Sad Story
เหตุการณ์ตอนนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เรากลับจากการเยี่ยมบ้านครอบครัวกรานท์ ก็มาเยี่ยมคนไข้ที่ชื่อซาบรินา เป็นบ้านหลังที่สอง ผมพบว่าการมาเยี่ยมบ้านนั้น แทบทุกครั้งเราได้ "เปิดหูเปิดตา" จริงๆว่ามีอะไรเกิดขึ้่นบ้างและคนไข้ของเราเป็นเช่นไร คงจะมีสักตอนหนึ่งหรือสองสามตอนที่จะได้สะท้อนเรื่องการเยี่ยมบ้านนี้โดยเฉพาะ
ซาบรีนาเป็นผู้หญิงอายุแค่ 29 ปีเท่านั้น แต่เป็นมะเร็งปากมดลูก (cervical cancer) ปรากฏการณ์เช่นนี้คือการที่คนไข้เป็นมะเร็งแต่อายุยังน้อยๆ เราก็พบเช่นกันในประเทศไทย และเป็นมะเร็งปากมดลูกเหมือนกัน บางครั้งก็มีภาวะบริบทเพิ่มเติมทำให้ยิ่งน่ารันทดสะทกสะท้อนมากขึ้น เพราะอายุขนาดนี้เป็นวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้นมีโอกาสที่เราจะเจอคนไข่้ที่เป็นทั้งมะเร็ง และกำลังมีลูกเล็กๆ หรือแม้กระทั่งกำลังตั้งครรภ์อยู่ ในกรณีของซาบรีนานี่ก็ค่อนข้างพิเศษ ตรงที่เรามาเจอ case นี้โดยไม่ได้ผ่านทางช่องทางปกติ ซึ่งได้แก่การ refer มาโดยหมอทั่วไปบ้าง (GP) หมอเฉพาะทางบ้าง (oncologist หรือ cardiologist ฯลฯ) แต่คราวนี้ community nurse เป็นคนไปเจอะเจอแล้วนัดหมายให้นำเข้าระบบ เนื่องจากเจนนีพี่สาวของซาบรีนาเป็นพยาบาลเหมือนกัน และทำงานชุมชนด้วย ทำงานหนักแล้วสุขภาพค่อยๆแย่ลงๆ จนชารอน พยาบาลชุมชนเพื่อนกันสังเกตเห็น ว่าทำไมถึงเครียดและดูจะโทรมลงอย่างนี้ พอถามไปถึงทราบว่าที่บ้านกำลังมีปัญหาเรื่องการดูแลคนหลายคน ทั้งน้องสาว (เจนนีพี่สาวซาบรีนาอายุ 32 ปี) และคุณแม่ เธอเป็นคนทำงานหาเงินคนเดียวจึงค่อนข้างหนักและเครียดมาก
ซาบรีนาเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะที่สี่ รับการผ่าตัดและฉายแสงไปแล้ว ต่อมามีการกระจายไปสมอง ไปกระดูกซี่โครง และต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน มีภาวะแทรกซ้อนคือเส้นเลือดดำที่ขาอุดตันทั้งสองข้างมีขาบวม มีน้ำในช่องท้อง มีไตวาย หมอได้ให้ฉายแสงที่สมอง (brain bath radiotherapy) หลังฉายแสงก็มีอาการเดินลำบาก พูดลำบาก ความทรงจำสั้นมาก มีช่วงที่ตื่นรู้ตัวค่อนข้างน้อย ช่วยตัวเองได้น้อยมาก เพราะเธอเป็นผู้หญิงร่างใหญ่ พอขาบวมสองข้างและสมองไม่สมบูรณ์ ก็เดินลำบาก ปกติิอาศัยอยู่แต่ในห้องชั้นสองของบ้าน เดินไปเดินมาระหว่างห้องนอน กับห้องตรงระเบียงที่คุณพ่อเธอ ทำเป็นห้องทีวี มีโทรทัศน์ LCD จอขนาด 40 นิ้วและเครื่องเล่นดีวิดี เปิดให้เธอดูทั้งวันทั้งคืน
คุณพ่อของซาบรีนา ชื่อจอห์น เป็นคนดูแลหลัก (จริงๆ) เพราะคุณแม่ของเธอ โซเฟียนั้นเป็นโรค depression คือเศร้าซึม และต้องกินยาประคับประคองอยู่ จะสะลึมสะลือทั้งวัน เดินไปไหนมาไหนก็ไม่ค่อยได้ พอเป็นอย่างนี้ก็เท่ากับว่าคุณพ่อซาบรีนาก็จะปลีกตัวไปไหนไม่ได้เลย เพราะต้องดูแล full-time ตลอดเวลาทั้งสองคน เจนนีเป็นคนทำงานคนเดียว และมักจะไม่ค่อยกลับบ้านตามเวลา บางทีก็ทำงานจนกลับตีสาม ตีสี่ ถ้าต้องอยู่เวรที่โรงพยาบาล
คุณพ่อของซาบรีนาพยายามรักษาลูกสาวอย่างเต็มที่ พาไปหาหมอ private ที่โรงพยาบาล ตอนนี้หมอให้ยาเคมีบำบัดชนิดรับประทาน ต้องกินทุกวันเป็นเวลา 10 วันแล้วค่อยเว้นวันหนึ่ง ยังต้องพาซาบรีนาเดินทางไปหาหมอเพื่อติดตามการรักษาเป็นระยะๆตลอด
ตอนพวกเราสามคน ผม ชารอน และ vanessa ไปถึงเราก็ถูกเชิญขึ้นไปที่ห้องทีวีชั้นสองของบ้าน ซาบรีนานั่งดูทีวีเรื่อง Will and Grace (น่าจะเป็นดีวิดีมากกว่า) แต่ก็เปิดเสียงเบาๆนิดเดียว คุณพ่อเธอ จอห์น บอกว่าเธอไม่ได้ดูอะไรจริงจัง เปิดเอาเสียงเป็นเพื่อนมากกว่า เธอชอบแบบนั้น แล้วก็หันไปถามซาบรีนา "ใช่ไหมลูก"
ซาบรีนาดูค่อนข้างจะซึมๆ แต่ละคำพูดจะพูดออกมาค่อนข้างช้า และเป็น slurred speech คือไม่ค่อยชัด และดูเธอจะค่อนข้างเครียดและหงุดหงิดที่ไม่สามารถจะพูดได้ดังใจ เหมือนกับสมองส่วน motor language (ด้านการใช้ภาษา) จะไม่ค่อยดี บางทีเธอพูดไม่ทันใจ ก็จะหงุดหงิดจนร้องไห้ออกมา ครั้งนี้เธอตอบจอห์นเบาๆว่า "ใช่ค่ะ"
เห็นได้ชัดว่าซาบรีนาเดินไปไหนมาไหนลำบากมาก เพราะขาทีี่บวมใหญ่ทั้งสองข้างและ ascites หรือน้ำในช่องท้องที่ค่อนข้างเยอะ บวกกับสมองที่ไม่ค่อยทำงานสมบูรณ์เท่าไร vanessa ค่อยๆถามอาการไปช้าๆ บางทีซาบรีนาหยุดคิดไปซักพัก ต้องถามใหม่ เพราะลืมไปแล้วว่าถามว่าอะไร จอห์นนั่งอยู่ข้างๆ คอยจับมือ ให้กำลังใจ หรือตอบแทนบางคำที่ซาบรีนาทำท่าจะคิดไม่ออก และจะคอยปลอบใจตลอดว่าไม่เป็นไรๆ ค่อยๆคิด ค่อยๆตอบคุณหมอไป
บ้านของจอห์นอยู่ติดกับโรงเรียน เราก็ถามว่าเสียงหนวกหูไหมตอนโรงเรียนเลิก จอห์นก็บอกว่าไม่เท่าไหร่ เคยชินแล้ว ข้อดีคือช่วงปิดเทอมก็จะเงียบสนิทเลย (แปลว่าเสียงคงต้องดังพอควรเหมือนกัน) จอห์นบอกว่าซาบรีนาก็เคยไปเรียนที่นี่แหละ พอโรงเรียนเลิก ที่บ้านก็จะรู้แล้วว่าประเดี๋ยวซาบรีนาและพี่สาวเจนนีกำลังจะกลับมาบ้าน ก็ดีไปอย่าง
พูดถึงตอนนี้ทั้งจอห์น ทั้งโซเฟียก็ดูเสียงเบาลงไป เห็นหน้าจอห์นแดงเรื่อขึ้นมา ตามองลงต่ำ จอห์นคงจะนึกถึงสมัยที่ซาบรีนาเรียนหนังสือ กลับมาจากโรงเรียนอย่างสดชื่น เป็นเด็กเล็กๆสองคนผูกผมเปียสองข้าง วิ่งกลับมาบ้าน แล้วความทรงจำนั้นก็ถูกความเป็นจริงเบื้องหน้าว่าเด็กเล็กๆของเขาตอนนี้กำลังทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็งและกำลังจะตาย เสียงระฆังโรงเรียนเลิกอาจจะเตือนใจจอห์นทุกวันในความจริงอันโหดร้ายนี้อยู่ทุกวัน
Vanessa เปลี่ยนเรื่องคุย ถามเรื่องอาหารการกิน โซเฟียเป็นคนทำให้ทาน ระหว่างที่คุยกันโซเฟียก็มีอาการสะลึมสะลือ พวกเรามองหน้ากันก็เดาว่า แกคงจะต้องรับประทานยาอะไรบางอย่างอยู่แน่ๆ โซเฟียมักจะพูดซ้ำสิ่งที่จอห์นพูดไปเกือบทุกที
ซาบรีนาใส่เฝือกไว้ที่แขนข้างขวา จอห์นบอกว่าเธอมีอาการชักกระตุก เริ่มที่หัวไหล่ขวาและจะลามมาที่แขนที่มือ ทำให้มือเกร็งและสะบัด หมอเลยเอาเฝือกครึ่งซีกมาประคองเอาไว้ ไม่ให้เกิดบาดเจ็บมากขึ้น และให้ยากันชักมากิน บอกว่าอาจจะเกิดจากมะเร็งที่กระจายไปสมอง
ซาบรีนาให้ความร่วมมือกับเราอยู่พักนึง ก็เริ่มนั่งโอนเอน Vanessa ถามว่าอยากจะนอนไหม จอห์นก็บอกว่าเหนื่อยแล้วเหรอลูก เราดูออกว่าจอห์นค่อนข้างจะลังเล ระหว่างจะให้ Vanessa คุยต่อ หรือจะให้ซาบรีนาพัก เพราะนานๆจะมีหมอมาเยี่ยมที่บ้านสักทีหนึ่ง GP นั้นก็มาบ้างไม่มาบ้่าง เพราะงานยุ่งมาก ตรวจที่คลินิก (ที่นี่เรียกคลินิกว่า surgery) ก็แทบไม่ทันแล้ว Vanessa บอกว่าขอตัวไปห้องน้ำก่อนแล้วกัน ค่อยลุกขึ้นยืน โงนเงน โซเฟียเข้ามาประคองเดินไปเข้าห้องน้ำข้างหลัง
ตอนนั้นเองที่จอห์นพูดออกมาเบาๆว่า "This is so hard, so damn hard. It's breaking my heart. No parents should go through this......." หน้าตาแดง
เรามองจอห์นอย่างเห็นใจ เขาเป็นคนเดียว ที่ดูแลคนป่วยสองคนในบ้าน และอุทิศ 100% ของเวลาให้ แต่ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรที่ดีขึ้นเกิดขึ้นเลยในระยะสองสามเดือนหลังมานี้ ชีวิตเขาต้องลำบากมากทีเดียว
สักพักจอห์นก็หันมายิ้ม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พูดออกมาอย่่างสบายๆว่า แต่เราก็ทำ OK ใช่ไหมหมอ? วันก่อนหมอกายภาพมาดูซาบรีนา ถามเรื่องการออกกำลังแขน ปรากฏว่าเราทำถูกหมดทุกอย่าง หมอก็บอกว่าไม่มีอะไรที่เขาจะต้องแก้ให้เราเลย เราทำถูกหมดทุกอย่าง
ตอนนี้เป็นช่วง sensitive ของการดูแล caretaker เมื่อสถานการณ์แย่ลง คนดูแลอาจจะเกิดอาการ guilt หรือสำนึกผิด คิดว่าตนเองดูแลไม่ดี ทำให้คนไข้แย่ลง ทั้งๆที่ตนเองได้ทำทุกอย่างแล้ว ยิ่งในคนไข้ palliative care ต้องระวัง เพราะการทรุดลงเป็นเรื่องที่เราคาดการณ์ไว้ก่อนแล้วว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้
Vanessa และชารอนรีบ reassure จอห์นว่าเราเห็นด้วยที่หมอกายภาพพูด เพราะจอห์นได้ทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว แต่บางทีอาการที่เป็นไปนั้น ก็มาจากโรคที่เราไม่มีทางทำอะไรได้แล้ว เราได้แต่พยายามประคับประคองให้ดีที่สุด แต่เราก็ทราบว่าในที่สุดอาการต่างๆจะทรุดลงไปเรื่อยๆ หน้าที่เราคงจะดูแลไม่ให้ซาบรีนามีความปวด มีความทรมาน และอยู่กับแก จอห์นก็ดูสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย
เราถามว่านอกจากหมอ GP และหมอกายภาพ และชารอนกับพวกพยาบาลชุมชนมาเยี่ยมแล้ว มีใครอีกไหม จอห์นก็บอกว่ามีหลวงพ่อที่โบสถ์มาหาซาบรีนา มาคุยกับเธอบ้างเหมือนกัน วันศุกร์ วันเสาร์ เพราะรู้จักกันทั้งครอบครัว ซึ่งก็ดี เป็นกำลังใจได้ดี
สักพักเราก็ลากลับบ้าน
พวกเราสามคนออกมายืนคุยกันที่หน้าบ้านจอห์นต่อ ทุกคนมองหน้ากัน แล้วก็ทราบเหมือนกันว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีเลย supporting system ในครอบครัวรายนี้ไม่สมบูรณ์ และต้องการความช่วยเหลือ แต่ก็ลำบาก ไม่รู้จะช่วยเหลืออย่างไร จอห์นพยายามทำเหมือนกับว่าเขายัง handle ได้ แต่จากการแสดงออกทางอวจนภาษาหลายๆอย่าง แสดงความเครียดและตึงของจอห์นค่อนข้างเยอะใน burdens ทั้งหมด ทั้งต้องดูแลลูกสาวและดูแลภรรยาที่เจ็บป่วยทั้งคู่ และยังต้องทำเหมือนกับว่าทุกอย่าง OK
ผมถามชารอนว่าแล้วจอห์นได้รับ counseling ที่ไหนไหม ก็ปรากฏว่าไม่มีเป็นแบบ formal ได้แต่หวังว่าตอนที่ priest ที่โบสถ์มาเยี่ยม จอห์นจะได้มีโอกาสคุยอะไรบ้าง แต่ถ้าตัวจอห์นเอง ไม่ทั insight ว่าต้องการความช่วยเหลือจากข้างนอกก็คงจะลำบาก
เราไม่แน่ใจเรื่องยาเคมีบำบัดที่ซาบรีนายังกินอยู่ เพราะอาจจะเป็นส่วนที่ทำให้สภาพร่างกายทั่วไปของเธอแย่ลง และเหน็ดเหนื่อยมากอย่างที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ไม่มีวี่แววของการตอบสนองอะไรของมะเร็งต่อยาเลย แต่เธอก็ยังกินยาเคมีบำบัดทุกวัน เราไม่สามารถพูดอะไรตรงนี้ได้เพราะเป็นหมอ private ส่วนตัวของครอบครัว ไม่ใช่หมอ รพ.รัฐบาลที่เราอาจจะขอให้ consultant ของเราไปลอง discuss ดูได้อย่างสะดวกใจเท่าไหร่
บางทีการเยี่ยมบ้านก็ลงเอยด้วยปัญหาที่เราแก้ไม่ตก ชารอนบอกว่าเธอจะลาพักร้อนสองอาทิตย์แล้ว รู้สึกเหนื่อยมาก แต่ก็ขอบคุณ Vanessa ที่อุตส่าห์มาประเมินและให้คำแนะนำแก่ครอบครัวนี้ เธออยากจะให้มีคนมารับรู้ และจะได้มีมือหลายมือมาช่วยกันช่วยเหลือครอบครัวนี้ นอกเหนือจากเธอคนเดียว Vanessa ก็ขอบคุณชารอนที่ส่ง case นี้เข้ามา เราจะได้ช่วยกันทำงาน เราอวยพรให้ชารอนพักร้อนอย่างมีความสุข (เธอบอกว่าจะพักร้อนอยู่ที่บ้านเฉยๆ recharge battery ไม่ได้ไปไหนหรอก)