ญี่ปุ่น หากจะว่าไปแล้วนับเป็นประเทศที่ติดอันดับต้นๆ เลยทีเดียวที่มีคนอยากไปท่องเที่ยวมากที่สุด อันเนื่องมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นมีภูมิประเทศที่มีความเป็นเฉพาะตัว และมีเอกลักษณ์ อย่างเช่น ภูเขาไฟฟูจิ ที่มีหิมะที่เปล่งความงดงามอยู่คู่ประเทศมายาวนาน ศิลปวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างเหนียวแน่น และคนญี่ปุ่นที่มีความเป็นมิตรไมตรี เป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวอย่างพวกเรา ครั้งแล้วครั้งเล่าที่อยากจะไปเยือนญี่ปุ่นอีกครั้ง
สถานที่ท่องเที่ยว ที่อยากแนะนำ พูดได้ว่าหากต้องการไปญี่ปุ่นแล้วจะต้องแวะเที่ยว ดังนี้
ฮิโรชิม่า (Hiroshima)
ถ้าพูดถึงเมืองนี้ละก้อหลายคนคงนึกถึงภาพสมัยสงครามโลกเป็นแน่ เช้าวันที่ 6 สิงหาคม 1945 ชั่วพริบตาเดียวที่อเมริกาปล่อยระเบิดปรมณูลงมา เมืองทั้งเมืองก็แปรเปลี่ยนไปในพริบตา ผู้คนนับแสนตายเกลื่อนเหมือนใบไม้ร่วง ทุกวันนี้ยังมีหลายสถานที่ที่ยังคงสิ่งตอกย้ำเหตุการณ์ในครั้งนั้น และในอีกมุมหนึ่ง ฮิโรชิมาก็สามารถฟื้นคืนสู่ความมีชีวิตชีวาอีกครั้งและรุ่งเรืองยิ่งกว่าในอดีตเสียอีก เรามาติดตามดูสถานที่เที่ยวที่สำคัญๆของเมืองนี้กันดีกว่า
คุณสามารถชมเมืองฮิโรชิมาได้ดีที่สุดด้วยการนั่งรถ แล้วชมเมืองผ่านทางหน้าต่างรถที่แล่นไปเรื่อยๆ อันแรกขอแนะนำ ปราสาทฮิโรชิม่าโจ (Hiroshima-jo) สร้างโดยตระกูลโมริด้วยเทคนิคก่อสร้างและป้องกันศัตรูที่ทันสมัย ปราสาทตั้งอยู่บนเสาเข็มตอกลงไปในพื้นดินซึ่งเคยเป็นหนองน้ำแต่ถูกถมขึ้นมา คูน้ำล้อมปราสาทด้านนอกถูกสร้างให้อยู่สูงกว่าบริเวณรอบๆ เพื่อปล่อยน้ำทะลักท่วมพื้นที่ราบ ในศตวรรษที่ 19 ปราสาทแห่งนี้ใช้เป็นที่ประทับของพระจักรพรรดิในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และใช้เป็นศูนย์บัญชาการทางทหารด้วยแต่แล้วก็ถูกระเบิดถล่ม ในปี 1958 จึงได้รับการก่อสร้างใหม่ ภายในมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับที่แห่งนี้ไว้ด้วย
ออกจากย่านใจกลางเมืองฮิโรชิม่าไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราวครึ่งชั่วโมง ก็จะถึงพบ มิตาคิจิ (Mitaki-ji) วัดซึ่งตั้งอยู่กลางแมกไม้เขียวชอุ่ม และมีน้ำตกอยู่ใกล้ๆ 3 แห่ง ตามไหล่เขามีพระพุทธรูปประทับเรียงราย ตรงระเบียงวัดมีรูปสลักไม้ของอสูรกินเด็กทารกยืนหน้าเหี้ยมดุร้าย และมีเจ้าสุนัขใจดีตัวหนึ่งคอยโบกหางเชื้อเชิญนักท่องเที่ยวไปที่เรือนน้ำชา ซึ่งมีหน้ากากและว่าวหลากสีประดับอยู่
สวนเฮวะคิเนนโคเอ็น (Heiwa Kinen Koen) ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำโมโตยาสุและโอตะ โดยอยู่ติดกับ เก็มบากุโดมุ (Genbaku Domu) เป็นซากอาคารที่โดนระเบิดถล่มแต่ยังคงสภาพไว้ได้ ในขณะที่รอบๆเหลือแต่ความว่างเปล่า โครงตึกและโดมจึงได้รับการรักษาอย่างดีจนถึงปัจจุบันเพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจ ภายในสวนแห่งนี้จะมีพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สันติภาพ (Peace Memorial Museum) ภายในจัดแสดงเหตุการณ์ทิ้งระเบิดโดยการบรรยายด้วยภาพ จะทำให้คุณได้ซึมซับถึงเหตุการณ์ในอดีตสมัยสงครามได้อย่างดีทีเดียว
นอกจากนี้ในสวนยังมีอนุสาวรีย์และเปลวไฟแห่งสันติภาพ อนุสาวรีย์สร้างเป็นรูปตัวยูคว่ำสะท้อนบ้านหลังคามุงจากสมัยโบราณของญี่ปุ่น บรรจุหีบศิลาพร้อมรายชื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์และคำจารึกว่า "จงเข้าสู่นิทราอย่างสงบ ความผิดพลาดมิอาจเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม" จากอนุสาวรีย์คุณจะมองเห็นเปลวไฟแห่งสันติภาพและอะตอมิคโดม มีรูปปั้นที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเด็กหญิงผู้หนึ่งที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในเม็ดเลือดเนื่องจากกัมมันตภาพรังสี เธอเชื่อว่าถ้าสามารถพับนกกระเรียนได้ 1,000 ตัวก็จะไม่ตาย แต่แล้วเธอก็สิ้นใจขณะพับนกได้ 954 ตัว เธอก็คือ ซาดาโกะ ที่เรารู้จักกันนั่นเอง เด็กนักเรียนทั่วประเทศจะพากันน้ำพวงหรีดที่พับด้วยนกกระเรียนมาสวมรอบคอรูปปั้นเสมอ
มิยาจิมะ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญเลยทีเดียว ใครที่ไปฮิโรชิม่าคงไม่พลาดรายการนี้เป็นแน่ เกาะมิยาจิมะ หรือเกาะแห่งศาลเจ้า อยู่ถัดจากตัวเมืองฮิโรชิม่าออกไป เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ที่นี่คุณจะได้พบกับสัญลักษณ์วัฒนธรรมญี่ปุ่นที่คุ้นตาคือ "โทริอิ" ซึ่งเป็นซุ้มประตูสีแดงที่ผุดทะยานเหนือผืนน้ำทะเลเบื้องหน้าศาลเจ้าอิตสึคุชิมะจินจะ ตัวศาลเจ้าเองผงาดอยู่บนตอไม้สูง เวลาน้ำขึ้นจึงดูราวกับเรือขนาดยักษ์ลอยอยู่บนสายน้ำ นักท่องเที่ยวสามารถเดินข้ามสะพานไปที่หอทำวัตรเช้า ซึ่งมีการจัดแสดงเครื่องแต่งกายและหน้ากากซึ่งใช้ในเทศกาลระบำบุงากุ ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม และละครโนห์ที่แสดงในกลางเดือนเมษายน
โยโกฮาม่า (Yokohama)
ปัจจุบันเมืองโยโกฮาม่า เป็นส่วนหนึ่งของกรุงโตเกียว และเป็นเมืองศูนย์กลางที่สำคัญเนื่องจากมีท่าเรือพาณิชย์นานาชาติใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกไกล เมืองโยโกฮาม่าเป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากโตเกียว โดยมีประชากรกว่า 3 ล้านคน หากนั่งรถไฟจากโตเกียวใช้เวลาเพียง 30 นาที จุดน่าเที่ยวหลายแห่งในเมืองรวมกันอยู่ไม่ไกลกันนัก..ตามมาสำรวจกันเลย
แลนด์มาร์กทาวเวอร์ (Landmark Tower) เป็นตึก 73 ชั้น สูง 296 เมตร ซึ่งสูงที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น พื้นที่โครงการแบ่งเป็นเขตนานาชาติเพื่อเป็นศูนย์การประชุมขนาดใหญ่ และเขตรื่นรมย์
จากสถานีซาคุรางิโจมาอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำโอกะงาวะ (Okagawa) เป็นย่านอาคารสมัยเก่า ถัดไปเป็นถนนรถม้า ซึ่งเป็นถนนที่ปลูกต้นไม้อย่างรื่นรมย์และปูทางเดินด้วยอิฐแดงตลอดแนว มีพิพิธภัณฑ์จังหวัดคานางาวะ (Kanagawa Prefectural Museum) สร้างในปี 1904 เป็นทรงตึกโบราณตั้งตระหง่านอยู่ ตึกแห่งนี้เป็นตัวอย่างการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเชิงพาณิชย์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองโยโกฮาม่า
ศาลาอนุสรณ์ท่าเรือโยโกฮาม่า (Yokohama Port Opening Memorial Hall) สร้างด้วยอิฐแดงสวยงาม สถานที่แห่งนี้รอดเงื้อมมือแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 1923 และระเบิดของสงครามโลกครั้งที่สองมาได้อย่างมหัศจรรย์ นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงยังเป็นสถานที่ราชการที่สำคัญอีกหลายแห่งรวมทั้งสำนักงานศุลกากรโยโกฮาม่า ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล
มารีนทาวเวอร์ (Marine Tower) หอคอยสูง 106 เมตร รูปทรงทันสมัยตั้งเด่นตระหง่าน ยามค่ำคืนจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาถ่ายรูปบริเวณนี้ หอคอยที่ประดับประดาด้วยแสงไฟช่างเป็นแบล็คกราวที่น่ารื่นรมย์ยามค่ำคืนนัก
คุณไม่ควรพลาดเข้าชมสวนสาธารณะยามาชิตะ (Yamashita Park) เพราะภายในสวนมีสิ่งน่าดูหลายอย่าง และยามค่ำคืนภายในสวนฤดูที่ท้องฟ้ากระจ่างอาจได้ยินเสียงเพลงลอยมาไม่ไกลนักจากฝั่ง ค่ำคืนนั้นก็จะโรแมนติกไม่เบาเลยที่เดียวค่ะ
ไชน่าทาวน์ หรือชูคะไง เป็นถิ่นชาวจีนที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และเก่าแก่เกือบพอๆกับย่านท่าเรือ เรื่องอาหารการกินที่นี่ไม่ต้องพูดถึงค่ะ มีให้เลือกรับประทานมากมายภัตตาคารอาหารมีอยู่ราว 150 ร้าน และร้านที่จำหน่ายขนมหวานนำเข้าจากจีน และสินค้าเบ็ดเตล็ดจากที่อื่นๆในเอเชีย
สุสานชาวต่างชาติ (gaijin bochi) เป็นสุสานสำหรับชาวต่างชาติกว่า 4,200 คนจาก 40 ประเทศทั่วโลกที่มาอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น และหนังสือท่องเที่ยวส่วนมากก็จะชักชวนให้ไปเที่ยวที่นี่กันด้วย
พิพิธภัณฑ์ยามาเตะ (Yamate Museum) อยู่ไม่ไกลนักจากสุสาน จัดแสดงวิถีชีวิตชุมชนชาวต่างชาติในยุคแรกๆของที่นี่ได้อย่างแปลกตา และพิพิธภัณฑ์ยังตั้งอยู่ใกล้โรงเบียร์แห่งแรกของญี่ปุ่นอีกด้วย
เกียวโต (Kyoto)
เกียวโต นครแห่งนี้เป็นเมืองหลวงและที่ประทับของจักรพรรดิญี่ปุ่นมาเกือบ 1,100 ปี จำลองแบบจากนครฉางอันเป็นเมืองหลวงของจีนในสมัยราชวงศ์ถัง ปัจจุบันคือเมืองซีอาน โดยผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีถนนตัดกันเป็นรูปตารางและยังคงปรากฎหลักฐานมาจนถึงปัจจุบัน เกียวโตคือสัญญลักษณ์ความเป็นประเพณีนิยมของญี่ปุ่น เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่เก็บรักษาศิลปวัฒนธรรมของญี่ปุ่นไว้ เป็นเมืองใหญ่อันดับ 7 ของญี่ปุ่น มีจำนวนประชากร 1,400,000 คน
ถ้าคุณจะเริ่มเที่ยวที่เกียวโต นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมนั่งรถไฟชินคังเซ็นจากโตเกียวมาลงที่สถานีเกียวโต (Kyoto Station) ซึ่งใช้เวลาไม่ถึงสามชั่วโมง เมื่อเดินออกมาจากสถานีรถไฟ ก็จะได้เห็นสภาพเมืองเกียวโตแออัดจอแจเหมือนเมืองทั่วไปในญี่ปุ่น ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวจะซ่อนตัวอยู่รายรอบด้านนอกกำแพงเมืองเก่าและตามถนนสายแคบ แม้ความเจริญทันสมัยจะรุกล้ำอย่างรวดเร็ว ทว่าก็ยังพบเห็นบ้านเรือนแบบเก่ามากมายตามตรอกแคบๆ
จากตะวันออกของสถานีเกียวโต เมื่อเดินข้ามแม่น้ำคาโมงาวะมา ก็จะพบวัดซังจูซังเง็นโด (Sanjusangen-do) ซึ่งใช้เป็นฉากถ่ายภาพกีฬายิงธนูบ่อยๆ วัดนี้จัดงานเทศกาลยิงธนูอันโด่งดังในวันที่ 15 มกราคมของทุกปี หลังคาวิหารมีความยาว 60 เมตร รองรับด้วยเสา 33 ต้น ผนังระหว่างเสามีซุ้มเว้าเข้าไป 33 ซุ้ม ภายในวิหารประดิษฐานพระโพธิสัตว์กวนอิมพันกร พร้อมเหล่าสาวกอีกหนึ่งพัน ซึ่งมีใบหน้าที่แตกต่างกันออกไป
หากเดินขึ้นไปตามเนิน ซึ่งอยู่บนถนนฮิงาชิโดริทางด้านทิศตะวันออก ก็จะพบกับ คิโยมิซุเดระ (Kiyomizu-dera) วัดซึ่งมีวิหารใหญ่ตั้งอยู่บนไหล่เขา รองรับด้วยเสาไม้มหึมา โดยระเบียงอันเป็นเวทีร่ายรำนั้นยื่นชะโงกเหนือหุบเหว วัดนี้มีอายุเก่าแก่กว่านครเกียวโต สร้างในปี ค.ศ. 788 ถวายแด่พระโพธิสัตว์กวนอิม 11 พักตร์ ด้านหลังวิหารใหญ่คือศาลเจ้าจิชู (Jishu) ซี่งเป็นศาลที่รู้จักกันดีที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นที่ประทับของเทพเจ้าแห่งความรักและความราบรื่นในชีวิตสมรส ที่ศาลเจ้านี้มีหินตาบอด (เมกูระอิชิ) ซึ่งห้ามเดินข้ามแต่ถ้าสาวๆจะเดินผ่านก้อนหินที่ขนาบสองข้างนั้นต้องหลับตา เชื่อกันว่าถ้าสามารถเดินท่องชื่อคนรักในใจไปได้ไกลถึง 20 เมตรแล้ว ความรักและชีวิตคู่ก็จะไปได้ตลอดรอดฝั่ง...อย่างนี้ก็ต้องลองไปพิสูจน์กันแล้วล่ะค่ะ
ศาลเจ้าอีกแห่งหนึ่งที่จะแนะนำคือ ยาซากะจินจะ (Yasaka-jinja) หรือมีอีกชื่อว่า งิอนซัง (Gion-san) เนื่องจากอยู่ใกล้ย่านงิอน มีซุ้มประตูสร้างด้วยหินแกรนิตสูง 9 เมตร จัดเป็นซุ้มประตูที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ทางด้านหลังของศาลมีทางออกสู่สวนสาธารณะมารุยามะโคเอ็น ความงามของสวนและความตระการตาของซากุระช่วงต้นเมษายนของที่นี่เป็นที่รู้จักกันดี
เมื่อข้ามถนนซันโจโดริ (Sanjo Dori) แล้วเดินขึ้นไปทางเหนือก็จะพบกับประตูทาสีชาดของเฮอันจิงงุ (Heian-jingu) ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1895 เพื่อเป็นอนุสรณ์ครบรอบปีที่ 1100 ของเกียวโต โดยอุทิศถวานแด่สมเด็จพระจักรพรรดิองค์แรกและองค์สุดท้ายของนครแห่งนี้ แบบจำลองมาจากพระราชวังอิมพีเรียลองค์เดิม มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบสมัยเฮอัน ซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับอิทธิพลจากจีนสูงที่สุด
เมื่อเดินจากเฮอันจิงงุไปทางตะวันออกเล็กน้อยคุณก็จะถึงวัดนันเซนจิ (Nanzenji) ซึ่งเป็นวัดเซนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเกียวโตด้วย ภายในอารามประกอบด้วยโบสถ์กลาง และโบสถ์เล็ก 12 แห่ง โดยเปิดให้เข้าชมเพียง 4 แห่ง ภายในวัดคุณก็จะสัมผัสได้ถึงปรัชญาแห่งเซน เนื่องจากความกลมกลืนของหมู่สนกับสถาปัตยกรรมวัด ศิลปะการจัดสวนอย่างลงตัว สิ่งเหล่านี้โน้มใจผู้มองให้คล้อยตาม และมรคาแห่งปราชญ์ก็มาสิ้นสุดที่วัดงิงคะกูจิ (Ginkakuji) หรือวัดศาลาเงิน ซึ่งสร้างในปี 1489 โดยโชกุนอาชิคางะเอระ ชั้นแรกของวิหารใช้เป็นที่อยู่อาศัย มีลักษณะแบบชินเด็น ส่วนชั้นที่สองเป็นห้องบูชา เป็นพุทธศิบป์แบบจีน ภายในสวนมีเนินหินสีขาว สร้างขึ้นเพื่อให้จันทร์สะท้อนแสงอาบไล้ทั่วบริเวณ ตรงปีกตะวันออกเฉียงเหนือของวิหารก็จะได้พบกับห้องชงชาโบราณซึ่งจัดว่าเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น
ปราสาทนิโจโจ (Nijo-jo) เริ่มสร้างโดยเจ้าเมืองโอดะ โนบุนางะ ในปี 1569 โชกุนโทกุงาวะ อิเอยะสุ ผู้เป็นมิตรได้สานต่อจนสำเร็จ ปราสาทแห่งนี้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า กำแพงหินโอ่อ่า และห้องโถงสำหรับเจ้าเมืองเข้าเฝ้าโชกุนตกแต่งด้วยทองหรูหราสะท้อนถึงอำนาจโชกุนในสมัยเอโดะ ภายในปราสาทมีวังนิโนมารุ กระดานระเบียงเชื่อมหมู่อาคารของวังเป็นพื้น "นกไนติงเกล" เวลาเดินเหยียบพื้นจะมีเสียงดังเหมือนเสียงนกนี้
หากเดินไปทางทิศตะวันตกตามถนนคิตะโอจิโดริ (Kitaoji Dori) ก็จะผ่านสวนสาธารณะฟุนาโอกะยามะโคเอ็น เพื่อไปยังวัดคินคะคุจิ (Kinkakuji-วัดศาลาทอง) ซึ่งรู้จักกันดีที่สุดในเกียวโต วิหารหุ้มด้วยทองคำมี 3 ชั้น โดยชั้นแรกมีลักษณะเป็นพระราชวัง ชั้นที่สองเป็นแบบบ้านซามูไร ส่วนชั้นที่สามเป็นแบบวัดเซน วัดแห่งนี้ล้อมรอบด้วยสระน้ำกว้างใหญ่ โอบล้อมด้วยแมกไม้ จึงมีทัศนียภาพที่งดงามยิ่ง
วัดเรียวอันจิ (Ryoan-ji) ที่นี่มีสวนหินแบบเซนที่เรียกกันว่า คาเระซันซุย ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลก สวนแห่งนี้คือภาพแอ็บสแตร็กซึ่งวาดด้วยโขดหินแทนน้ำหมึก หิน 15 ก้อน (มีก้อนหนึ่งซึ่งเราไม่มีวันมองเห็นได้ด้วยตา) บนผืนกรวดนั้นไม่มีใครหยั่งรู้ความหมายที่แท้จริงของมัน ได้แต่คาดเดากันไปต่างๆนานา หากมานั่งที่ระเบียงแล้วปล่อยใจให้ว่าง ความแห้งแล้งของภาพเบื้องหน้าจะนำพาความเวิ้งว้างไร้ที่สิ้นสุดมาสู่คุณ กล่าวกันว่าเป็นการยกระดับจิตเข้าสู่ภาวะแห่งเซน
ย่านเก่ากิอน (Gion) เป็นย่านเริงรมย์หรือถิ่นเกอิชาชื่อกระฉ่อนของเกียวโต ในเกียวโตเรียกเกอิชาว่า "ไมโกะ หรือ เกโกะ" สมัยโบราณคำว่าเกอิชาในเมืองเกียวโตหมายถึงผู้ให้ความบันเทิงซึ่งเป็นชายแต่แต่งกายเป็นหญิง แต่ในเมืองโตเกียวและโอซาก้าคำนี้หมายถึงผู้ให้ความบันเทิงที่เป็นหญิง ไมโกะเป็นเด็กรุ่นสาวอายุราว 16 ปี ตรงเอวรัดผ้าแถบยาวเรียก โอบิ (obi) อันเป็นลักษณะเฉพาะ พออายุได้ 21 ปีก็ขยับฐานะไปเป็นเกโกะ แต่งชุดกิโมโนประดับประดาเต็มที่
นะกะโนะ (Nagano)
เป็นอีกเมืองหนึ่งเลยนะคะ ที่ผู้เขียนเองก็ใฝ่ฝันอยากจะไปเยือนซักครั้งนึง เพราะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม ฤดูหนาวขุนเขาก็จะปกคลุมไปด้วยหิมะ วิวทิวทัศน์ยังกะสวิสเซอร์แลนด์ ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เห็นมั๊ยคะว่าคนรักธรรมชาติต้องไม่พลาดแน่เลย...
Matsumoto Castle
เป็นปราสาทที่มีชื่อเสียงทางด้านท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก และเป็นสมบัติที่ทรงคุณค่าด้วยสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่กว่า 400 ปี จึงมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนไปชมกันไม่ขาดสาย นอกจากนี้ยังเป็นที่ที่ชมดอกซากุระบานที่ขึ้นชื่ออีกด้วย
Hakuba Daisekkei
ขุนเขาที่สวยงามสำหรับนักสกีทั้งหลาย นอกจากนี้ยังสามารถขึ้นไปเล่นสกียังจุดเริ่มต้นได้ทุกวัน (ในช่วงหน้าสกี)
Zenkoji Temple
เป็นวัดที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ทั้งสำหรับชาวญี่ปุ่นเองและนักท่องเที่ยว ด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงาม หากได้มีโอกาสไปเยือนเมืองนี้ก็อย่าพลาดนะคะ
Hakuba Ski Jump Stadium
เป็นสถานที่เล่นสกีที่น่าตื่นตาตื่นใจ สร้างเหมือนกับที่ใช้ในการแข่งขันโอลิมปิคเกมส์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกทั้งหลายก็เหมือนใน ski jump stadium นักท้าความมันส์ทั้งหลายเห็นแล้วต้องขอแจมกันหน่อยค่ะ
โอซาก้า (Osaka)
โอซาก้า เป็นเมืองธุรกิจที่สำคัญและมีการเจริญเติบโตมาอย่างยาวนาน โอซาก้าได้รับสมญานามมากมาย เช่น เมืองแห่งสายธาร เพราะเต็มไปด้วยแม่น้ำลำคลอง หรือจะเป็นนครพันสะพาน เนื่องจากมีสะพานเกือบพันแห่ง แม่น้ำและสะพานเหล่านี้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและวัตถุดิบเข้าออกโอซาก้า ซึ่งเป็นประตูส่งออกที่สำคัญของญี่ปุ่น
โอซาก้ามีระบบขนส่งรถไฟและรถไฟใต้ดินขนาดใหญ่ จึงทำให้เดินทางเที่ยวชมได้อย่างสะดวกสบาย จุดท่องเที่ยวจึงมักเริ่มที่สถานีรถไฟโอซาก้า (Osaka Station) ในอุเมดะ เพราะรถไฟส่วนใหญ่ยกเว้นชินคังเซ็น จะวิ่งมาถึงสถานีนี้ ใต้สถานีรถไฟใต้ดินขนาดใหญ่มีแหล่งชอปปิ้งถึงสามช่วงสถานีรถไฟให้เดินสำรวจกันจนเมื่อย แหล่งตรงนี้เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านค้า และร้านอาหารมากมายนับไม่ถ้วนเชื่อมต่อถึงกันหมด
จากสถานีโอซาก้าเมื่อเดินขึ้นมาบนถนน จะเห็นถนนสายหลักของโอซาก้า คือ มิโดซุจิ (Midosuji) ซึ่งทอดยาวไปทางเหนือและใต้ เมื่อข้ามมาอีกฝากหนึ่งของแม่น้ำแล้วเดินลงทางใต้ก็จะพบเกาะแคบๆชื่อว่า นาคาโนะชิมะ (Nakanoshima) อันเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการและบริษัทสำคัญๆรายใหญ่ของโอซาก้า
จากถนนมิโดซุจิ ถ้าเดินเลียบแม่น้ำไปทางตะวันออก ผ่านหน้าศาลาว่าการเมืองโอซาก้าและศาลาประชาชน ซึ่งเป็นอาคารอิฐสีแดงโบราณน่ามอง เมื่อข้ามฝั่งมาจะพบกับ พิพิธภัณฑ์เซรามิกแห่งตะวันออก (Museum of Oriental Ceramics) ซึ่งจัดแสดงเครื่องถ้วยชามกระเบื้องจากจีนและเกาหลีของอาตากะอันเป็นที่รู้จักกันดี ถัดมาคือสวนสาธารณะนาคาโนะชิมะโคเอ็น (Nakanoshima Koen) มีสวนกุหลาบและต้นหลิวให้ชมทั้งสองข้างทาง บาทวิถีจะเลาะไปตามแม่น้ำจนถึงด้านตะวันตกของถนนมิโดซุจิ ที่นั่นก็จะได้พบกับตึกธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan) อันสวยงาม
ถ้าเดินย้อนกลับมาถนนมิโดซุจิ แล้วเดินลงทางใต้ก็จะถึงย่านฮนมาจิที่มีสี่แยกถนนมิโดซุจิตัดผ่านถนนฮนมาจิ เหนือขึ้นไปจากสี่แยก คือ เซ็มบะ (Semba) ย่านขายส่งเสื้อผ้าเครื่องประดับ จากนั้นเมื่อเดินต่อไปทางใต้ตามถนนมิโดซุจิจนถึงนางาโฮริ (Nagahori) ซึ่งเป็นสี่แยกขนาดใหญ่ ในแถบนั้นจะได้พบกับตึกโซนี่ทาวเวอร์ (Sony Tower) อยู่ตรงปากทางเข้าถนนชินไซบาชิ (Shinsaibashi) ถนนย่านชอบปิ้งชั้นนำของโอซาก้าที่ทอดยาวต่อเนื่องไปทางใต้ จนถึงห้างทาคาชิมายะและสถานีรถไฟนัมบะ แถบนี้เป็นจุดที่น่าหลงใหลที่สุดอีกแห่งหนึ่ง เพราะมีย่านบันเทิง โคตมโบริ (Dotonbori) ตั้งอยู่ ถนนชินไซบาชิมาสิ้นสุดที่คลองโดตมโบริอันเป็นจุดเริ่มต้นของถนนเอบิซุซุจิ (Ebisusuji) ตรงบริเวณนี้ถ้ามองไปทางซ้ายจะเห็นตึก คิรินพลาซ่าบิลดิ้ง (Kirin Plaza Building)
สถานีรถไฟนัมบะ (Namba Station) อยู่ห่างจากโดงุยะซุจิเพียงสองช่วงตึก มีนัมบะซิตี้ (Namba City) และเรนโบว์ทาวน์ เป็นอาเขตชอปปิ้งใต้ดินขนาดใหญ่มีรถไฟใต้ดินสำคัญสามสายวิ่งผ่าน และยังเป็นจุดต่อรถไปสนามบินนานาชาติคันไซสะดวกที่สุดแห่งหนึ่ง โดยมีรถไฟเจอาร์เวสต์และสายนังไกวิ่งจากสถานีนัมบะไปยังสนามบิน
ปราสาทโอซาก้าโจ (Osaka-jo) เป็นจุดที่มีผู้ไปเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง โดยเดินไปตามบาทวิถีจนถึงปลายเกาะนาคาโนะชิมะด้านตะวันออก แล้วเดินไปทางเหนือข้ามสะพานเท็นจินบาชิ (Tenjin-bashi) ตรงป้อมตำรวจ แล้วเดินขึ้นไปทางเหนืออีกจะพบ ศาลเจ้าเท็มมังงุจิงงุ (Tenmangu Jingu) ซึ่งสร้างถวายเทพแห่งความรู้ เมื่อเดินตามบาทวิถีริมแม่น้ำราวหนึ่งกิโลเมตร ก็จะถึงโรงกษาปณ์โอซาก้า (Osaka mint) และพิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณ์ จากนั้นข้ามสะพานคาวาซากิบาชิ (Kawasaki-bashi) ไปยังปราสาทโอซาก้าโจที่อยู่ข้างหน้า ปราสาทแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับโอซาก้าในกาลข้างหน้า หอคอยปราสาทผงาดเหนืออุทยานกว้างและกำแพงหิน เป็นการจำลองแบบจากของเดิมที่สร้างโดย โตโยะโตมิ ฮิเดโยชิ เมื่อปี 1585 ปราสาทมหึมาหลังนี้สร้างเสร็จโดยใช้เวลาสามปี โดยระดมคนจำนวนหลายหมื่นมาก่อสร้าง
โอซาก้าบิสซิเนสปาร์ก (Osaka Business Park) อยู่ใกล้กับปราสาท เป็นอีกที่หนึ่งที่น่าสนใจเข้าไปชมเพื่อดูว่าอนาคตของโอซาก้าน่าจะเป็นเช่นไร นักวางแผนธุรกิจต้องการให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางสำคัญแห่งหนึ่งของโอซาก้า ภายในบริเวณมีตึกระฟ้า โรงหนัง ศูนย์ชอปปิ้ง ร้านอาหาร และโรงแรมนิวโอตานิ (New Otani Hotel)
อุเมดะ สกายบิลดิ้ง (Umeda Sky Building) เป็นอีกจุดหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ด้วยตึกที่สูงถึง 173 เมตร ท่านสามารถชมพระอาทิตย์ตกดิน และบรรยากาศรอบๆเมืองที่งดงามได้ที่นี่ บนดาดฟ้าของตึกซึ่งเป็นจุดที่สามารถชมความงามของเมืองโอซาก้าได้อย่างชัดเจน ที่ชั้น 39 ของตัวอาคารจะมีสวนลอยฟ้า (Floating Garden) ที่เปิดให้เข้าชมโดยเสียค่าธรรมเนียม 700 เยน ที่ชั้นล่างสุดของตัวอาคาร ท่านจะได้พบกับตลาด Takimi Koji ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างดี
โตเกียว (Tokyo)
พระราชวังอิมพีเรียล (Tokyo)
พระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับของพระจักรพรรดิและพระราชวงศ์ อาณาบริเวณหลายแห่งในพระราชวังจึงมิได้เปิดให้เข้าชม แต่บางส่วนจะเปิดให้เข้าชมได้ในช่วงวันหยุดพิเศษ ตัวปราสาทสร้างตามรูปแบบในสมัยเอโดะ ล้อมรอบด้วยคูน้ำและกำแพงหิน ทางเข้าหลักจะเป็นสะพานคู่หรือเรียกว่า นิจูบาชิ (Nijubashi) ที่สร้างได้อย่างสวยสง่างาม แต่ไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปผ่าน ยกเว้นในช่วงปีใหม่และวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระจักรพรรดิที่จะเปิดให้พสกนิกร(บางคน)ข้ามมารับพระราชทานพรใกล้ๆที่ประทับ ทางด้านตะวันออกจะมีสวนดอกไม้ (Higashi Gyoen) ซึ่งจัดไว้อย่างสวยงามเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามาพักผ่อนหย่อนใจได้ตลอดเวลา และเข้าไปยังเขตพระราชฐานได้ 3 ประตู จากทั้งหมด 8 ประตู คือ โอเตมง(Ote-mon), ฮิรากาวะมง(Hirakawa-mon) และคิตะฮาเนบาชิมง(Kitahanebashi-mon) ตัวพระตำหนักเป็นอาคารคอนกรีตทรงเตี้ยกว้างสร้างด้วยหินแกรนิตและบะซอลต์จากภูเขาไฟ คลุมด้วยหลังคาสีเขียว สร้างเสร็จในปี 1970 แทนพระตำหนักไม้หลังเดิมที่ถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกในปี 1945
อาซากุสะ (Asakusa)
สิ่งที่อยู่คู่กับย่านอาซากุสะและเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่คือ วัดเซ็นโซจิ หรืออาซากุสะคันนง (Asakusa Kannon) น่าจะเป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคคันโตและมีนักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนกันแน่นขนัดทุกปี และซื้อของที่ระลึกซึ่งมีร้านรวงตั้งเป็นแถวยาวให้เลือกจับจ่าย จึงทำให้วัดแห่งนี้รุ่งเรืองและคึกคักด้วยผู้คน ตำนานของวัดแห่งนี้เล่าต่อๆกันมาว่าได้มีชายหาปลาสองคนพี่น้องมาทอดแหในแม่น้ำ แต่กลับได้รูปปั้นพระโพธิสัตว์(Kannon)แทน หัวหน้าหมู่บ้านจึงสร้างวัดขึ้นใน ค.ศ. 628 เพื่อประดิษฐานรูปปั้นนั้น และตำนานยังมีต่ออีกว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับที่พบรูปปั้นได้ปรากฎมังกรทองตัวหนึ่งเลื้อยลงมาจากสวรรค์ บรรดาโชกุนและซามูไรต่างก็นิยมมาสักการะที่วัดนี้ ทางทิศตะวันออกของวัดคือ แม่น้ำซูมิดะงาวะ(Sumida-gawa) ไหลลงอ่าวโตเกียวและใกล้ๆกันจะมีสวนสาธารณะซูมิดะโคเอ็น(Sumida Koen) ซึ่งเปิดโล่งสู่แม่น้ำด้วยบรรยากาศสวยงามน่าเดินเล่น โดยเฉพาะช่วงดอกซากุระบานสะพรั่ง ริมแม่น้ำแห่งนี้ยิ่งสวยงามเหนือคำบรรยายจริงๆค่ะ
กินซ่า (Ginza)
กินซ่านับเป็นย่านที่เลื่องชื่อไปทั่วโลกของญี่ปุ่นอีกแห่งหนึ่ง ด้วยร้านค้าแบรนด์เนมและโชว์รูมของสินค้าไฮเทคโนโลยีที่รู้จักกันทั่วโลก "โซนี่" ยามค่ำคืนย่านแห่งนี้จะสว่างไสวด้วยแสงไฟจากหลอดนีออนและป้ายโฆษณา สถานบันเทิงต่างคึกคักทำให้ย่านนี้มีชีวิตชีวา ถนนกินซ่าโดริ(Ginza Dori) หรือบางทีเรียกว่า ชูโอโดริ เป็นถนนสำคัญหนึ่งในสองสายที่ตัดผ่านกินซ่า สองฟากถนนเต็มไปด้วยห้องเสื้อทันสมัย แกลเลอรี่ศิลปะและห้างสรรพสินค้าชั้นน้ำ เช่น มัตสึยะ(Matsuya) ที่ใหญ่สุดในระแวก มิตสึโคชิ(Mitsukoshi) ซึ่งอยู่ในกินซ่า 4 โจเมะ(Ginza 4-chome) อันเป็นย่านของคนคลั่งไคล้การชอบปิ้ง มีสินค้าให้เลือกซื้อมากมาย ทั้งแฟชั่นและของแปลกๆจึงเป็นแหล่งรวมวัยรุ่น จุดนัดพบยอดนิยมของโซนนี้ คือ หน้าตึกโซนี่ จะเห็นผู้คนมายืนเตร็ดเตร่สีหน้ารอคอยอยู่ด้านนอก ส่วนด้านในจะเป็นโชว์รูมสินค้าอิเล็กทรอนิคส์และโชว์รูมโตโยต้า
ชินจูกุ (Shin-juku)
ชินจูกุเป็นสถานีรถไฟที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นจุดเปลี่ยนต่อรถไฟทั้งสายในโตเกียวและวิ่งสู่ภูมิภาคต่างๆรวมถึงรถไฟใต้ดินด้วย บริเวณสถานีมีร้านค้าตั้งอยู่เรียงรายแน่นขนัดทั้งบนดินและใต้ดิน และยังมีห้างสรรพสินค้าใหญ่อีก 4 แห่งให้เดินชอบปิ้งกันสุดเหวี่ยงไปเลยในแถบนั้น หากเดินห้างทั้ง 4 แล้วยังไม่จุใจยังไม่หมดนะคะ ให้ท่านลองเดินไปยังประตูสถานีด้านตะวันออกสู่ชินจูกุโดริ(Shinjuku Dori) ที่นั่นจะมีห้างสรรพสินค้ารวมถึงร้านค้าอีกจำนวนมากไว้รองรับนักช้อป ชินจูกุโดริมีบริเวณโล่งเหมาะแก่การเดินทอดน่องเตร็ดเตร่ มีจอภาพยนตร์ขนาดยักษ์ให้ชมอยู่ด้านนอกของห้างสตูดิโออัลต้า(Studio Alta) ให้ชมกันเพลินๆไปเลย หากต้องการชมวิวอีกรูปแบบหนึ่งให้เดินมาตามยาซุคุนิโดริซึ่งอยู่ใต้ทางรถไฟ เพื่อไปยังด้านตะวันตกของชินจูกุ ท่านจะได้พบกับอาคารสูงเสียดฟ้ามากมายในย่านตะวันตก เมื่อเดินมาเรื่อยๆท่านจะตื่นตาตื่นใจกับตึกแฝดสูงลิบลิ่ว ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ทำการรัฐบาลกรุงโตเกียว (Tokyo Metropolitan Government Office) ด้วยความสูงของตึก 48 ชั้น หรือ 243 เมตร ทำให้อาคารแห่งนี้ดูเด่นตระหง่านและเหมือนจะประกาศความยิ่งใหญ่ของโตเกียวได้เป็นอย่างดี
ชิบุยะ (Shibuya)
เป็นย่านทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียว เป็นศูนย์รวมของวัยรุ่นญี่ปุ่นมีทุกอย่างไว้ตอบสนองวัยรุ่นที่มีกะตังค์ จึงทำให้ย่านนี้พลุกพล่านไปด้วยผู้คน ประตูทางออกของสถานีชิบุยะ ด้านตะวันตกเฉียงเหนือมีผู้นิยมใช้กันมากที่สุด ด้านนอกจะมีรูปปั้นของฮาจิโกะ(Hachiko) สุนัขผู้ซื่อสัตย์ที่สร้างขึ้นในปี 1964 ผู้คนชอบนัดพบกันตรงบริเวณนี้ จากทางออกด้านนี้จะพบกับสี่แยกใหญ่ มองไปเบื้องหน้าจะพบกับอาคารชิบุยะ 109 (Shiuya 109 building) ทรงกระบอกสังเกตเห็นได้ง่าย จากแยกนี้หากเดินเลี้ยวขวาขึ้นเนินมานิดนึงจะพบกับห้างโตเกียวให้เดินเตร็ดเตร่กัน
Rainbow Bridge
เป็นอีกหนึ่งงานก่อสร้างที่เด่นสะดุดตาในอ่าวโตเกียว มีนักท่องเที่ยวมาแวะชมกันจำนวนมากอีกเช่นกัน ยามค่ำคืนแสงไฟที่ใช้ประดับสะพานสร้างบรรยากาศแสนโรแมนติกไปอีกแบบหนึ่ง จนมีคู่หนุ่มสาวจำนวนมากมาสวีทหวานแหววกับธรรมชาติวิวริมน้ำอย่างนี้กันเป็นประจำ
Museum
Tokyo National Museum
เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มีการจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุได้อย่างน่าทึ่งกว่า 800,000 ชิ้น สนใจสามารถไปชมได้ทุกวันเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่ เวลา 9.30 - 17.00 น. เดินทางไปโดยลงสถานีรถไฟ Ueno แล้วเดินต่ออีก 10 นาที
The National Museum of Modern Art, Tokyo
เปิดตั้งแต่ 10.00-17.00 (วันพฤหัสบดีและวันศุกร์เพิ่มเวลาถึง 20.00 น.) ปิดทำการในวันจันทร์ การเดินทางมาที่นี่ให้เดินต่ออีก 3นาทีจากสถานี Takebashi
The National Museum of Western Art
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกออกแบบโดย Le Corbusier และจัดแสดงผลงานสไตล์ตะวันตกตั้งแต่ยุคเรเนซองจนถึงปัจจุบัน เปิดเข้าชมได้ตั้งแต่ 9.30-17.00 น. และถึง 19.00 น. ในวันศุกร์ ปิดทำการวันจันทร์ เดินต่ออีก 1 นาทีจากสถานี Ueno ก็จะถึงพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แล้วค่ะ National Science Museum
จัดแสดงผลงานความสำเร็จระดับโลกและของญี่ปุ่นเองทางด้านชีววิทยา สัตว์วิทยาและวิทยาศาสตร์แขนงอื่นอีกมากมาย เข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 9.00-16.30 น. หยุดทำการในวันจันทร์ ลงรถไฟที่สถานี Ueno แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที