ความกลัวบาปกัดกร่อนจิตใจอยู่นานโข กว่าจะหาเหตุผลมาปลอบใจตัวเองได้ว่า ที่สงสัยในพระพุทธองค์ สงสัยในพระศาสนาคง “ไม่บาป” ก็พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ใน “กาลามะสูตร” ว่า “ดูกรกาลามชนทั้งหลายมาเถอะท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา อย่าได้ ยึดถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินว่าอย่างนี้ อย่าได้ยึดถือโดยอ้างตำรา อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน อย่าได้ยึดถือโดยตรึกตามอาการ อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตน อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรเชื่อได้ อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา” เลยสรุปว่าถ้ายึดตามที่พระองค์ทรงสอน ก็คงกล่าวได้เช่นกันว่า “อย่าได้ยึดถือเพราะว่าเป็นธรรมของพระพุทธองค์” ดังนั้นแม้เราจะสงสัยพระพุทธองค์จึงไม่น่าจะบาป พอคิดได้แบบนี้ก็เริ่มสบายใจและอยู่กับความสงสัยได้อย่างมีความสุขมากขึ้น
พอทำใจได้ ไม่ร้อนใจเพราะกลัวบาปก็เริ่มแบ่งธรรมมะเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่เย็น กับส่วนที่ร้อน หลักการแบ่งก็ไม่มีอะไรมากใช้ความรู้สึกล้วนๆ แบ่งแล้วเลือกอ่านส่วนที่อ่านแล้วทำให้สงบ สบายใจ ส่วนเรื่องร้อนใจ อ่านแล้วฟุ้งซ่าน ร้อนใจ เช่น อิทธิปาฏิหารย์ต่างๆ เรื่องการแสดงฤทธิ์ต่างๆ เรื่องธรรมชั้นสูงมากมายหลายประการ ที่ไม่เข้าใจ พออ่านเจอแล้วเกิดอาการฟุ้งซ่านวุ่นวายใจก็จะปล่อยผ่าน ไม่อ่านไม่สนใจ
และช่วงนี้เองรู้สึกว่า ที่เคยอฐิษฐานให้เกิดปาฏิหารย์เล็กๆ เพื่อพิสูจน์พุทธศาสนาเป็นความคิดที่ติงต๊อง เพราะประเมินจากนิสัยตัวเองต่อให้มีปาฏิหารย์เล็กๆ ขึ้นจริง ก็คงจะสงสัยสิ่งใหม่และตั้งเงื่อนไขว่าต้องการปาฏิหารย์ที่ตื่นตาตื่นใจมากขึ้นเพื่อพิสูจน์อยู่ดี
มาคิดทบทวนดู การหันหลังให้พุทธศาสนาเพียงเพราะไม่สามารถพิสูจน์ข้อสงสัยของตนเองได้ ความผิดบาปคงจะติดตามหลอกหลอนไปอีกนาน และถึงแม้จะยังไม่พบคำตอบที่พอใจ ไม่พบปาฏิหารย์ตามที่ตั้งจิตอฐิษฐาน แต่นั่นก็ไม่น่าใช่วิธีหาคำตอบที่จะนำมายืนยันว่า สิ่งที่พุทธศาสนาสอนไม่ใช่เรื่องจริง ยิ่งอ่านพบว่าพระพุทธองค์ทรงประกาศอย่างชัดเจนใน “มหาสีหนาทสูตร” ว่า “ดูกรกัสสป มรรคามีอยู่ ปฏิปทามีอยู่ บุคคลปฏิบัติตามแล้ว จักรู้เอง จักเห็นเองว่าพระสมณโคดมกล่าวตามกาล กล่าวจริง กล่าวอรรถ กล่าวธรรม กล่าววินัย” ทั้งยังทรงรับรองผลการปฏิบัติไว้ใน “มหาสติปัฎฐานสูตร” ว่า ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐานตลอด อย่างนานสุดใช้เวลา 7 ปี หรือเร็วที่สุด 7 วัน พึงหวังผล 2 ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลหรือเป็นพระอนาคามี ก็ในเมื่อพระพุทธองค์ทรงท้าให้ทดลองปฏิบัติ เวลาเจ็ดปีถือว่าไม่นานเลย หากธรรมมะนั้นเป็นของจริงถ้าปฏิบัติเต็มที่ตามที่ตรัสแม้ไม่หวังถึงการสำเร็จมรรคผลขั้นสูงแต่ก็น่าจะพบสิ่งที่ตอบข้อสงสัยของเราได้
แต่ก็มีปัญหาเกิดตามมาอีกว่า ถ้าเรายังคงสงสัยไม่ปลงใจเชื่อ จะพิสูจน์ความจริงได้หรือ ถ้าปฏิบัติโดยไม่เชื่อถือศรัทธา ปฏิบัติโดยทำในใจไว้ว่า ระวังโดนต้ม ระวังอย่าถูกล้างสมองล่ะ แบบนี้จะสามารถก้าวหน้าในธรรมได้หรือ ก็หาคำตอบพบใน “นันทสูตร”ว่า ถึงแม้จะปฏิบัติเพราะสงสัยในพระพุทองค์แต่ถ้าปฏิบัติถูกวิธี ก็ควรก้าวหน้าในธรรมได้เพราะ “พระนันทะ” ท่านสามารถสำเร็จอรหันต์ทั้งที่ปฏิบัติธรรมเพราะอยากได้นางฟ้าเป็นรางวัล
พอหักล้างปัญหาที่ทำให้ ลังเล-สงสัย ได้หมดแล้ว คราวนี้ก็เริ่มมุ่งมั่นเพื่อค้นหาคำตอบให้ตัวเองอย่างจริงจังอีกครั้ง คราวนี้ไม่สนใจปาฏิหารย์และอิทธิฤทธิ์ใดๆ มุ่งไปที่ สติปัฏฐานสี่ อย่างเดียว พยายามทำความรู้ตัวตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นจนนอนหลับ ทำในใจไว้ว่าจะหาคำตอบให้ได้ ไม่ว่าคำตอบนั้นจะเป็นเช่นไร ซึ่งถ้าทำเต็มที่แล้วยังไม่พบคำตอบอะไร ก็จะปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระจากความเชื่อทางศาสนาได้อย่างแท้จริงเสียที ถ้าต้องรอถึง 7 ปีก็ยังดีกว่าตายไปโดยไม่สามารถตอบคำถามตัวเองได้อย่างแท้จริง