จากเมื่อวานที่เราทิ้งทวนกัน โดยการน้อมนำกันฟังเรื่องเล่าจากหน้างานแลกเปลี่ยนสู่กันฟัง... กว่าจะได้เนื้อๆออกมาว่า "งาน" ที่ว่าเราทำประจำนั้นคือ อะไร...อันเป็นการรับรู้จากใจภายในได้นั้น เราต้องใช้กระบวนการกันนานกว่าจะเข้าสู่ความลื่นไหล... "กลุ่ม สอ.นางาม ซึ่งมีพี่ณี พี่ศร และหมอวี" ได้แต่บอกว่างานเยอะ งานหนัก ภาระงานมาก แต่พอให้แจกแจงเล่าให้ฟังกลับนำมาพรรณาให้เห็นภาพได้ยากมาก... ข้าพเจ้าก็เลยถามไปว่า "เล่าอะไรก็ได้ในชีวิตการทำงาน เล่าแล้วให้คนฟังมองเห็นภาพงานที่กองอยู่ตรงหน้าของพี่ๆ สามคนได้ อืม...ช่างเป็นงานที่มีภาระเยอะมากจริงๆ "...เท่านั้นแหละกระบวนน้อมนำมองหน้างานจึงพอได้พอไปพอไหว...ได้ประเด็นเนื้อความเรื่องเล่าออกมา
อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้เรียนรู้ นั่นก็คือ กลุ่มคนหน้างานพื้นที่ สอ. ที่รวมกลุ่มศึกษาพัฒนาหารูปแบบการกระตุ้นให้ประชาชนสนใจในการตรวจมะเร็งปากมดลูกมากขึ้น... ในกลุ่มนี้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้เรื่องการค้นเข้าไปและมองหาสาเหตุอย่างลึกซึ้ง... จากการฝึกการตั้งคำถามที่นำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้... ทำให้หมอนพ ได้แนวทางไปสู่การหาที่มาที่ไปของโจทย์วิจัย... ในเรื่องการทำงานทางด้านระบาดวิทยา "ไข้เลือดออก" ได้อีกหนึ่งประเด็น...
จากการน้อมนำมองหน้างานเมื่อวานนี้...
สู่การเรียนรู้เพิ่มในวันนี้... ที่ว่า "มองหน้างาน...และค้นหาโอกาสการพัฒนางาน..จากนั้นวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงดูว่า...มีประเด็นอะไรที่ก่อให้เกิดปัญหา (ที่นำไปสู่การพัฒนา) นั้น..จากนั้นลองวางแผนกระบวนการแก้ไข ตามสาเหตุแห่งปัญหานั้น... ที่สุดแล้วจากกระบวนการแก้ไขไปสู่การพัฒนานี้เราปรารถนาอยากให้เกิดอะไรเกิดขึ้นในหน้างานของเรา"...
กลุ่มค่อนข้างทำได้ดี...
- กลุ่ม ER มองไปปะเด็นการพัฒนาระบบส่งต่อ
- กลุ่มหอผู้ป่วยใน ... พบว่าต้องพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและในการทำงานไม่มีรูปแบบที่เหมาะสมตามบริบทของพื้นที่
- กลุ่มพี่พร ... จากรายงานวิจัยเบื้องต้นในการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพ ไปสู่การพัฒนารูปแบบที่ส่งเสริมให้บุคลากรเข้าสู่กระบวนการปรับเปลี่ยนสุขภาพได้
และอีกหลายเรื่องที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้... ประเด็นที่เราได้คุยกันกับทางทีมผู้จัดนั่นก็คือ การผลักดันอย่างไรให้เกิดการพัฒนางานประจำด้วยการทำวิจัย อย่างแท้จริง ... ซึ่งทางเสลภูมิเคยได้รับบทเรียนจัด class การเรียนรู้ที่ใช้งบประมาณไปอย่างมากมาย แต่การทำวิจัยกลับล้มพับไป ... ทำให้ทุกคนขยาดต่อการทำวิจัย
ซึ่งข้าพเจ้ามองว่า ประเด็นนี้ในหลายๆ พื้นที่ต่างเคยเผชิญชะตากรรมคล้ายๆ กัน...
R2R เป็นทางออกทางหนึ่ง ... เป้าหมายไม่ได้สร้างนักวิจัย เป้าหมายเพื่อพัฒนางาน และพัฒนาคนให้เกิดและมีกระบวนการภายในที่มีการคิดที่เป็นระบบระเบียบเป็นขั้นเป็นตอน เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์...
ประเด็นที่ข้าพเจ้าได้เกิดการเรียนรู้วันนี้...
ขณะที่ได้นั่งฟัง...คนหน้างานต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเล่าเรื่อง (เค้าโครงผ่านเรื่องเล่า) นั้น...ทำให้ข้าพเจ้าเกิดประเด็นต่อยอดมากมาย และรู้สึกสนุกในการที่จะเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงหากว่า "ผลการวิจัยออกมาเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์" ... จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาในหลายเรื่องในหน้างาน...
ก็เลยพูดแซว...นักวิจัย R2R ไปว่า "สงสัยมีแต่กะปุ๋มที่ฮึกเหิม...ไม่รู้ว่านักวิจัย R2R ฮึกเหิมไปด้วยหรือเปล่า"...
แต่อย่างน้อยบรรยากาศแห่งการเรียนรู้...
ความบอกเล่าจากหลายๆ ท่านที่เราได้ถอดบทเรียน...ร่วมกันหลังจากกันในวันนี้ มีเสียงบอกกล่าวให้ได้รับทราบว่า
"อย่างน้อยไม่เครียด คิดว่าจะเครียด แต่กลับไม่เครียด"...
"พอมองเห็นหนทางว่า..น่าจะพอทำวิจัยได้"...
"บรรยากาศการเรียนรู้ดี ..ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย"...
"ดีใจที่ได้ฝึกมองสาเหตุได้อย่างลึกซึ้งขึ้น"...
นี่เป็นเพียงตัวแทนบอกเล่าความรู้สึก และสิ่งที่ได้เรียนรู้... และวันนี้เราได้มีสิ่งดีดีที่ได้ทำร่วมกัน นั่นก็คือ เป็นวันคล้ายวันเกิดน้องเบนซ์... พี่หน่อยนำขนมเค้กมาให้เป็นของขวัญและพี่ๆ ทุกคนร่วมร้องเพลงและอวยพร..เป็นบรรยากาศที่ดีและรู้สึกประทับใจ
โดยส่วนตัวจะประทับใจทุกครั้งเมื่อได้ร่วมกระบวนการและได้เรียนรู้ความงดงามจากกระบวนการต่างๆ ที่ตนเองเข้าไปร่วมคลุกวงด้วย...

ร่วมเล่าร่วมฟัง

---------------------------
เรียนอาจารย์กระปุ๋งครับ บ่ายของวันที่ 2 หลังมีอาการเครียดนิดๆพร้อมด้วยอาการมึนตึ๊บ กับพี่แสงกับพี่วรรณ ยิ่งผมไม่เคยมีความรู้ และพื้นฐานเรื่องการทำR2R หรืองานวิจัยเลย วันนี้วันสุดท้าย(วันที่ 3แล้ว) ช่วงบ่ายค่อยสบายใจเพราะอาจารย์กระปุ๋ง เน้นไม่ให้คิดมาก(จริงอาจารย์ก็เน้นทุกวันล่ะครับ ว่าทำ R2R อย่าคิดมาก) พร้อมสรุปข้อคิดง่ายๆ ในการทำ R2R และวิธีคิดในการทำงานวิจัย คือ
1. หาปัญหา/ทุกข์
2. เหตุที่เกิดปัญหา
3. แนวทางการแก้ปัญหา
4. ผลที่คาดว่าจะเกิด/การแก้ปัญหา
พอดีผมนั่งอยู่ในห้องประชุม มาคิดได้ว่าข้อคิดที่อาจารย์ให้ไว้ตรงกับอะไรบางดังข้างล่างนี้ลองเปรียบเทียบดูนะครับเหมือนกันเด๊ะเลย..
อริยสัจ 4
1. ทุกข์ /ปัญหา
2. สมุทัย/เหตุแห่งทุกข์
3. นิโรธ/ความดับทุกข์ ทางดับทุกข์
4. มรรค/หนทางแห่งการดับทุข์ หรือการดับทุกข์
เพิ่งรู้วันนี้เองครับผมว่างานวิจัยนี้มีมา 2552 ปีแล้ว แถมคนทำเป็นคนไทยอีกต่างหาก ภูมิใจครับ กลับไปจะทบทวน slide อีกครั้งนึงครับ ตอนนั่งฟังก็คิดงาน R2R ไว้บ้างแล้วยังไงจะรบกวนให้อาจารย์ดู และรบกวนให้คำแนะนำด้วยนะครับ ขอขอบพระคุณอย่างสูงล่วงหน้าครับ...
..พี่เสก..
นี่...คือ..กำลังใจอันงดงามเลยค่ะ "คุณเสก"...
ทำให้พี่กะปุ๋ม...แปลกประหลาดใจระคนดีใจเลยค่ะ ที่เห็นคนหน้างานในสามวันนี้มาแอบเซอ์ไพร์ใน blog... และยิ่งดีใจมากยิ่งขึ้นที่คุณเสก...มองเห็นในสิ่งที่พี่กะปุ๋มสื่อ แบ่งปันและอยากแลกเปลี่ยน
จะเน้นเสมอ... ว่า
อย่าทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากและอย่าทำเรื่องยากให้มันยากและซับซ้อนยิ่งขึ้น...
เป็นกำลังใจให้นะคะ...ได้ประเด็นไหนลองเขียนตามเฟรมที่เราฝึกกัน เขียนบันทึกเก็บไว้ และพร้อมหยิบยกมาใช้ได้เสมอ...
ปัญหา = ทุกข์ = ปัญหา... ดังนั้นจะแก้ได้เราต้องน้อมใจย้อนกลับไปมองถึงสาเหตุที่มาที่ไปแห่งปัญหาต่างๆ เหล่านั้น ฝึกสืบเสาะสืบค้นไปเรื่อย...แล้วเราจะทราบถึง "แก่น" แห่งที่มาของปัญหาต่างๆ เหล่านั้นค่ะ
ยินดีนะคะ..หากว่ามีประเด็นไหนที่ให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้...
(^___^)
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีคะ
เข้ามาเรียนรู้กระบวนการ R2R คะ
สวัสดีค่ะ.... แม่ต้อย
ขอบพระคุณค่ะที่แวะเวียนมาทักทาย...นี่เป็นหนึ่งบทเรียนที่ได้เรียนรู้ค่ะ กระบวนการของวันนี้ยังไม่ได้นำมาถอดบันทึกเก็บไว้...
เสร็จสิ้นการเดินทาง ขับรถถึงบ้าน ก็ตรงดิ่งไปว่ายน้ำก่อน
เพิ่งเสร็จสิ้นกิจการออกกำลังกาย ก็ได้เวลามา...นั่งที่โต๊ะทำงานอีกครั้งค่ะ
(^___^)
กะปุ๋ม