ยุทธศาสตร์ในการนำพาสถานศึกษาไปสู่เป้าหมาย

 

พฤติกรรมการบริหารการศึกษาของผู้บริหาร นับเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของการ

บริหารสถานศึกษา เนื่องจาก ผู้บริหารมีหน้าที่การกำหนดโครงสร้างทางการบริหารงาน การแบ่ง

โครงสร้างองค์กรในการดำเนินงาน บทบาทและ อำนาจหน้าที่ ของบุคลากรในระดับต่างๆ การ

กำหนดขอบเขตการรับผิดชอบต่องานของบุคลากร ขนาดขององค์กร รวมทั้งรูปแบบการบริหาร

ของสถานศึกษา จะทำให้มองเห็นระดับของการบริหารงานทางการศึกษาทั้งในระดับนโยบาย และ

ระดับปฏิบัติการ ที่จะส่งผลดี ผลเสียในการบริหารงานของผู้บริหารด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านการส่งเสริมการศึกษา ด้านวิชาการ ด้านกิจการนักเรียน ด้านวางแผนและพัฒนา ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาการบริหาร และการจัดการสถานศึกษาของกรมวิชาการได้ให้ความเห็นว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยที่ผู้บริหารการศึกษาจะต้องพัฒนาระบบการบริหารและการจัดการให้มีเอกภาพต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยเน้นสถานศึกษาเป็นหลัก ตลอดจนให้บุคคล ชุมชน มีส่วนร่วมและรับผิดชอบในการจัดการศึกษา รวมถึงการพัฒนาระบบการวางแผนและให้มีแผนยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องสัมพันธ์เชื่อมโยงกันทุกระดับ ทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ (กรมวิชาการ, 2542 : 7-10) เห็นได้ว่า ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องควบคุม และสั่งการให้ประสานงานเชื่อมโยง ทั้งการวางแผนนโยบายสู่การปฏิบัติการจนสำเร็จลุล่วง ทั้งนี้หลักการบริหารยังต้องอาศัยทักษะในการสื่อสาร การสร้างแรงจูงใจของผู้ใต้บังคับบัญชา สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดี   นอกจากนี้ผู้บริหารจะต้องเป็นผู้มองไกลอย่างต่อเนื่องและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์สามารถที่จะกำหนดกลยุทธ์ในการบริหาร สามารถวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อกำหนดแผนกลยุทธ์ และแผนปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย และนโยบายได้อย่างเหมาะสม เป็นผู้ที่ไวต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีความสามารถในการจัดระบบการสื่อสารให้ได้ผล มีความสามารถในการบริหารทรัพยากรบุคคลมีคุณธรรม และจริยธรรมในการบริหาร (กรมวิชาการ, 2543 : 72)

สอดคล้องกับคำจำกัดความที่ว่า "ผู้บริหารสถานศึกษา" คือ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการ

ปฏิรูปการศึกษาระดับสถานศึกษา งานวิจัยหลายชิ้นได้ระบุตรงกันว่า ผู้บริหารที่ให้ความเอาใจใส่

ต่องานวิชาการ ทุ่มเทให้กับงานพัฒนาการเรียนการสอน มีคุณธรรม และมีภาวะผู้นำ เป็นปัจจัย

สำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของสถานศึกษา ทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี บุคลากร

ได้รับการพัฒนาและมีขวัญกำลังใจในการทำงาน (รุ่ง แก้วแดง, 2542 : 142)

ดังนั้น พฤติกรรมการบริหารการศึกษาของผู้บริหารเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง เป็นแบบอย่าง

ที่ได้นำมาศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมในการบริหารงานตามการรับรู้ของผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งใน

ทัศนะของนักทฤษฎีการศึกษา เรนซิส ลิเคิร์ท Rennis Likert 1967 (อ้างใน ไพศาล ชาญสูงเนิน,

2542 : 3) มีความเห็นว่า การให้ผู้ปฏิบัติงาน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร หรือการตัดสินใจนั้น

เป็นบรรยากาศที่จะนำความสัมฤทธิ์ผลมาสู่หน่วยงาน เพราะภาวะผู้นำของผู้บริหาร สภาพ

ของแรงจูงใจในหน่วยงาน กระบวนการติดต่อสื่อสาร สภาพการปฏิสัมพันธ์ และอิทธิพลที่มีต่อ

กันในหน่วยงาน รวมถึงสภาพของกระบวนการควบคุมการปฏิบัติงาน และสภาพการกำหนด

เป้าหมาย หรือการสั่งการของผู้บริหาร แม้แต่ลักษณะการควบคุมการปฏิบัติงาน หรือลักษณะการ

กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน และการฝึกอบรมของผู้บริหาร ล้วนเป็นองค์ประกอบทางการ

บริหารในหน่วยงาน ประกอบกับหลักเกณฑ์และคุณสมบัติอันพึงประสงค์ของผู้บริหารการศึกษา

ได้แก่ บทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ และอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา

ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษามีบทบาทสำคัญยิ่งในการบริหารการเปลี่ยนแปลง  การเปลี่ยนแปลงมักจะมีการต่อต้าน ดังนั้นความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาจึงขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำ ทักษะและวิธีการที่ผู้บริหารใช้ในการเปลี่ยนแปลง ผู้บริหารจึงจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์   ฮอลล์และคณะ(Hall and others,1984) ได้แบ่งพฤติกรรมการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารออกเป็น 3  แบบ คือ ผู้ตอบสนอง(responder)   ผู้จัดการ(manage) และผู้ริเริ่ม(initiator)  จากการวิจัยพบว่า  สถานศึกษาที่ผู้บริหารมีพฤติกรรมการบริหารการเปลี่ยนแปลงแบบผู้ริเริ่มมีผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษามากกว่าผู้บริหารที่มีพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงอีก 2 แบบ  โดยผู้บริหารแบบริเริ่มมีพฤติกรรมการบริหารการเปลี่ยนแปลง ดังนี้    

1.พยายามปรับสถานศึกษาให้สอดคล้องกับความคาดหวังของชุมชน พยายามประสานประโยชน์ให้เกิดแก่โรงเรียน

2. รวมรวมข้อมูลต่าง ๆ จากครูและชุมชนเพื่อให้เข้าใจถึงสิ่งที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลง

3. ส่งเสริมให้ผู้เกี่ยวข้องมีความรู้เกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหา

4. มีขั้นตอนและกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน

5. ติดตามผลที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด

6. ให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เกี่ยวข้องเพื่อเปรียบเทียบแผนงานที่วางไว้และพฤติกรรมที่คาดหวัง  กับสิ่งที่เกิดหลังจากการเปลี่ยนแปลง

ดังนั้นการทำงานจึงมุ่งหมายที่จะพัฒนาความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมในการจัดการแต่ละขั้นตอน โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่บุคลากร รู้กันอยู่แล้วตามกระบวนทัศน์นี้ บุคลากร จะได้สะท้อนตัวตน ความคิด ความรู้สึก ความเข้าใจของตนออกมาผ่านกิจรรมที่ตนได้เป็นทั้งผู้รับสารและผู้สร้างสื่อตลอดจนรับรู้และเข้าใจถึงปัจจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจ