หลงผิด

ความคิดหลงผิด

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักจะมีความเชื่อที่ผิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  ทั้งๆที่ความจริงไม่ใช่เป็นเช่นนั้น  และเป็นความเชื่อมั่นที่ยึดไว้จนไม่อาจจะแก้ไขหรืออธิบายให้เห็นจริงได้ด้วยเหตุผลตามธรรมดาที่คนเราใช้กัน  โดยไม่สามารถใช้เหตุผลใดๆ แก้ไขความเชื่อหลงผิดนี้ได้  ตัวอย่างของความคิดหลงผิดได้แก่ การเชื่อว่าทุกสิ่งรอบตัว เช่น เสียงจากโทรทัศน์  ข่าว หนังสือ เสียงเพลง พูดถึงผู้ป่วย  การหลงผิดว่ามีคนคิดมาปองร้าย คอยติดตาม กลั่นแกล้ง  การหลงผิดว่าตนเองโดนกระทำหรือถูกควบคุมจากสิ่งภายนอก ความเชื่อจากการหลงผิดเป็นความเชื่อที่ฝังแน่น  ผู้ป่วยจะไม่เชื่อแม้ว่าจะมีหลักฐานโต้แย้งต่อความคิดเขาหวาดระแวงกลัวถูกทำร้าย หลงผิดคิดว่าตนเองเป็นบุคคลสำคัญ  คิดว่าตนเองสามารถติดต่อทางจิตกับผู้อื่นได้ซึ่งความหลงผิดถือเป็นเครื่องชี้บ่งถึงการเป็นโรคจิต    

ข้อแนะนำสำหรับการดูแลผู้ที่มีความคิดหลงผิด

 - การรักษาด้านจิตใจ เป็นการรักษาที่ใช้การพูดคุยสนทนาให้ผู้ป่วยสบายใจ เน้นที่ความรู้สึกนึกคิดของผู้ป่วย ช่วยให้ผู้ป่วยได้ระบายความรู้สึกคับข้องใจ ไม่สบายใจต่างๆ โดยใช้สัมพันธภาพระหว่างผู้รักษากับผู้ป่วยเป็นแนวทาง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจตนเอง และเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น สามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม รูปแบบการรักษา ได้แก่จิตบำบัดรายบุคคล  จิตบำบัดรายกลุ่ม  การให้คำปรึกษาครอบครัว  คู่สมรส  การจัดสภาพแวดล้อมในโรงพยาบาลให้มีส่วนช่วยในการรักษาโดยสร้างบรรยากาศที่ให้ความเข้าใจ ยืดหยุ่น มีเหตุผล มีความสม่ำเสมอ มีการจัดกลุ่มกิจกรรมต่างๆ

- การทำจิตบำบัด เป็นการรักษาโดยใช้วิธีพูดคุยระหว่างผู้ป่วยกับผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ จิตแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา ในเรื่องปัญหา ประสบการณ์ ความคิด ความรู้สึก ความสัมพันธ์ต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจตนเองและปัญหาของตนเองมากขึ้น และเรียนรู้ที่จะแยกแยะสิ่งที่เป็นความจริงกับที่ไม่ใช่ความจริง

- กลุ่มบำบัด เป็นการจัดกิจกรรมกลุ่มระหว่างผู้ป่วยขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล โดยส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกว่ามีเพื่อน มีคนเข้าใจ ไม่โดดเดี่ยว มีการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาและให้คำแนะนำแก่กัน ฝึกทักษะทางสังคม เน้นการสนับสนุนให้กำลังใจแก่กัน เช่น ผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง จำนวนประมาณ 6-8 คน กับผู้รักษา 1-2 คน มาร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของกันและกัน พร้อมกับช่วยกันแก้ไขพฤติกรรมที่ผิดปกติต่างๆ จากการพูดคุยกันภายในกลุ่ม

ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างมากในช่วงที่จะต้องกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมหลังป่วย
ซึ่งอาจจะต้องพบปัญหาต่างๆมากมายในช่วงนั้น  หรืออาจจะเป็นกลุ่มบำบัดอีกประเภทหนึ่ง คือ ผู้ป่วยจัดขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือกันเองโดยไม่มีผู้รักษา แต่ก็มีประโยชน์ เพราะผู้ป่วยแต่ละคนอาจได้รับการช่วยเหลือประคับประคอง ด้านจิตใจซึ่งกันและกัน และรู้ว่าตนไม่ได้เผชิญปัญหาอยู่คนเดียว
- นิเวศน์บำบัด เป็นการจัดสภาพแวดล้อมในโรงพยาบาลเพื่อช่วยส่งเสริมขบวนการรักษา ประกอบด้วย การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ภายในหอผู้ป่วย การจัดสภาพแวดล้อมภายในหอผู้ป่วยให้น่าอยู่ ผู้ป่วยต้องช่วยในกิจกรรมต่าง ๆ เท่าที่พอทำได้ เพื่อส่งเสริมความรู้สึกเชื่อมั่นในตนเองของผู้ป่วย ลดความรู้สึกว่าการอยู่โรงพยาบาลเหมือนอยู่ให้ผ่านพ้นไปวันๆ เท่านั้น

- ครอบครัวบำบัด  ครอบครัวบำบัดจะเป็นการรักษาที่มีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องคือ ผู้ป่วย ญาติพี่น้อง และผู้รักษา ซึ่งมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันออกไปหลายอย่าง เช่น ช่วยให้ครอบครัวเข้าใจเกี่ยวกับโรคจิตเภท  และปัญหาเกี่ยวกับโรคนี้ ช่วยให้ครอบครัวเข้าใจวิถีทางที่จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการลดน้อยลงซึ่งการทำครอบครัวบำบัดหรือให้ความรู้ในเรื่องโรค รวมทั้งสิ่งที่ญาติควรปฏิบัติต่อผู้ป่วย จะช่วยได้เป็นอย่างยิ่ง

            สำหรับในการดูแลผู้ป่วยสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือญาติต้องให้ความเข้าใจและเห็นใจผู้ป่วยเพราะผู้ป่วยมิได้มีเจตนาจะสร้างความเดือดร้อน ความรำคาญให้กับญาติควรให้อภัยและไม่ถือโทษโกรธผู้ป่วยไม่ควรขัดแย้งหรือโต้เถียงกับผู้ป่วยเกี่ยวกับอาการทางจิตแต่ควรแสดงความเห็นใจในความทุกข์ที่ผู้ป่วยได้รับจากอาการทางจิตเหล่านั้นพร้อมทั้งเสนอความช่วยเหลือแก่เขา ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยความอดทนอย่างมากอันดับต่อไปคือ ให้การดูแลเรื่อง การกินยา การดูแลสุขภาพอนามัยการพาไปพบแพทย์ตามนัด และหากในระหว่างอยู่บ้าน ผู้ป่วยมีอาการกำเริบขึ้นก็ให้ขอคำแนะนำปรึกษาจากแพทย์หรือพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ที่สถานบริการใกล้บ้านเพื่อผู้ป่วยจะได้รับการดูแลที่เหมาะสมต่อไป ควรช่วยดูแลให้ผู้ป่วยรับประทานยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ไม่ควรเพิ่มหยุด หรือลดยาเอง  ญาติควรช่วยพาผู้ป่วยไปรับการบำบัดรักษาให้สม่ำเสมอตรงตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ให้การดูแลตัวเองได้ไม่ดีพอถ้าผู้ป่วยมีพฤติกรรมที่ดูสับสน วุ่นวาย ดื้อ ไม่ยอมกินยา ไม่ยอมมาพบแพทย์ญาติควรจะมาติดต่อกับแพทย์เพื่อเล่าอาการของผู้ป่วยให้แพทย์ทราบซึ่งญาติจะได้รับคำแนะนำเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยต่อไปหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของผู้ป่วย ถ้าพบความผิดปกติ เช่น พูดพร่ำ พูดเพ้อเจ้อพูดคนเดียว เอะอะ อาละวาด หงุดหงิด ฉุนเฉียว หัวเราะหรือยิ้มคนเดียว เหม่อลอยหลงผิด ประสาทหลอน หวาดกลัว ควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันทีนอกจากนี้ควรจัดหากิจกรรมให้ผู้ป่วยทำโดยเฉพาะในเวลากลางวันเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยคิดมาก ฟุ้งซ่าน แต่ก็ไม่ต้องถึงกับบังคับมากเกินไป