Family Meeting

ที่ Braeside hospital ภาพที่เรามองเห็นในหอผู้ป่วยเกือบตลอดเวลาคือจะมีญาติคนไข้มานั่งเฝ้าอยู่เกือบทั้งวันทั้งคืน ซึ่งจะว่าไปก็คงไม่ใช่เป็นแบบนี้ทุกที่ เพราะที่ Sacred Heart ที่ผมไปดูงานด้วยนั้น ตอนไปราวน์ปรากฏว่าไม่ค่อยมีญาติอยู่เลย อาจจะเป็นคนละเวลา หรือเป็นสังคมเมืองอีกแบบหนึ่งก็เป็นได้

หลังจากการคุยกับหมอ พยาบาล social workers มาหลายคน ความรู้สึกร่วมของพวกเราก็คือ คนไข้ส่วนใหญ่อยากอยู่ที่บ้าน ถ้าเขาเลือกได้ และจะมีความสุขกว่าด้วย จนกว่าการดูแลคนไข้ซับซ้อนมากขึ้น จนเขาทำอะไรไม่ถูก ถึงจะอยากให้อยู่ที่โรงพยาบาล ไม่งั้นแล้วการได้อยู่บ้่านจะเป็นประเด็นคุณภาพชีวิตที่สำคัญมากอย่างหนึ่งทีเดียว

หัวข้อที่เราต้องพูดคุยกันใน multidisciplinary case discussion (ของ Braeside ทุกวันจันทร์บ่าย ของ Sacred Heart จะเป็นทุกวันอังคารบ่าย) ก็คือมีคนไข้เตียงไหนบ้างที่เราจำเป็นต้องทำ family meeting

เท่าที่ผมสังเกต criteria ที่จะทำ family meeting ไม่มีอะไรมาก ได้แก่

  • case ใหม่ ที่เพิ่งเข้ามา
  • case เก่าที่มีการเปลี่ยน goals of care ไม่ว่าเพราะว่า stage of disease เปลี่ยน หรือเพราะอะไร
  • case เก่าที่มีภาวะซับซ้อน ที่ต้องการความเห็น หรือเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อหลายๆคน เช่น การขอกลับบ้านชั่วคราว (trial leave หรือ trial discharge)  เป็นต้น

กระบวนการก็ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนอะไร เราจะนัดคนไข้และญาติที่จำเป็น (ครอบครัวเป็นคนตัดสินใจว่าใครควรจะมาบ้าง) รวมทั้งล่ามถ้าจำเป็น (ออสเตรเลียมีึคนไข้พูดหลายภาษามากๆ ถึงขนาดมี organization ที่จัดหาล่ามของแต่ละ region ให้เป็นเรื่องเป็นราวทีเดียว) ส่วนทีทีมรักษา ก็จะมีครบเลย คือ หมอ พยาบาล head ward, community nurse, นักกายภาพ นักอรรถบำบัด นักสังคมสงเคราะห์ (หรือ social worker) พยาบาลชุมชน (community nurse) มากันพร้อมเพรียง เนื่องจากเรามีประชุม multidisciplinary case conference อยู่แล้ว ทางเรามักจะพร้อมที่จะมี consensus เรื่องแผนไว้สองสามสี่แผน (เอาไว้เผื่อเลือก)

case ล่าสุดชื่อจอร์จ อายุ 76 ปี เป็นชาวดัทช์ (Holland) มีภรรยาอยู่ที่ออสเตรเลีย ลูกอยู่ที่มุมไบ ฮอลแลนด์ และเบลเยี่ยม ทำธุระกิจ แต่วันนี่้ลูกสาวคนหนึ่งมาจากฮอลแลนด์​ ลางานธุรกิจมา 4 อาทิตย์ จอร์จเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มีกระจายไปตับ มีท้องมาน และไปกระดูก เดินลำบาก ต้องมีคนพยุง 1 คน ที่นัดคุยก็เพราะจอร์จอยากจะลากลับบ้านมากๆ

ตอนเริ่มประชุม ที่ ward นี่จะมีห้อง family meeting ที่นั่งได้ 10 กว่าคนล้อมวงสบายๆ ไม่มีโต๊ะตรงกลาง เราก็เข้าไปในห้อง ปิดประตู ค่อนข้างเป็นส่วนตัวดี เจนนีที่เป็นนักสังคมฯเป็นผู้ดำเนินการสนทนา ก็เชิญให้พวกเราแนะนำตัวกันก่อน วันนี้มีบรานวินเป็นพยาบาลชุมชนที่ดูแลจอร์จที่บ้านมาเข้าประชุมด้วย เพราะเธอจะต้องเป็นคนรับไปดูแลต่อเวลากลับบ้าน

เริ่มแรกสุด จอร์จแสดงความจำนงก่อน ว่าเขาจะอยู่แค่สองที่เท่านั้น คือไม่ที่ Braeside ก็ที่บ้าน ไม่เอา nursing home ไม่เอา acute hospital แน่ๆ ทั้งจอร์จและภรรยาแกดูเหมือนจะไม่ชอบ nursing home กับ acute hospital ค่อนข้างมาก แกบอกว่า acute hospital เวลาไปทีไรที่ห้องฉุกเฉิน พยาบาลชอบแทงน้ำเกลือให้เป็นสิ่งแรกทุกที แกไม่เอาก็ไม่มีใครฟัง ส่วน nursing home นั้น ไม่มีคนให้ยา คงจะดูแลแกไม่ได้

จอร์จมีปัญหาเรื่องท้องมาน ที่ตอนนี้เริ่มแน่นมากขึ้น และต้องเจาะเอาน้ำออก เราวางแผนที่จะใส่สาย pig-tailed catheter เอาไว้ที่ท้อง เพื่อที่จะปล่อยน้ำระบายออกมาและคาสายไว้ได้หลายวัน จะได้ทำที่บ้านได้ เราก็ถามว่า "ที่บ้านใครจะเป็นคนดูแลละจอร์จ"

"นี่ไง" จอร์จชี้ไปที่ภรรยาที่นั่งข้างๆ

ภรรยาจอร์จก็บอกว่า "ฉันเอง ฉันเป็นคนดูแลคนเดียว ลูกสาวที่มานี่ อยู่ที่ฮอลแลนด์ และต้องกลับไปทำงานในอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า"

"ฉันก็ทำอะไรมากไม่ค่อยได้นะ ฉันเองก็ 78 แล้ว ร่างกายไม่ได้แข็งแรงอย่างแต่ก่อน"

อับดุลที่เป็นนักกายภาพ บอกว่าเขาเคยไปบ้านจอร์จมาแล้ว เป็นบ้านสองชั้น ห้องนอนห้องน้ำอยู่ชั้นบน จอร์จคงจะขึ้นชั้นบนไม่ได้

จอร์จส่ายหน้า บอกว่าไม่ไหว ต้องอยู่ชั้นล่าง

"ถ้างั้นก็หมายความว่า จอร์จต้องอาบน้ำแบบบนเตียง เดี๋ยวเราต้องมาลองทำกันก่อน" อับดุลจดรายการที่ต้องฝึกลงไป

"จอร์จเดินได้แค่ไหน" จูดี หัวหน้าพยาบาลถาม "ถ้าจะอยู่ที่บ้าน จอร์จจะทำอะไรได้บ้าง?"

"จอร์จตอนนี้เดินได้ประมาณ 15 เมตร" เจน พยาบาลนักกายภาพบอก "โดยไม่ต้องเกาะราว แต่หมายความว่าตอนนั้นต้องไม่ปวดนะ ถ้าปวดก็เดินแทบไม่ได้เลย"

"งั้นเราก็ต้องสอนการใช้ปั๊ม syringe เติมยาแก้ปวด เวลามี breakthrough pain ด้วย" จูดีบอก แล้วก็จดรายการที่เธอต้องเป็นคนสอนครอบครัวให้ทำไป

โรฮีลาบอกว่า วันพรุ่งนี้่จอร์จไปใส่สาย catheter ที่ รพ. Fairfield วันรุ่งขึ้นก็คงจะกลับบ้านได้ เราจะ discharge แบบ trail discharge

Trial discharge หรือ trial leave เป็นอีกลักษณะของ hospice คือ เวลาเราให้คนไข้ palliative care กลับบ้าน เราจะ lock เตียงเอาไว่้ 3 วัน ดูว่าคนไข้ปรับตัวไหวไหม เพราะอยู่ที่ hospice มีพยาบาล 3 ผลัด ดูทั้งวันทั้งคืน อาจจะดูง่าย พอกลับไป ญาติต้องดูแลเองทั้งหมด อาจจะไม่ไหว เราจะได้มีเตียงรับกลับ ไม่เกิดขลุกขลัก ถ้าต้องการกลับมา รพ.ใหม่

บราววินก็บอกจอร์จว่า ตอนกลางวัน จอร์จจะมา Day centre ก็ได้ ภรรยาจอร์จจะได้พัก พอหลังอาหารเที่ยงเราก็จะส่งกลับ รพ. (hospice) จะมีรถรับส่งจอร์จถึงบ้าน

ภรรยาจอร์จก็ถามว่าแล้วยาจะทำยังไง ถ้ามา day centre บราววินก็บอกว่าที่นี่เรามี record ของจอร์จ และจะทราบว่าจอร์จได้ยาอะไรอยู่ ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะที่ day centre เรามีทั้งนักกิจกรรมบำบัด และพยาบาล สามารถให้ยาจอร์จได้

ทั้งจอร์จ ภรรยา และลูกสาว ผลัดกันถาม รายละเอียดต่างๆ แม้กระทั่งเรื่องเตียงลม ปรากฏว่าเตียงลมนั้น อาจจะต้องรอยืมจาก รพ. Liverpool อับดุลบอกว่า "คิวเตียงลมค่อนข้างจะยาว เขาคิดว่าอาจจะต้องรอถึง 3-4 อาทิตย์"

จอร์จกับภรรยาก็หน้าม่อย พอได้ยินว่าจะไม่มีเตียงลม เพราะเตียงลมปั๊มที่ใช้่อยู่ที่ braeside นี้ จะปั๊มลมทุก 2 ชม. ไม่ต้องพลิกตัว เป็นการเปลี่ยนจุดกดน้ำหนัก ทำให้ไม่มีแผลกดทับ

อัลดุลบอกว่าก็มีอีก choice ก็คือเช่่า มีบริษัทที่ให้เช่า แต่เขาไม่ให้เช่าเป็นวัน มักจะให้เช่าเป็นอาทิตย์ๆ อาทิตย์ตกประมาณ 100+ AUD

จอร์จก็มองหน้ากับภรรยา จะเอายังไงดี เช่าก็แพง ไม่เช่าก็เดี๋ยวเกิดแผลกดทับ คนไข้ทุกคนที่นี่จะทราบเรื่องแผลกดทับเป็นอย่างดี ไม่มีใครอยากให้เกิด

ลูกสาวก็บอกแกว่าจะออกให้

ทั้งจอร์จและภรรยาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ต้องๆ จะเอาเงินลูกมาได้ยังไง จอร์จก็บอกว่าเขาคิดว่าจะออกเงินเอง

อับดุลบอกว่า "เขาจะไปลองโทรหาสัก 3-4 บริษัท หาบริัษัทที่ถูกที่สุดให้ เดี๋ยวตอนบ่ายวันนี้จะมาบอกว่าได้ราคาประมาณเท่าไร" แล้วอัลดุลก็จดบันทึกลงไปอีกเรื่องสืบราคาเตียงลม

เมื่อเสร็จสิ้น meeting ใช้เวลาแค่ประมาณ 20 นาทีเท่านั้น ทั้งคนไข้ ญาติ ก็ทราบแผนการที่ชัดเจน รวมทั้งแผนสำรอง ถ้าเกิดอะไร จะต้องทำอย่างไร ที่เราทำได้ชัดเจนขนาดนี้ ก็เพราะ multidisciplinary team ของเรา เอาข้อมูลที่จำเป็นในการดูแลคนไข้ทุกส่วน มาประกอบกันจนได้ภาพที่ชัดที่สุดต่อทุกฝ่าย คนไข่้ก็มี empowerment เพียงพอที่จะตัดสินใจ และลองทำ บุคลากรทุกคนกระตือรือร้นที่จะ service แก่คนไข้และครอบครัว คำนึงถึงบริบทจริงว่าจะอยู่ได้อย่างดีหรือไม่ แม้กระทั้งคิดเผื่อการ re-admit ถ้าอยู่ไม่ได้

Family meeting น่าจะมีประโยชน์เชิงปฏิบัติหลายประการ ที่แน่ๆก็คือ relationship จะดีมากๆ และเป็นการ empowerment แก่ครอบครัว คนไข้ทราบว่าเราทำ/ไม่ทำ อะไรเพราะอะไร มีแผนอะไรอยู่ ที่รอ รออะไร และเมื่อไรจะได้ ความชัดเจนของแผนทำให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่นและได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่ และใช้เวลาไม่นานเลยที่จะทำ ความเห็นของสหสาขาวิชาชีพได้มารวมประกอบกันเกิดเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับคนไข้อย่างแท้จริง

น่าประทับใจในกิจกรรม family meeting นี้มากๆ