มอหินขาว

กิตติยา
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
แมกาซีนแปลก ฉบับศุกร์ 27 กุมภาพันธ์ 2552

สโตนเฮนจ์ที่ประเทศอังกฤษ

มอหินขาว กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์เมืองไทย

          สิ่งมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรม สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ยุค หรือ 3 สมัย คือ สิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์สมัยโบราณ สิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์สมัยกลาง และสิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์สมัยปัจจุบัน

สิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์สมัยโบราณ อายุตั้งแต่ 5,000 ปี ก่อนคริสต์กาล จนถึง ค.ศ. 500 ประมวลและจัดโดยนักปราชญ์กรีก ชื่อ แอนติเพเตอร์ ( Antipater ) แห่งไซดอน ( Sidon ) ในศตวรรษที่สองก่อนคริตศตวรรษ สิ่งมหัศจรรย์ของโลก 7 อย่าง สมัยโบราณเป็นผลงานของมนุษย์ทางด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรมและศิลปะชวนพิศวง จากยุคสมัยแรกเริ่มอารยธรรมของโลกในแถบลุ่มแม่น้ำไนล์ในอียิปต์ ถึงยุคความรุ่งเรืองของอารยธรรมกรีกโบราณและยุคสมัยอาณาจักรโรมันเรืองอำนาจ สิ่งมหัศจรรย์ของโลกสมัยโบราณได้แก่ พีระมิดแห่งเมืองกิซา มหาวิหารอาร์เทมีส สุสานของกษัตริย์โมโซรุส สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน เทวรูปเทพเจ้าซีอุส เทวรูปเทพเจ้าเฮลิออส และหอประภาคารโรส

สิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์สมัยกลาง อายุตั้งแต่ คริสตศตวรรษที่ 5 ถึงคริสตศตวรรษที่ 16 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกสมัยกลาง ถูกจัดขึ้นมาและเป็นที่ยอมรับกันแพร่หลายภายหลังจากมีการตั้งข้อสังเกตว่า 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกสมัยโบราณแทบทั้งหมดยกเว้นพีระมิดล้วนแต่เสื่อมโทรมเสื่อมสลายไปหมดสิ้น เหลือเพียงร่องรอยหลักฐานหรือแบบจำลองเท่านั้น จึงมีการคัดเลือกสิ่งมหัศจรรย์ของโลกสมัยกลางขึ้นมา โดยสิ่งมหัศจรรย์สมัยกลางทั้งหมดล้วนแต่ยังดำรงอยู่เป็นหลักฐานให้ศึกษากันในปัจจุบัน ถึงแม้จะเสื่อมโทรมไปบ้างตามกาลเวลา สำหรับ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกสมัยกลาง มีความหมายเพียงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคถัดจากยุคโบราณเท่านั้นซึ่งมีดังต่อไปนี้ หอเอนเมืองปิซา สนามกีฬากรุงโรม สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย สุเหร่าเซ็นโซเฟีย กำแพงเมืองจีน เจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิง กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์

ส่วนเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่หรือเดิมคือ เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบัน จัดทำขึ้นโดยองค์กรของสวิตซ์ The New Open World Corporation (NOWC) โดยใช้ผลโหวตจากประชากรมากกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งผลสรุปสุดท้ายได้ประกาศเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส โดยไม่เรียงตามลำดับคะแนน แต่เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ชุดนี้ไม่ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโก ได้แก่  ชิเชนอิตสา รูปปั้นพระเยซู   กำแพงเมืองจีน   อาณาจักรอินคา   เปตรา   สนามกีฬากรุงโรม และทัชมาฮาล                                                                                                               

กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์ (Stonehenge) 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกสมัยกลาง ตั้งอยู่ที่เมืองซัลลิสเบอรี่ มณฑลวิลไซร์ ประเทศอังกฤษ กองหินประหลาดนี้อยู่กลางทุ่งนาแห่งเมืองซัลลิสเบอรี

ห่างจากกรุงลอนดอนประมาณ 10 ไมล์ ประกอบด้วยแนวหินขนาดมหึมาหินเรียงรายราว ๆ 3 กิโลเมตร และ มีกลุ่มหินใหญ่ประมาณ 112 ก้อน ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางทุ่งนา เป็นรูปวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 วง บางก้อนล้มนอน บางก้อนตั้งตรง บางก้อนวางซ้อนทับอยู่บนยอดก้อนหินที่ตั้งอยู่สองก้อน  
วงกลมรอบนอก มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 100 ฟุต มีหินทั้งหมด 30 ก้อน แต่ละก้อนสูง 13 ฟุต
วงกลมรอบกลาง มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 76 ฟุต มีหินทั้งหมด 40 ก้อน มีสองก้อนตั้งสูงถึง 22 ฟุต
วงในสุด มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 50 ฟุต มีหินทั้งหมด 42 ก้อน ล้มบ้างตั้งสูงบ้าง หินแต่ละก้อนหนักเป็นตันๆ เฉลี่ยแล้วสูง 4 เมตร หนัก 26 ตัน  สโตนเฮนจ์มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะที่เป็นกลุ่มหินประหลาดซึ่งไม่มีใครทราบวัตถุประสงค์ในการสร้างอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาถึงอายุของมันแล้ว คาดว่ากลุ่มกองหินประหลาดนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ต่างสงสัยว่า คนในสมัยก่อนสามารถยกแท่งหินที่มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน ขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร ทั้งๆที่ปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ ในบริเวณที่ราบดังกล่าว ไม่ใช่บริเวณที่จะมีก้อนหินขนาดมหึมานี้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างต้องทำการชักลากแท่งหินยักษ์ทั้งหมดมาจากที่อื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากบริเวณที่เรียกว่า “ทุ่งมาล์โบโร” ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กม. เลยทีเดียว มีผู้สันนิษฐานถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างสโตนเฮนจ์กันหลายประเด็น แต่ประเด็นที่ดูจะได้รับความเชื่อถือมากที่สุดคือ เป็นสถานที่สำหรับการทำพิธีกรรมทางศาสนาของชนกลุ่มที่นับถือลัทธิดรูอิท รองลงมาคือความเชื่อที่ระบุว่าเป็นการสร้างเพื่อหวังผลทางดาราศาสตร์ ใช้ในการสังเกตปรากฎการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า เช่น สุริยุปราคา เป็นต้น

แต่ที่กล่าวมาข้างต้นผู้เขียนไม่ได้แนะนำให้ท่านต้องเดินทางไปยังต่างประเทศเพื่อชมสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแต่อย่างใด เพราะลำพังในเมืองไทยเองก็มีสิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกว่าติดอันดับโลกกับเขาอยู่เหมือนกัน อย่างเช่น ในการโหวต 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุดปัจจุบันนี้ 1 ใน 77 สถานที่ที่ได้รับการโหวตเข้าชิงคือมหาธรรมกายเจดีย์ (Dhammakaya Cetiya) กรุงเทพฯ สัญลักษณ์แห่งสันติภาพโลกซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อประดิษฐาน องค์พระธรรมกายประจำตัว 1,000,000 องค์ นอกจากนี้ หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าองค์พระปฐมเจดีย์ที่จังหวัดนครปฐมเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูง 115 เมตร ภัตตาคารที่ใหญ่ที่สุดคือภัตตาคารตำหนักไทย จังหวัดกรุงเทพฯ พระที่นั่งวิมานเมฆเป็นอาคารที่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลังที่ใหญ่ที่สุด พระพุทธรูปที่มีค่ามากที่สุดหล่อด้วยทองคำแท้ สูง 3.04 เมตร หนักถึง 5.5 ตัน ประดิษฐานอยู่ที่วัดไตรมิตร กรุงเทพฯ และในไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เรียกว่าเป็นอันซีนไทยแลนด์อยู่อีกมาก มีการค้นพบสถานที่ท่องเที่ยวที่น่ามหัศจรรย์หลายแห่ง อย่างเช่นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ถูกเรียกว่า สโตนเฮนจ์เมืองไทย หรือที่ชาวบ้านแทบนั้นเขาเรียกกันว่า มอหินขาว

มอหินขาว บ้านวังคำแคน ต.ท่าหินโงม อ.เมือง จ.ชัยภูมิ ตั้งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติภูแลนคา มีทุ่งหินประหลาดขนาดยักษ์ท่ามกลางท้องทุ่งมากมายหลายก้อนตั้งโดดเด่นอยู่ หลายๆคนยกให้ทุ่งหินยักษ์นี้เป็นสโตนเฮนจ์เมืองไทย ในขณะที่ชาวบ้านแถวนั้นเรียกขานทุ่งหินขนาดยักษ์ว่า มอหินขาว
มอหินขาวถูกแบ่งเป็นกลุ่มหินขนาดใหญ่จำนวน 3 กลุ่ม กลุ่มหินที่ 1 มีไฮไลท์อยู่ที่เสาหินขนาดยักษ์ 5 ต้น ที่มีความสูงจากผิวดินประมาณ 12 เมตร โดยเสาแต่ละต้นมีขนาดใหญ่รูปร่างแตกต่างกันออกไป เสาต้นที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดถึง 22 คนโอบ ในขณะที่เสาหินบางต้นมีชาวบ้านนำพระพุทธรูปไปประดิษฐานไว้ที่ด้านล่างเพื่อให้ผู้ที่ผ่านไปผ่านมาสักการบูชา โดยจะมีหินทรายก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งเป็นสีขาวและโดดเด่นในพื้นที่ และเป็นที่มาของคำว่า มอหินขาว บ้างก็เชื่อกันว่าก้อนหินใหญ่ 5 ก้อนนี้ในทุกคืนวันพระ ขึ้น 15 ค่ำ, 8 ค่ำจะมีแสงสีขาวส่องขึ้นมา คนเฒ่าคนแก่สมัยนั้นเลยเรียกที่นี่ว่ามอหินขาว กลุ่มหินที่ 2 อยู่ห่างออกไป 500 เมตร แท่นหินจะมีรูปร่างแปลกแตกต่างกันออกไป มีแท่นหินที่มีรูปร่างคล้ายเรือ เจดีย์ หอเอียงเมืองปิซ่า และคล้ายกระดองเต่า และเมื่อห่างออกไปอีกประมาณ 1,500 เมตร จะเป็นกลุ่มหินที่ 3 มีลักษณะเป็นลานหินขนาดใหญ่ ที่บางคนเรียกว่า ผากล้วยไม้ เพราะลานหินแห่งนี้เป็นหน้าผาที่เต็มไปด้วยกล้วยไม้และดอกไม้ป่าขึ้นอยู่มากมาย อาทิ เอื้องหมายนา เอื้องม้าวิ่ง กระดุมเงิน โดยในช่วงปลายฝนต้นหนาวระหว่างเดือนก.ย.-ต.ค. กล้วยไม้ที่นี่จะออกดอกบานสะพรั่งให้สีสันสดใส

 ลานหิน เสาหินและแท่งหินที่มอหินขาวส่วนใหญ่เป็นหินทรายสีขาว นอกจากนี้ก็ยังมี หินทรายแป้ง หินโคลน หินทรายสีม่วง ซึ่งสันนิษฐานว่าก้อนหินขนาดยักษ์เหล่านี้มีอายุประมาณ 175-195 ล้านปี เกิดจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกที่ทำให้ชั้นหินเกิดการโค้งงอและแตกหักเมื่อผสมกับการกัดเซาะของน้ำฝนและการไหลของน้ำตามผิวดิน ลานหินที่นี่จึงค่อยเปลี่ยนลักษณะเป็นเสาหินและแท่งหินอย่างที่เห็นในปัจจุบัน พื้นที่มอหินขาวในปัจจุบันทางจังหวัดชัยภูมิยังไม่ได้เปิดพื้นที่มอหินขาวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ เพราะว่ายังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องปรับปรุง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับปรุงทางขึ้น การจัดภูมิทัศน์ การฝึกอบรมไกด์ท้องถิ่น การทำป้ายสื่อความหมาย การทำเส้นทางท่องเที่ยว และการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้พร้อมมากขึ้น แต่มอหินขาวสามารถขับรถขึ้นไปเที่ยวและพักค้างแรมได้ เพราะลานกว้างไว้ให้กางเต็นท์พร้อมมีห้องน้ำอำนวยความสะดวก ซึ่งผู้สนใจควรสอบถามรายละเอียดก่อนออกเดินทางที่ อุทยานแห่งชาติภูแลนคา 0-4481-0902-3

บอกได้คำเดียวว่าถ้าคุณได้เข้ามาสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งป่าเขาที่นี่แล้วจะชวนคุณหลงใหลมิรู้ลืม มอหินขาวและแห่งนี้เคยได้รับการคัดเลือกให้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ของท่านมุ้ย เรื่องพระนเรศวรมหาราชมาแล้ว

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน งานเขียนของกิตติยา



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

นั่นสินะ...

สมัยที่ไม่มีรถเครนยก...น้ำหนักขนาดนั้น

ยกขึ้นไปได้ไง...น่าทึ่งจริง

เขียนเมื่อ 

เหมือนมากค่ะ พึ่งทราบว่าประเทศไทยเราก็มีหินยักษ์ สวยงามเช่นนี้ น่าท่องเที่ยวค่ะ