สิ่งหนึ่งที่อาจารย์ทุกท่านในภาควิชาผมพร่ำสอนคือ ให้คิดว่าเราอยากทำอะไร อยากยืนอยู่จุดไหนของสังคมและให้ประเมินตัวเองอยู่เสมอว่าเราพร้อมหรือไม่ที่จะไปยังจุดนั้น วิธีการที่ใช้อยู่เสมอคือการดูประกาศรับสมัครงานครับ ลองดูว่าตำแหน่งงานในฝันเรานั้นเขาต้องการคุณสมบัติอะไรบ้าง อะไรที่เรายังขาด อะไรที่เรามีแล้วสามารถทำให้ดียิ่งขึ้นไปได้อีก ช่วงนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางอาชีพของหลายๆ คนที่กำลังจะจบการศึกษา (ภายในเวลาหนึ่งถึงสองปี) ก็ต้องเริ่มเตรียมตัวดูงานใหม่กันได้แล้ว สภาพเศรษฐกิจก็กำลังอยู่ในช่วงขาลง ต่ำแหน่งงานน้อย การแข่งขันก็สูงขึ้น

Now Taking Applications

ถึงแม้กรณีของผมจะไม่เหมือนคนอื่นเพราะเป็นนักเรียนทุนที่จะต้องกลับมารับใช้สถาบันต้นสังกัดในเมืองไทย แต่การออกหางานจำลองแบบนี้ก็ได้ประโยชน์ในการสำรวจคุณสมบัติตนเองอยู่เรื่อยๆ ว่าอะไรเราขาดอะไรเรายังไม่ดีพอ ส่วนใหญ่แล้วกิจกรรมนี้จะตามมาด้วยการบ้านที่มักจะเป็นข้อเขียนแบบ reflective journal หรือการวิเคราะห์ตัวเอง แล้วจากนั้นก็จะมี learning contract ที่ต้องทำสัญญากับอาจารย์ว่าจะทำอะไรเพื่อปรับปรุงตัวเองให้ไปถึงจุดนั้นได้  การเรียนแบบ learning contract นี้เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้เรียนที่มีวุฒิภาวะ (adult learning / andragogy) เพราะเชื่อว่าผู้เรียนสามารถกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนเองได้ อาจารย์เป็นผู้ชี้แนะตรวจสอบว่าสัญญาที่เขียนนี้มันเนื้อหาครบถ้วนและปฏิบัติได้จริงภายในเวลาหนึ่งเทอมการศึกษาหรือไม่

พอดีว่าทางคณะผมเปิดรับสมัครงานตำแหน่งอาจารย์ที่เน้นการสอน (clinical position) คำนี้เป็นศัพท์ในวงวิชาการซึ่งหมายถึงตำแหน่งที่ไม่ได้เป็น tenure track และตั้งเป้าว่าจะรับคนที่เพิ่งจบหรือจะจบปริญญาเอกในปีนี้ อาจารย์ท่านเลยได้ไอเดียให้พวกเราทำกิจกรรม โดยท่านเอาซองผู้สมัครทั้งหมดยี่สิบสามคนแบ่งเป็นสามกอง แต่ละกองมีป้ายสีกำกับสีส้ม สีฟ้าและไม่มีสี แล้วให้พวกเราหยิบไปกองละซอง จากนั้นให้พวกเราพิจารณาดูซองของผู้สมัครแต่ละกองว่าสีไหนคือกลุ่มที่คณะกรรมการคัดสรรเลือกเอามาพิจารณาในรอบต่อไป นั่นหมายความว่าการพิจารณารอบแรกนั้นได้สิ้นสุดไปแล้ว อาจารย์ท่านเพียงอยากให้พวกเราได้เห็นว่าซองสมัครงานที่เขาส่งกันจริงๆ นั้นมันมีแบบไหนบ้าง ใครเตรียมตัวดี ไม่ดีอย่างไร แน่นอนครับว่าเดาไม่ยากเท่าไหร่ว่าเจ็ดคนสุดท้ายนั้นรวมกันอยู่ในกองไหน แต่สิ่งที่เราได้ (อย่างน้อยก็ที่ผมเข้าใจ) คือการเห็นเทคนิคเจ๋งๆ ที่คนเพิ่งจบเขาใช้กันในการเพิ่มคะแนนให้ตัวเอง สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นธรรมเนียมในวงการศึกษาอเมริกันคือจดหมายรับรองครับ ใครได้จดหมายจากคนดังในวงการก็ได้เปรียบ แต่แน่นอนว่าเขาจะมีการตรวจสอบกลับไปว่ารู้จักกันดีแค่ไหนอีกทีหนึ่ง อีกเทคนิคที่ผมว่าน่าสนใจและเริ่มใช้กันมากขึ้นคือการ google ผู้สมัครเพื่อดูว่ามีร่องรอยอะไรบนโลกอินเตอร์เน็ตบ้าง ใครทำผลงานอะไรที่ไหน ก็พอจะตรวจสอบได้

ตำแหน่งใหม่นี้คณะกรรมการคัดสรรไม่ได้จำกัดว่าจะต้องรับแค่คนอเมริกัน แต่เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่เน้นการสอนการพิจารณารับคนต่างชาติจึงต้องมีการตรวจสอบสำเนียงการพูด เท่าที่ผมดูมีผู้สมัครคนหนึ่งที่เรียนปริญญาตรีและโทที่ต่างประเทศแล้วถึงมาต่อปริญญาเอกที่อเมริกา แต่แทนที่จะปล่อยให้คณะกรรมการสงสัยในความสามารถในการพูด เขาแนบใบประเมินผลการสอนมาให้ในซองด้วย ใบประเมินประมาณสิบใบนี้เขียนโดยนักเรียนที่เคยเรียนกับผู้สมัครและเขียนกันดีมากๆ กระดาษปึกนี้เป็นเครื่องยืนยันทั้งคุณภาพในการสอนและมาตรฐานการใช้ภาษาของผู้สมัครได้เป็นอย่างดี ผมประทับใจที่เขาอ่านเกมออกว่ากรรมการจะต้องอยากรู้เรื่องเหล่านี้

การคัดเลือกจริงๆ เขาเสร็จกันไปถึงรอบสองนั่นคือการโทรศัพท์สัมภาษณ์ไปแล้ว จากเจ็ดคนนี้เขาจะคัดเหลือสองหรือสามคนเพื่อจะให้เดินทางมาสัมภาษณ์กันที่มหาวิทยาลัย ซึ่งแน่นอนครับว่านักเรียนปริญญาเอกของที่นี่จะได้มีส่วนร่วมประเมินด้วยเช่นกัน

ผมค่อนข้างจะมั่นใจว่าวิธีการสอนแบบให้ทดลองหางานนี้สามารถนำมาใช้ได้ตั้งแต่ในระดับมัธยมปลาย ลองให้นักเรียนเข้าไปตามเว็บไซต์หางานต่างๆ แล้วดูว่าอยากทำงานอะไร แล้วตลาดเขาต้องการคุณสมบัติอะไรบ้าง แล้วก็ให้ออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียนกันว่าฉันอยากเป็นอะไร แล้วมันต้องทำมีคุณสมบัติอะไรบ้าง วิธีนี้น่าจะดีกว่าการเชิญวิทยากรในสาขาวิชาต่างๆ มาพูดก็ตรงที่มันตอบโจทย์เฉพาะบุคคลได้ ส่วนคนที่ยังไม่ได้คิดว่าจะหางานหรือยังไม่มีไอเดียชัดเจนก็สามารถเรียนรู้จากเพื่อนๆ ได้ หรืออย่างน้อยที่สุด ถ้าอยากให้เป็นงานกลุ่ม อาจารย์ก็เลือกอาชีพให้แต่ละกลุ่มไปหาว่าเขาทำอะไรกันบ้าง แล้วมันต้องมีคุณสมบัติอะไรพิเศษไหม เช่นงานวิชาชีพหลายสาขาต้องใช้ใบประกอบวิชาชีพ อาจารย์ก็อธิบายให้ฟังได้ว่ามันเป็นยังไง

ถ้าอ่านดูแล้วเห็นว่ามันพอจะเข้าท่า ก็เอาไปทดลองกันได้นะครับ

ภาพประกอบ: Now Taking Applications