คน

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ปัญหาไม่เคยเข้ามาหาเราใช่ไหมครับ

ตั้งแต่ผมจำความได้นั้น ผมไม่เคยเข้าใจสิ่งที่ผมได้รับเลย จนกระทั่งวันนี้ ผมเข้าใจทุกๆอย่างแล้วครับว่า ทุกสิ่งที่เราประสบนั้น มันคือคำสอนที่เราจะนำไปใช้ต่อไปในอนาคต

      ผมเป็นลูกคนเดียวครับ ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมพบหน้าคุณพ่อของผมน้อยครั้งมากครับ เพราะคุณพ่อต้องออกไปทำงานแต่เช้า และกลับมามืดทุกวัน จะมีบางวันที่ผม และคุณแม่ จะได้ไปโรงเรียนกับคุณพ่อด้วยรถมอเตอร์ไซด์เก่าๆคันนึง ส่วนคุณแม่ ท่านทำงานอยู่ไกลจากบ้านมากครับ ดังนั้นเวลาส่วนใหญ่ ผมก็จะอยู่กับตัวเอง บ่อยครั้งหลังเลิกเรียนสมัยอนุบาล ต้องมาเปิดบ้านเองตลอด ด้วยกุญแจพวกเล็กๆที่คุณแม่ได้ร้อยใส่เชือกแล้วนำมาให้ผมคล้องคอ บางครั้งหากผมเปิดบ้านไม่ทัน ผมก็มักจะปัสสาวะราดเป็นประจำ ทุกครั้งเวลาที่แม่ของผมมาถึงบ้าน ภาพที่คุณแม่เห็นผม คือผมนอนห้อยหัวลงจากเตียงบ้าง ตกเตียงบ้าง นึกแล้วก็ยังอขำไม่หาย เรียกได้ว่า ตั้งแต่เล็กๆ ผมก็ต้องดูแลตัวเอง ช่วยตัวเอง มาตลอด ของเล่นหรอครับ ผมไม่มีมากมายเหมือนเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับผมในตอนนั้นหรอกครับ เพราะทั้งคุณพ่อและคุณแม่ต้องทำงานหาเงินมาเพื่อใช้จ่ายให้พอเพียงกับค่าใช้จ่ายในครอบครัวครับ

    พอก้าวสู่วัยประถม ผมเองก็เรียนดีขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งก็เป็นที่คาดหวังของคุณพ่อและคุณแม่ครับ บางครั้งผมนึกน้อยใจ เวลาผมได้เกรดไม่ดี ท่านก็จะดุเราบ้าง ทั้งๆที่ผมก็ไม่ได้อยากให้เป็นเช่นนั้น แต่ผมก็เข้าใจครับว่า ท่านหวังเพราะท่านมีผมแค่คนเดียว ความเก่งของผมทำให้ผมลืมมองย้อนตัวเองจนทำให้ผมเป็นคนหยิ่ง จนกระทั่งถึงป.6 ผมเมื่อเพื่อนสนิทคนนึง เค้าชื่อบอลครับ เขาเป็นคนดีมาก ช่วยเหลือผมทุกอย่าง แต่สิ่งที่ผมทำให้เขาคือ ผมทำให้เขาเสียใจ ว่าเขาสาระพัด ที่ทำเช่นนี้เพราะอยากให้เพื่อนคนอื่นยอมรับในตัวผม ทั้งๆที่ผมมีเพื่อนที่ดีที่สุดอยู่เคียงข้างผมแล้วแท้ๆ มาปลายเทอม ผมรู้สึกผิดกับเพื่อนคนนี้มากครับ แต่มันก็สายเสียแล้ว ผมยังไม่ได้ขอโทษเขา กรรมที่ผมได้ทำจึงตกสู่ปัจจุบัน ช่วงป.6 ผมตั้งใจสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง บนถนนนวมินทร์ แต่ผลที่ได้คือ ไม่ติด ผมยอมรับว่าตอนนั้นผมเสียใจมากครับ และคนที่คอยอยู่ข้างผม คอยปลอบผม ไม่ใช่ใครที่ไหนครับ แม่ของผมนั้นเอง

     พอก้าวสู่ ม. ต้น ผมเรียนที่โรงเรียนเศรษฐบุตรบำเพ็ญ ผมไม่เคยคิดที่จะอยากเข้าเรียนที่นี่เลยครับ เพราะ ผู้คนต่างพูดกันว่าเด็กเกเร ไม่ดีบ้าง อะไรบ้าง แต่พอได้เข้ามาสัมผัส ไม่ใช่เลยครับ กลับเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดของผมก็ว่าได้

ม.ต้นผมก็คงหยิ่ง คิดว่าตัวเก่ง แต่เปล่าเลย ผมไม่เก่งเลยต่างหาก ผมโดนคนรอบข้างแกล้งสาระพัด จนพยายามสร้างเกราะ ขึ้นมา สร้างกำแพงขึ้นมากั้นตัวเองกับคนรอบข้าง จนใครๆอาจมองว่าผมหยิ่ง แท้ที่จริงแล้ว ผมไม่อยากถูกแกล้งซ้ำๆซากๆเท่านั้นเอง

จนมาม.3 ผมเองก็เรียนรู้ที่จะเปิดใจกว้างมากขึ้น ผมได้รู้จักกับเพื่อนคนหนึ่งแรกๆเค้าก็เข้ามาให้ผมสอนงานบ้าง การบ้านบ้าง จนเราเป็นเพื่อนสนิทกันมาก มันทำให้ผม คิดถึงสมัยประถม ผมจึงทำทุกอย่างที่คิดว่าดีสำหรับเพื่อน คือขอให้ได้ทำเหมือนที่บอลได้ทำให้กับผม ซักเสี้ยวก็ยังดี ผมมีความคิดจะสอบเข้า ม.ปลายที่โรงเรียนชื่อดังย่านสยาม ผมจึงเริ่มอ่านหนังสือ อ่านอย่างเอาจริงเอาจัง แล้วผมก็ไปสอบ แต่ผลที่ปรากฏออกมาคือ ไม่ติด เป็นรอบที่สองที่ผมพยายามแล้ว ไม่ได้ตามหวัง วินาทีนั้นผมอยากร้องไห้ แต่ผมต้องกลั้นนำตา ถ้าผมร้องคนนึง แล้วเพื่อนๆผมที่ผิดหวังเช่นเดีวกับผมเค้าจะปรึกษาใคร หลังจากส่งเพื่อนกลับบ้าน หมดทุกคน วันนั้นผมนั่งบนปอ.26 กลับบ้าน ผมไม่ทราบจะพูดกับใครดี มันอัดอั้นไปหมด น้ำตาก็พลันไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวและพลางนึกว่า อีกแล้วหรอ ที่เราเป็นเช่นนี้ และพยายามร้องไห้ให้พอ และจบเอาความเศร้ากองไว้หน้าบ้านไม่พาเข้าไปในบ้าน กลัวพ่อกับแม่ไม่สบายใจ พอก้าวย่างเข้าบ้าน ก็มีเสียงถามผมว่า เป็นไงบ้างลูก ผมตอบไปว่า ไม่ได้ครับ ทุกคนเงียบ จากนั้นผมก็เดินเข้าห้องและทำกิจวัตรตามปกติ ทั้งๆที่ใจผม รู้สึกไม่ดีมากๆณตอนนั้น แต่ความพยายามก็ไม่สูญเปล่า ผมตัดสินใจกลับไปซิ่ว ที่นั่อีกครั้ง อ่านหนังสืออย่างวเคร่งครัดกว่าเดิม แต่ผลที่ได้ก็คือ ไม่ติด คราวนี้ผมก็ได้แต่คิดว่าผมคงใช้ไม่ได้ ทั้งที่ผ่านสิ่งเหล่านี้มาครั้งหนึ่งแล้ว ไม่ใช่พียงเรื่องนี้เท่านั้นที่ทำให้ผมเสียใจ พักหลังผมกับเพื่อนสนิทของผม ก็ผิดใจกัน ด้วยเหตุผลบางประการ แต่ไม่ใช่เฉพาะผม แต่คนรอบข้างก็พาลเกลียดผม หรือไม่เข้าใจผมไปด้วยเพียงแค่คำยุยงจากคนบางคนเท่านั้น ตอนนั้นผมเสียใจมากครับ เหมือนผมอยู่ตัวคนเดียวบนโลกทั้งใบนี้ ผมสัมหัสได้ถึงความเหงา อ้างว้าง ทุกๆเรื่องสาระพัด การเรียนผมถอยต่ำลง ความคิดจากที่เคยโลดแล่นก็ถดถอย ในหัวและในใจของผมตอนนั้นเต็มไปด้วยความเสียใจ เวลานี้ที่ผมเคยคิดสั้นมาแล้ว แต่เพราะเพื่อนกลุ่มนึง เขาเปรียบเสมือนคนที่ยื่นมือมาจับผม มาปลอบผม และไม่เชื่อในคำยุยงของคนอื่น ผมจึงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่ก็คงไม่เต็มร้อย เพราะสิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดคือ ขอให้ผมกับเพื่อนซี้ของผมกลับมาเข้าใจกันก็พอ

หลังจากวันนั้นไม่กี่เดือน โทรศัพท์บ้านก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงเพื่อนซี้ของผมพูดว่า ขอโทษ เราผิดไปแล้วที่เชื่อคำยุยงของคนอื่น เขาพลางร้องไห้ และพูดโทษตัวเองว่า เขาเป็นเพื่อนสนิทกับผมมากที่สุด เขาน่าจะรู้นิสัยผมดีที่สุด ผมก็ได้แต่บอกเขาว่า ไม่เป็นไร เพื่อนกันไม่โกรธกันอยู่แล้ว จากวันนั้น ทำให้ผมกับเพื่อนคนนี้ สนิทกันยิ่งขึ้นอีก ผมกลับมามีความสุขอีกครั้ง แต่สิ่งที่ผมต้องเจออีกระลอกนั้นก็คือ ผมมีอาการปวดหัว ปวดมากจนส่งผลกระทบต่อการเรียน แรกๆ ที่ผมปวดก็พลางนึกว่า เป็นไมเกรน จริงๆแล้วไม่เลย คุณหมอบอกผมว่าผมเป็นซีสที่โพรงไซนัสที่แก้ม แต่ในใจก็ยังนึกผมปวกข้างใน ไม่ได้ปวดที่แก้ม ปวดซ้ำๆที่เดิม หรือว่านี่คือผลกระทบจากซีส ทุกครั้งที่ผมเครียด ผมจะปวด และบ่อยครั้งผมจะปวดหัวชนิดที่อ่านหนังสือไม่รู้เรื่องเวลาใกล้ช่วงสอบ ผมยิ่งกังวล ยิ่งคิดมาก แต่หลังจากเหตุการณ์เหล่านี้ผ่านไปทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้น เข้มแข็ง อดทนขึ้น ครอบครัวของผมหันมาใส่ใขกันและกันมาขึ้น เพื่อนของผมได้เรยนรู้คำว่า เพื่อนจริง มากขึ้น

ถามว่าสิ่งที่เสียดายที่สุด นั่นก็คือ การที่พลาดโอกาสไปศึกษาต่อที่เม็กซิโกจากทุนเอเอฟเอสที่ผมสอบได้ แต่เพื่อแลกกับการที่แม่ไม่ต้องแบกรับภาระมากนเกินไป และการที่พ่อจบป.เอก มันคุ้มกว่าที่ผมไปเรียนที่เม็กซิโกเสียอีก

ณ ตอนนี้ผมก็หวังแค่ว่า ผมจะได้ทำในสิ่งที่ฝัน สิ่งที่ผมอยากเรียน แม้ว่าฝันของผมจะไกลแค่ไหน จะริบหรี่เพียงใด ผมก็ยังจะหวัง หวังต่อไป ว่าสักวัน แม่ พ่อ คุณครูที่รัเคารพของผมจะภูมิใจ โดยเฉพาะตัวผม ผมหวังว่ามันคงมีสักวัน สำหรับผม

และนี่คือเรื่องจริง อีกมุมๆหนึ่งของชฃีวิตของผม ผมอยากบอกกับทุกคนว่า ไม่มีอะไรที่ได้ดั่งใจหวังเสมอ แม้เราจะทำมันไปเต็มที่ก็ตาม เเต่เราควรภูมิใจที่เราได้ทำอย่างเต็มที่ต่างหาก และคำว่าเพื่อนไม่ได้มีความหมายแค่ เพื่อน ที่สะกดกัน แต่มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น และคุณได้ทำอะไรให้คนที่คุณรักบ้างหรือยัง ถ้ายังก็ควรรีบทำเสีย ก่อนที่จะไม่ได้ทำให้คนๆนั้น สุดท้าย คนที่อยู่ข้างเราและเปรียบเสมือนพระในบ้าน และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของตัวเราทุกๆเวลานั้นก็คือคุณพ่อและคุณแม่ และที่ขาดไม่ได้ คุณพ่อและคุณแม่คนที่สองของเรานั่นก็คือ คุณครู

ขอขอบพระคุณคุณพ่อ คุณแม่ คุณครูทุกๆท่านโดยเฉพาะ ครูนง ครูจรัสศรี ครูเอก ครูป้อม ขอบคุณมากครับ ถ้าไม่ได้ท่านทั้งสี่นี้ ผมก็คงไม่เข้มแข็งและแข็งแกร่งเช่นทุกวันนี้ครับ ที่สำคัญขอบคุณเพื่อนซี้ผม ขอบคุณทุกๆคนที่ให้กำลังใจผมตอนที่ผมเข้าโรงพยาบาล

สำหรับผม ความสุขไม่ได้อยู่ที่ให้ใครมาทำเพื่อผม แต่การที่ผมทำเพื่อคนอื่น นั่นแหละสุขยิ่งกว่าสิ่งใดๆ

อยากให่คนที่ท้อแท้ ผิดหวังตอนนี้ สู้ต่อน่ะครับ อย่ายอมแพ้กับโชคชะตาง่ายๆน่ะครับ คนเราย่อมล้มได้ก็ต้องลุกได้ครับ

...อย่าลืมว่า กำลังใจ ช่วยใครได้อีกเยอะครับ...