นี่คือจินตนาการส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ทั้งสิ้นของผม แต่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับสังคมไทย จึงเอามา “คิดดังๆ” สู่กัน โดยไม่รับรองว่าจะเป็นความคิดที่ถูกต้องในบริบทไทย และเป้าหมายที่เอามาลงบันทึกไว้ ก็เพื่อกระตุ้น “การเรียนรู้ของสังคม” (social learning) ในเรื่องระบบอุดมศึกษา
ตอนที่ ๑
ตอนที่ ๒
ตอนที่ ๓
ตอนที่ ๔
ตอนที่ ๕
ในตอนที่ ๖ นี้ เป็นเรื่อง กลไกจับขโมย เพราะในทุกสังคมย่อมมีทั้งคนดีและไม่ดี ในวงการอุดมศึกษาก็ย่อมมีทั้งที่ดีและไม่ดี แม้จะมีกฎหมาย ข้อบังคับ ฯลฯ มากมายแล้ว ก็ยังมีการละเมิด การหลอกลวงชวนเชื่อ หรือมีการดำเนินการแบบด้อยคุณภาพอยู่ในระบบ
กลไกจับขโมยนี้ วิธีการแบบตำรวจจะใช้ไม่ได้ผล เพราะนี่ไม่ใช่การทำผิดทางอาญาหรือความผิดชัดแจ้งนัก จึงควรใช้วิธีการแบบระบบคุ้มครองผู้บริโภค ทำโดยส่งเสริมให้มีภาคประชาสังคมทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค โดยใช้หลักการของการคุ้มครองผู้บริโภค เน้นการสื่อสารข้อมูลความจริงให้สังคมรับรู้ เน้นการรับเรื่องร้องเรียนและเข้าไปสืบหาข้อเท็จจริง โดยที่ต้องเข้าใจว่า ข้อมูลความจริงเรื่องอุดมศึกษาไม่ได้ตรงไปตรงมาแบบเรื่องยา หรือสินค้าที่เป็นของจับต้องได้
น่าจะส่งเสริมให้มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค ทำงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านอุดมศึกษาด้วย
กระบวนการคุ้มครองผู้บริโภค จะต้องเสริมโดยระบบข้อมูลที่ดี และเสริมโดยผลการวิจัยระบบ และการสื่อสารข้อมูลแก่สาธารณชน
สมศ. และหน่วยงานอื่นๆ ที่ทำหน้าที่ประเมินสถาบันอุดมศึกษา ควรเปิดเผยข้อมูลผลการประเมินที่ครบถ้วนแก่สาธารณชน ไม่ควรเปิดเผยข้อมูลเพียงบางส่วน และปกปิดข้อมูลของสถาบันที่อ่อนแอหรือไม่ผ่านเกณฑ์ประเมิน การเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วนนี้ น่าจะถือเป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครองผู้บริโภค ช่วยให้ผู้บริโภคอุดมศึกษามีข้อมูลประกอบการเลือก
ท่านผู้อ่านมีวิธีการ หรือเครื่องมือจับขโมย ที่ทำลายคุณภาพ ทำลายความน่าเชื่อถือ ของวงการอุดมศึกษา หรือทำให้อุดมศึกษาทำลายสังคมไทย ที่เด็ดกว่าที่ผมเสนอ ไหมครับ
หรือจะเล่าเรื่องอาชญากรรมอุดมศึกษาก็ได้ครับ ผมคิดว่า การรับจ้าง “ทำผลงาน” เป็นอาชญากรรมอย่างหนึ่ง
ผมจะได้เอาความเห็นหรือข้อเสนอแนะเหล่านี้ ไปใช้ในการทำงานที่ กกอ. เพื่อกำหนดโครงสร้าง กลไก และยุทธศาสตร์ คุ้มครองผู้บริโภคด้านอุดมศึกษา
วิจารณ์ พานิช
๖ ก.พ. ๕๒