ต้นไม้ทั้งหลายถึงแม้นว่าจะยืนอยู่ต้นใครต้นมัน แต่กิ่งของเขาก็ต้องโน้มเข้าหากันฉันใด
มนุษย์ สัตว์ และสรรพสิ่งทั้งหลายก็ฉันนั้น
ย่อมต้องยืนอยู่ด้วยตัวของตัวเอง และจักต้องรู้จักโน้มตัวของตัวเองเข้าหากัน ดั่งเช่นต้นไม้ในธรรมชาติ
การโน้มสรรพสิ่งเข้าหาตัวนั้นมิใช่ของสัตว์ที่สมมติตนว่าประเสริฐเลย
การกระทำที่ประเสริฐ คือ การรู้จักปรับตน ดำรงตนอยู่ด้วยการไม่เบียดเบียนสรรพสิ่งหรือแม้กระทั้งกายและใจของตนเอง
อันทิฏฐิมานะ นั้นเป็นหลุมพรางแห่งผู้ที่สมมติและยกตัวว่าเป็น "บัณฑิต" ทั้งหลาย
หลงในความรู้ เมาอยู่ในทฤษฎี หลักการ
ธรรมะนี้เป็นเรื่องของการปฏิบัติ
ผู้ที่อ่านและท่องจำพระไตรปิฏได้ทั้งเล่มนั้น มิได้หมายความว่าจักรู้แจ้งธรรมะได้เลย
พระพุทธองค์มิได้สรรเสริฐใครว่าเป็นพระ เพราะเหตุด้วยนุ่งห่มผ้ากาสาวพัตร์
พระพุทธองค์มิได้ทรงยกย่องใครว่าเป็นพระเถระ เพราะด้วยเหตุว่ามี "หงอก" อยู่บนศรีษะ
คนที่บวชมาจนอายุร้อย พรรษา ๘๐ หากมิได้มีคุณธรรม ก็มิชื่อได้ว่าเป็นศิษย์ของตถาคตเลย
หากแต่สามเณร ผู้ที่ตั้งใจประพฤติ ปฏิบัติ น้อมนำคำสอนแม้เพียงหนึ่งมาพิจารณาให้ท่องแท้ บุคคลเช่นนี้แลจึงได้ชื่อว่าเป็นศิษย์แห่งตถาคต เพราะมีปัญญาอันรู้แจ้งและเห็นธรรม...
(ที่มาจากบันทึก ดูต้นไม้ ได้ "ชีวิต..." )
ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจเปรียบได้ดั่งทหารที่ยืนเฝ้ายามสังเกตุการณ์กันคนละทิศ คนละที่
หน้าที่ของทหารทั้งหลาย เมื่อได้รู้ ได้รับ ได้สัมผัสสิ่งใด ๆ ก็ตามก็จักต้องรายงานมายัง "เจ้าพระยาจินตราช" นั้นก็คือดวงจิตของเรานี้เอง
ดวงจิตของเขามีหน้าที่รับ เขาก็รับ
เหมือนกับปากที่เรามีหน้าที่เคี้ยวเขาก็เคี้ยว
ท้องมีหน้าที่ย่อยเขาก็ย่อย
แต่เมื่อรับแล้ว จะเก็บไว้ ติดไว้ "ปรุงไว้" นั่นเองที่ไม่ใช่หน้าที่แห่งจิต
หากจิตเราทำได้แบบหูคือ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาได้ จิตดวงนี้จะเบาสบายขึ้นเยอะ
เมื่อทหารยามทั้งหลายส่งผ่านมาซึ่งสารใด หากส่งมาแล้วก็ผ่านไป ดวงจิตนี้จักสบายแท้...
การปฏิบัตินี้ก็มีจุดมุ่งหมายให้เป็นเช่นนั้น ปล่อยสิ่งที่ผ่านมาให้ผ่านไป
เขามาตามธรรมชาติของเขา ก็ปล่อยเขาไปตามธรรมชาติของเขา
เรามีหน้าที่รู้ก็รู้ มีหน้าที่ปล่อยก็ต้องต้อง
ถ้าเรารู้จักหน้าที่และทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ไซร้ จิตนี้ย่อมสงบพลัน...
(ที่มาจากบันทึก หมากเหลือง (Dypsis lutescens) )

สาธุ
น้อมรับ จะนำมาปฎิบัติ ในชีวิตนี้
ยากอย่างไรก็จะปฎิบัติ จะพยายาม
นี้เองเป็นหน้าที่ของ เรา (วิปัสสนา)
นี้เองเป็นหนทางแห่งการตัดกรรม
แวะมาเยี่ยมเกือบทุกครั้ง
ขอขอบคุณที่หาเรื่องดีดีมาเล่าให้ฟัง
ช่วยกวาดล้างใจให้งดงามยิ่งยิ่งขึ้น
ขอบคุณค่ะ
การรักษาศีล ทำสมาธิ และภาวนานั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ
ศีลจะช่วยกวาดและล้างใจที่หยาบและกร้านนั้น
สมาธิ จะช่วยป้องกันและยับยั้งความโง่ที่เกิดจากความโลภ ความโกรธ และความหลง
การภาวนานั้น จะช่วยเจริญบารมีทั้งสิบประการให้เหมาะสมสอดประสานตามจริต
เมื่อประพฤติ ปฏิบัติ รักษากาย วาจา และใจ ด้วยศีล สมาธิ และปัญญาแล้วสรรพสิ่งในโลกนี้ย่อมสวยงาม
งามเพราะใจเรางาม ดีเพราะใจเราดี...
ขอบพระคุณท่าน
ท่านกล่าวถึงบารมี 10 ประการ
เราความรู้น้อยเลยแต่อยากรู้ไปsearch หาอ่านตาม website เพิ่มเติมนิดหน่อยพอให้รู้ ผิดถูกรบกวนท่านแนะนำ
-----------------------------------------
พระเจ้าสิบชาติ หรือ ทศชาติชาดก คือ เรื่องราวในอดีตของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังเป้นพระโพธิสัตว์ ในชาติต่าง ๆ สิบชาติสุดท้ายก่อนที่จะได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในแต่ละชาตินั้นล้วนทำความดีที่ยิ่งยวดที่เรียกว่าบำเพ็ญบารมี 10 ประการ
บารมี 10 หรือ ทศบารมี คือ คุณงามความดีที่ประพฤติอย่างยิ่งยวด เพื่อบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ เช่น ความเป็นพระพุทธเจ้า และความเป็นมหาสาวก เป็นต้น ได้แก่
1.ทาน คือการให้ การเสียสละ
2.ศีล คือการรักษากายวาจาให้เรียบร้อยความมีระเบียบวินัย ความประพฤติถูกต้อวดีงาม
3.เนกขัมมะ คือ การออกบวช การปลีกตัว ปลีกใจออกจากกาม
4.ปัญญา คือ ความรอบรู้ ความหยั่งรู้เหตุผล เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลาย ตามความเป็นจริง
5.วิริยะ คือ ความเพียรบากบั่น แกล้วกล้าไม่เกรงกลัวอุปสรรค เพียรพยายามเรื่อยไปไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่
6. ขันติ คือ ความอดทน ความข่มใจ ทนทาน ควบคุมจิตใจให้อยู่ในเหตุผล ไม่ลุอำนาจกิเลส
7. สัจจะ คือ ความจริง การพูดจริง ทำจริงจริงใจ ตั้งมั่นในจุดมุ่งหมายอันชอบธรรม
8. อธิษฐาน คือ ความตั้งใจมั่น มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนแล้วมุ่งทำตามนั้น ด้วยหัวใจที่เด็ดเดี่ยว
9. เมตตา คือ ความรักใคร่ ความปรารถนาดี มีไมตรีต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์
10. อุเบกขา คือ ความวางใจเป็นกลาง สม่ำเสมอเที่ยงธรรมไม่เอนเอียงไปด้วยอคติต่าง ๆ
บารมี 10 ประการ เรียงตามที่บำเพ็ญในสิบชาติสุดท้าย
1. พระเตมีย์ บำเพ็ญ เนกขัมมบารมี
2. พระมหาชนก บำเพ็ญ วิริยบารมี
3. พระสุวรรณสาม บำเพ็ญ เมตตาบารมี
4. พระเนมิราช บำเพ็ญ อธิษฐานบารมี
5. พระมโหสถ บำเพ็ญ ปัญญาบารมี
6. พระภูริทัต บำเพ็ญ ศีลบารมี
7. พระจันทกุมาร บำเพ็ญ ขันติบารมี
8. พระนารทะ บำเพ็ญ อุเบกขาบารมี
9. พระวิธูรบัณฑิต บำเพ็ญ สัจจบารมี
10. พระเวชสันดร บำเพ็ญ ทานบารมี