึงอยู่ที่ความมีวินัยของผู้บริหารเองที่จะมีส่วนรับผิดชอบต่อการทำงานแต่ละอย่างให้เสร็จตามเวลาที่กำหนด
5. หลีกเลี่ยงงานที่เปล่าประโยชน์ เวลาที่ผ่านไปนั้นจะมีช่วงเปล่าประโยชน์ ทำลายไปหลายช่วง หากผู้บริหารได้ใช้เวลาเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์โดยการทำงานเพิ่มเติม ก็จะช่วยให้เวลานั้น มีคุณค่าเพิ่มขึ้น เทคนิคการหลีกเลี่ยงเวลาที่เปล่าประโยชน์ ผู้บริหารอาจต้องดำเนินการดังนี้
· ใช้เวลาพักกลางวันให้มีค่า ช่วงเวลาพักกลางวันเป็นช่วงที่ผู้ร่วมงานออกไปรับประทานอาหาร ผู้บริหารหลายคนใช้เวลาช่วงนี้รับประทานอาหาร เสร็จแล้ว คิดตัดสินใจเรื่องที่กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังมีสมาธิปลอดเสียงรบกวนจากผู้อื่น จากผู้มาติดต่อหรือไร้เสียงโทรศัพท์ จะทำให้ใช้เวลาเปล่าประโยชน์ให้เป็นประโยชน์ได้
· หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำลายเวลา งานหรือกิจกรรมที่ทำให้เสียเวลา ในการทำงาน ส่วนใหญ่แฝงมาโดยไม่รู้ตัว เช่น การมาทำงานสายโดยใช่เหตุ การอ่านหนังสือพิมพ์ในเวลาทำงาน การนั่งเฉย ๆ เหม่อลอย การสูบบุหรี่ ในเวลาทำงาน การพูดโทรศัพท์เรื่องส่วนตัวในเวลาทำงาน หรือชวนเพื่อนร่วมงานคุยเรื่องไร้สาระเป็นเวลานาน ๆ จนเสียเวลาในการทำงานโดยใช่เหตุ สิ่งเหล่านี้นับเป็นตัวทำลายกิจกรรมการทำงาน แทบทั้งสิ้น ผู้บริหารจึงควรตระหนักในกิจกรรมที่ทำให้เสียเวลาในการทำงานเหล่านี้ให้มาก เพราะ ถ้าหากนำเวลาเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็จะส่งผลดีต่อการทำงาน ในที่สุด
· ใช้เวลาที่รอคอยให้เป็นประโยชน์ ผู้บริหารที่ใช้ช่วงเวลาในการรอคอยนานๆ เป็นประจำ เช่น การเดินทางไปประจำต่างจังหวัดเป็นประจำ การรอรับภรรยาที่ทำงาน การรอรับบุตรที่โรงเรียน ซึ่งถ้าหากกิจกรรมเหล่านี้ใช้เวลาในการ รอคอย ผู้บริหารควรใช้เวลาเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์ การโทรศัพท์ติดต่องาน หรือนึกวางแผนงานที่จะดำเนินการ ในวันต่อไปก็จะเป็นการใช้เวลาที่เปล่าประโยชน์ให้เป็นประโยชน์ อีกทางหนึ่งด้วย
6. การประเมินผลการใช้เวลา ผู้บริหารควรจะติดตามผลและประเมินผลการใช้เวลาในการปฏิบัติงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ของตนเอง และผู้ร่วมงานอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อต้องการทราบความก้าวหน้า ของงานกับระยะเวลาที่ควรจะดำเนินไปว่าประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด โดยการวิเคราะห์ถึงอุปสรรคและแนวทางแก้ไข หากว่างานหรือกิจกรรมนั้นมีความล่าช้า อาจจะเกิด ความเสียหายต่อองค์การได้ ผู้บริหารอาจจะประเมินการใช้เวลาดังต่อไปนี้
· ประเมินความก้าวหน้าของงาน เป็นการประเมินเพื่อที่จะทราบผลของการทำงาน ว่าประสบผลหรือมีอุปสรรคสิ่งใดบ้าง และต้องการทราบว่าผู้ร่วมงานได้ใช้เวลาในการทำงานคุ้มกับค่าจ้าง หรือเงินเดือนหรือไม่ ผู้บริหารอาจใช้การวิเคราะห์เชิงธุรกิจ ประเมินผลงานก็ได้ เพื่อหาทางแก้ไขการบริหารงานที่ไม่ประสบผลสำเร็จว่าเกิดจากตัวแปรได้บ้าง
· ประเมินผลการใช้เวลาในการทำกิจกรรมย่อย ในการทำกิจกรรมย่อยบ้างอย่าง เช่น การประชุม การโทรศัพท์ หรือการติดต่อกับบุคคลภายนอก ซึ่งเป็นกิจกรรมย่อยในองค์กร ผู้บริหารควรจะประเมินการใช้เวลาในกิจกรรมย่อยเหล่านี้ว่าได้ดำเนินไปสัมพันธ์กับผลที่ได้หรือไม่ เพื่อที่จะได้หาแนวทางแก้ไขในการทำงานกิจกรรมย่อยครั้งต่อไป
· ใช้เวลาสำหรับการพักผ่อนแก่ตัวเองและผู้ร่วมงานบ้าง ในช่วงเวลาของการปฏิบัติงานอาจจะเป็นวัน เดือน ครึ่งปี หรือปี ก็ตาม เมื่องานที่ทำไปประสบผลสำเร็จและภูมิใจในผลของงานว่าได้ทำไปอย่างสุดความสามารถแล้ว ควรให้รางวัลสำหรับตัวเองและผู้ร่วมงาน โดยการพักผ่อนเพื่อคลายความตรึงเครียด เช่น การลาพักผ่อน ไปเที่ยวต่างจังหวัด กับครอบครัว หรือผู้ร่วมงาน ทั้งนี้จะได้มีกำลังใจในการปฏิบัติงานครั้งต่อไป อย่างไรก็ตามในช่วงที่มีเวลาว่างควรที่จะหาเวลาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพของตนเองอย่างน้อย จะเป็นการคลายกังวลและลดความตรึงเครียดลงระดับหนึ่ง
ดังจะเห็นได้ว่าทุกองค์การ ทรัพยากรที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่มีเกี่ยวข้องต่อการทำงานคือ “เวลา”และ “เวลา”เป็นสิ่งที่ทุกคนมีเท่ากัน แต่จะต่างกันที่การใช้ “เวลา”ที่มีอยู่เท่ากันนั้น ให้เป็นประโยชน์ แก่ตัวเอง หรือองค์การได้อย่างไร หลักการบริหารเวลาจึงเป็นเทคนิค วิธีการ และศิลปะของบุคคล โดยเฉพาะผู้บริหารแต่ละคนโดยตรง ว่าได้ดำเนินการไปในทิศทางใด เหมาะสมกับงานแล้วหรือไม่ งานจึงเข้ามามีส่วนสัมพันธ์กับการใช้เวลา จนแยกออกจากกันไม่ได้ งานจะสำเร็จได้ทันตามกำหนดและเสร็จอย่างมีคุณภาพ ผู้บริหารจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์(Strategy)ในการรู้จักใช้เวลาให้สอดคล้อง กับการทำงาน โดยผู้บริหารจะต้องเป็นตัวจักรสำคัญของการบริหารสำคัญในทุกกระบวนการ เมื่อบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิผล ก็จะมีส่วนให้การทำงานมีประสิทธิภาพในที่สุด
-----------------------------------
ชาญชัย อาจิณสมาจาร. 2531, นักบริหารที่ทรงประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ : รุ่งแสงการพิมพ์.
ประสิทธิ์ หนูกุ้ง. 2535, “ผู้บริหารกับการบริหารเวลา” จุลสารพัฒนาข้าราชการพลเรือน ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน.
อินทิรา หิรัญสาย. 2534,“การบริหารเวลาและประสิทธิภาพการบริหารงานตามภารกิจ
ของผู้บริหาร โรงเรียนมัธยมศึกษา ในเขตการศึกษา 2 วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
Douglas, M.E. and Douglas D.N.1980, Manage your time manage your work manage yourself. New York. AMACOM.
สวัสดีค่ะท่าน
สวัสดีค่ะ ท่านประสิทธิ์
ท่านยอดเยี่ยมเหมือนเดิม
และจะมากกว่าเดิมอีกนะคะเนี่ย
ขอบคุณค่ะที่นำทรัพยากร "เวลา" มาร่วมแจม
แต่ท้ายที่สุด "การบริหารคน"ก็เป็นส่วนที่จะมองข้ามไม่ได้
ขอบคุณที่คัดสรรมาฝากเราค่ะ
ขอบคุณทั้งสองท่านครับ
มีผู้รู้ ได้สอนไว้ว่าทรัพย์สินที่พึงได้จากการประกอบ กิจการงานต่าง ๆ นั้น ควรแบ่งออกเป็น 4 กองเท่าๆ กัน กองแรก เก็บสะสมไว้ใช้ยามขัดสน กองสอง ใช้จ่ายเพื่อทดแทนผู้มีพระคุณ กองสาม ใช้เพื่อความสุขส่วนตัว กองสี่ ใช้เพื่อสร้างสรรค์ความดีงามให้แก่สังคม แล้วการทำงานของมนุษย์ล่ะ หลายคนยังมัววุ่นแก่การทำงานโดยไม่ ยอมแบ่งเวลาเหลียวหลังมองถึง บุคคลที่รักและห่วงใยตนเองเลยหรือ??? มนุษย์บางคนทุ่มเวลาทั้งหมดให้แก่หน้าที่การงาน พร้อมกับคิดว่า การกระทำดังนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แล้ว แต่นั่นคือการกระทำที่โง่เขลาเป็น ที่สุด ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่า ๆ กัน แต่ผู้ใดที่ทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับ งาน โดยไม่ยอมแบ่งปันเวลาให้แก่ผู้ใด แม้กระทั่งตัวเองเป็นมนุษย์ที่เขลา เบาปัญญาที่สุด บริหารไม่ได้แม้กระทั่งเวลา 24 ชั่วโมงของตัวเองในแต่ละวันแล้ว มนุษย์ผู้นั้นจะบริหารอะไรได้ ทำไมมนุษย์ผู้ชาญฉลาดจึงไม่แบ่งปันเวลา ให้เสมือนหนึ่งการแบ่งปันกองเงิน ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าบ้างเล่า ... ไม่ต้องแบ่งเวลาให้เป็นสี่กองเท่า ๆ กันหรอก เพียงแต่แบ่งปันเวลาในแต่ละส่วนให้ เหมาะสมเท่านั้น 8 ชั่วโมงสำหรับการทำงาน เพื่อความก้าวหน้ามั่นคงในชีวิต 8 ชั่วโมงสำหรับการพักผ่อน เก็บเรี่ยวแรงไว้ต่อสู้กับหน้าที่ การงานและอุปสรรคในวันพรุ่งนี้ 5 ชั่วโมงสำหรับการเดินทาง เพื่อประกอบกิจการต่าง ๆ 2 ชั่วโมงสำหรับโลกส่วนตัวของตนเอง 59 นาที สำหรับดูแลและรักษาความสะอาดของที่อยู่อาศัย และช่วยเหลือสังคม และ 1 นาทีของคุณ ที่มอบให้กับคนที่รักและห่วงใยคุณ โดยไม่นำเวลาอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะเพียง 1 นาทีนี้ มันมีค่ามากเกินกว่าคณานับได้ในความรู้สึกของเขาคนนั้น จงอย่ากล่าวว่า ' ไม่มีเวลา... ' เพราะเวลาเป็นสิ่งที่ยุติธรรมที่สุด ในโลกนี้ที่มีให้แก่มนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่า ๆ กัน ไม่มีใครมีเวลามากและไม่มีใครมีเวลาน้อยไปกว่านี้ 24 ชั่วโมงใน 1 วัน ที่มหาเศรษฐี หรือยาจก มีเท่าเทียมกันไม่ขาดเกินแม้แต่เศษ เสี้ยวของวินาที ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ผู้ใดที่กล่าวว่า ' ไม่มีเวลา ' จึงเป็นผู้ล้มเหลวในการบริหารเวลา 24 ชั่วโมง ในแต่ละวันของตนเองอย่างสิ้นเชิง และใช้คำว่า ' ไม่มีเวลา ' เป็นข้อแก้ตัวเพื่อปกปิด ความล้มเหลวเรื่องเวลาของตนเองอย่างขลาดเขลา มนุษย์ผู้ฉลาดและประสบความสำเร็จในชีวิต จึงไม่ใช่ผู้ที่เก่งแต่การทำงาน อย่างเดียว แต่มนุษย์ผู้ฉลาดและประสบความสำเร็จ ในชีวิต ต้องเป็นผู้ที่รู้จักแบ่งสัดส่วน เวลาวันละ 24 ชั่วโมงของตนเอง ได้อย่างลงตัว วันละ 24 ชั่วโมงของตนเอง ที่มีไว้สำหรับการทำงาน การพักผ่อน การเดินทาง มิตรภาพ ความรัก ความอบอุ่น ความห่วงใย ความเอื้ออาทร ฯลฯโดยไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่สิ่งหนึ่ง สิ่งใด ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิต นี่แหละ คือมนุษย์ผู้ชาญฉลาดที่รู้จัก ' ใช้เวลา ' แล้ววันนี้..คุณจะยังอ้างเหตุผลว่า ' ไม่มีเวลา ' อีกหรือ? จงเปลี่ยนความคิดของคุณตั้งแต่บัดนี้นะครับ และกรุณาส่งต่อไปยังเพื่อนหรือคนสนิทของคุณด้วยน่ะ
จาก http://gotoknow.org/blog/krujunram/249263
เป็นบทความที่ดีมากค่ะสามารถนำไปปรับใช้ได้ดีในการดำเนินชีวิตในทุกๆเรื่อง
ขอบพระคุณค่ะ เป็น บทความที่ดีมาก เป็นประโยชน์ สามารถนำไปเป็นแนวทางในการปรับใช้ในการทำงานได้เป็นอย่างดี