การจัดการความรู้ : สิ่งท้าทายยุคปัจจุบัน
ความรู้ในฐานะปัจจัยเพื่อการแข่งขัน ได้กระทบและสร้างความตื่นตัวในภาคธุรกิจมาแล้วระยะหนึ่ง องค์กรทุกแห่งได้รับการกระตุ้นให้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สมบัติ
ที่หลบซ่อนอยู่ภายในสมองของพนักงาน องค์กรสมัยใหม่ที่มีนวัตกรรม มักจะจัดตั้งกลุ่มทำงานเพื่อจัดการความรู้ ส่วนประธานหรือผู้บริหารระดับสูงก็จะเน้นบทบาทในการใช้ความรู้เพื่อปรับทิศทางขององค์กรสำหรับอนาคต เราจะพบว่ามีทีมงานหรือบริษัท
ที่ปรึกษาหลายบริษัท โฆษณาเกี่ยวกับการจัดฝึกอบรมสัมมนาในหัวข้อ “การจัดการความรู้” สภาพการณ์เช่นนี้ แปลว่า องค์กรใดที่ไม่มีการเคลื่อนไหวอย่างจริงจังในการจัดความรู้
จะต้องประสบกับความล้มเหลวใช่หรือไม่
การเคลื่อนเข้าสู่สังคมฐานความรู้ (Knowledge Society)
ตามที่เคยคาดการณ์กันไว้ ในที่สุดสังคมสารสนเทศ และเศรษฐกิจความรู้
ก็เริ่มเป็นความจริง จับต้องได้ และมีตัวอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น นักวิชาการบางกลุ่ม
ถึงกับแสดงความเห็นว่า การลงทุนในทุนทางปัญญา จะช่วยสร้างกำไรหรืออัตราผลตอบแทนให้กับองค์กรมากกว่าการลงทุนในปริมาณที่เท่ากันกับทุนที่เป็นวัสดุสิ่งของ หรือ
นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่ง แสดงความเห็นว่า ปัจจุบันเป็นยุคที่ทุนทางปัญญาขององค์กร
มีค่ามากกว่าทุนที่เป็นสิ่งของหลายเท่าตัว
การจัดทำบัญชีทรัพย์สินที่เป็นความรู้
ในทางธุรกิจ การจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย กำไร-ขาดทุน เป็นเรื่องปกติ แต่
ถ้าหากผู้บริหารธุรกิจถูกถามว่า บริษัทหรือองค์กรมีทุนทางปัญญา (intellectual assets) อยู่เท่าไร คงจะงงและตอบไม่ได้
ดัชนีวัดความรู้
บริษัทที่ให้บริการด้านการเงินแห่งหนึ่งในสวีเดน มีการจัดทำบัญชีทุนทางปัญญาขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี คศ. 1993 เพื่อแยกแยะอย่างเป็นระบบถึงทุนที่ไม่ใช่วัสดุสิ่งของ โดยกำหนดตัวชี้วัดความรู้และทักษะของพนักงานที่ผ่านการอบรมมาอย่างเข้มข้น ประกอบกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความสามารถด้านลูกค้าสัมพันธ์ การสร้างภาพลักษณ์ที่ดี
ให้แก่บริษัท และความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และในที่สุดได้สร้างไดอะแกรมขึ้นมา เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างแนวโน้มในเชิงยุทธศาสตร์ของบริษัทกับตัวแปรกลุ่มที่เรียกว่า “ทุนทางปัญญา”
การที่บริษัทแห่งนี้สร้างดัชนีขึ้นเพื่อวัดทุนทางปัญญาของบริษัทขึ้นมา ก็เพื่อจะเน้นให้เห็นถึงปัญหาด้านการบริหารของบริษัทนั่นเอง การเสนอปัญหาด้านการบริหาร
ในรูปแบบเดิมๆ ที่เป็นการจัดการกับปัจจัยการผลิต ได้แก่ คน เงินทุน และที่ดิน ซึ่งเป็นเครื่องมือหรือเทคนิควิธีในการวิเคราะห์การบริหารได้รับการพัฒนามาโดยลำดับ แต่
ตรงกันข้ามกับการจัดการทุนทางความรู้ ซึ่งแทบไม่มีเครื่องมือใดๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ทันที จึงพบว่า องค์กรต่างๆ แทบไม่ได้ทำอะไรหรือใช้ประโยชน์จากทุนทางปัญญาอย่างจริงจัง
ผู้จัดการความรู้รุ่นแรก
เมื่อเผชิญปัญหาของความไม่สามารถจัดการกับองค์ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายๆ องค์กรจึงมีการเคลื่อนไหว มีการกำหนดตำแหน่งขึ้นมาใหม่ เช่น ผู้อำนวยการทุนทางปัญญา ผู้อำนวยความรู้ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ อาจทำหน้าที่ต่างๆ กัน ถึงแม้ว่า
จะรับผิดชอบเกี่ยวกับทุนทางปัญญาก็ตาม บางคนรับผิดชอบในการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ด้านสมรรถนะขององค์กร บางคนรับผิดชอบในการจัดทำตัวชี้วัดความรู้ หรือบางคน
รับผิดชอบในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการสื่อสาร แต่งานทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อตอบสนองสิ่งท้าทายในสภาพแวดล้อมที่การแข่งขันทวีความเข้มข้นขึ้น โดยเชื่อว่า
การจัดการทุนทางปัญญาที่ดีกว่า จะเป็นข้อได้เปรียบอย่างสำคัญ ดังนั้น ผู้จัดการทุกคน
จึงจำเป็นต้องเชื่อว่า ความรู้จะสร้างความได้เปรียบให้กับองค์กรของตนเอง เขาจึงจำเป็นต้องเข้าใจกลไกพื้นฐานของสังคมฐานความรู้
แนวโน้มของสภาพแวดล้อม (Environmental trends)
สภาพแวดล้อมด้านความรู้ที่องค์กรจะดำรงอยู่ได้ทุกวันนี้ มีความซับซ้อนมากกว่าที่เคยเป็นมาหลายศตวรรษ ทั้งนี้เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 3 ประการ คือ
อัตราการเกิดความรู้ใหม่ ความรู้แตกแขนง แยกย่อยออกมาก และความรู้ไหลบ่าแบบ
ไร้พรมแดน (globalization)
ในเชิงปริมาณ ความรู้ของมนุษย์เติบโตแบบอนุกรมเรขาคณิต เมื่อสมัยที่กิวเต็นเบิร์ก (Gutenberg) ประดิษฐ์แท่นพิมพ์ขึ้นครั้งแรก มนุษย์ใช้เวลาต่อจากนั้นกว่า 300 ปี สะสมองค์ความรู้จนเพิ่มเป็นสองเท่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากนั้น ความรู้
เพิ่มเป็นสองเท่าในทุกๆ 5 ปี ในช่วงเวลา 25 ปี ระหว่างปี ค.ศ. 1950 ถึง 1975 มีหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นในจำนวนพอๆ กับหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นในช่วง 500 ปีหลังการประดิษฐ์
แท่นพิมพ์เป็นครั้งแรก
ความเฉพาะเจาะลึกของความรู้ (Specialization)
การที่ความรู้เพิ่มปริมาณมากขึ้น นำไปสู่ความรู้เฉพาะมากขึ้น ในสาขา
วิทยาศาสตร์ เมื่อร้อยปีก่อน นักวิชาการที่มีความรู้รอบตัวจะสามารถเข้าใจผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ทุกแขนง แต่วันนี้ แม้ในศาสตร์เดียวกันหรือภาควิชาเดียวกัน
ผู้ที่เรียนวิชาเฉพาะต่างกัน ก็จะเข้าใจศาสตร์ของกันและกันได้ยาก การจัดพิมพ์สารานุกรม (encyclopedia) รุ่นแรกๆ จัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์เพียงสองคน วันนี้ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญนับหมื่นคน เพื่อจัดทำสารานุกรมฉบับใหม่
โดย ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน ที่ปรึกษาด้านระบบการศึกษา
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา