ถ้าในวงที่พูดคุยกันอยู่นั้น “ต่างคนต่างคิด” ถึงจะฟังกันอย่างตั้งใจก็ไม่อาจจัดว่าเป็นวง Dialogue

        ผมได้ดู DVD ที่ท่านกฤษณะมูรติพูดไว้ที่เมือง Saanen ประเทศ Switzerland เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2522 ในหัวข้อ “Can Goodness, Love, Truth Be Born of Discipline?” ฟังแล้วเกิดความเข้าใจในเทคนิค Dialogue ขึ้นมาอีกมุมหนึ่ง แต่ก่อนเวลาที่มีคนถามผมว่า “Dialogue คืออะไร? ผมมักจะอธิบายแบบสั้นๆ ไม่ค่อยจะได้ แต่หลังจากที่ได้ดู DVD เรื่องนี้ทำให้ผมตอบได้อย่างสั้นๆ (ตามความเข้าใจของผม) ว่า . . . “Dialogue คือ The Art of Listening and Thinking Together”

        ที่ Dialogue เป็น  “The Art of Listening” ก็เพราะ Dialogue นั้นเน้นกันที่การฟังเป็นส่วนใหญ่ เป็นการฟังอย่างตั้งใจ แต่ต้องไม่ใช่การจ้องเพ่ง การฟังอย่าง ตั้งใจ กับการฟังอย่าง จ้องเพ่ง นั้นไม่เหมือนกันนะครับ อย่างแรกในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Listen Attentively” ส่วนการฟังแบบจ้องเพ่งหรือจดจ่อนั้นน่าจะตรงกับคำว่า “Concentration” มากกว่า จะเห็นได้ว่าเป็นการฟังที่มีลักษณะแตกต่างกันไป . . . ในหลายๆ ครั้งเมื่อพูดถึงตรงนี้ สิ่งที่ผมถูกถามเป็นประจำก็คือคำถามที่ว่า . . . แล้วที่ผ่านมาคนทั่วไปนั้นฟังแบบไหน แบบ Attentively หรือว่าแบบ Concentration ? ซึ่งผมก็มักจะตอบไปว่า ไม่ใช่ทั้งสองแบบ 

        เพราะคนทั่วไปมักจะฟังกันอย่าง ทิ้งๆ ขว้างๆ ฟังอย่างมี ตัวกรอง คือเลือกฟังเฉพาะสิ่งที่ต้องการได้ยิน ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกน้องบอกอะไร ก็มักจะเปรียบเทียบอยู่ในใจว่าตรงกับเราไหม ถ้าไม่ตรงก็บอกว่า ไม่ใช่ รีบพูดสวนออกไปทันที ทำให้ไม่ได้ฟังลูกน้องอย่างเต็มที่ หรือไม่ก็เป็นการฟังแบบ ผ่านๆ แบบ ขอไปที ทำท่าประหนึ่งว่ากำลังตั้งใจฟังทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่ เป็นการฟังแบบผิวเผิน ฟังอย่างเพลิดเพลิน หรือฟังเพียงเพื่อต้องการข้อมูล (บางส่วน) มาใช้ตัดสินใจ แต่ไม่ได้ ทุ่มเทจิตใจให้กับการฟังอย่างเต็มที่ เป็นการฟังที่ หย่อนเกินไป หรือไม่ก็ฟังแบบจดจ่อหรือ ตึงเกินไป ใครก็ตามที่ฟังแบบ “Attentively” ถือว่าเป็นผู้ที่ยึด ทางสายกลาง คือไม่หย่อนและตึงจนเกินไป ให้ความสำคัญกับที่สิ่งกำลังฟัง ใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ ตรงหน้า ผมว่านี่แหละครับ ศิลปะของการฟัง

        สำหรับประเด็นที่บอกว่า Dialogue เป็น “The Art of Thinking Together” นั้น ถึงการฟังจะสำคัญ แต่ผมมองว่า การคิดร่วมกัน ก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าในวงที่พูดคุยกันอยู่นั้น ต่างคนต่างคิด  ถึงจะฟังกันอย่างตั้งใจก็ไม่อาจจัดว่าเป็นวง Dialogue ได้ เพราะในวง Dialogue ควรจะมีการสะท้อนความคิดที่อยู่ในหัวของแต่ละคนออกมาด้วย โดยไม่ต้องเกร็งว่าสิ่งที่ตนคิดนั้น ผิดหรือถูก ประการใด ต้อง ก้าวข้าม สิ่งเหล่านี้ไปให้ได้ ต้องไม่มี การตัดสิน ใดๆ ปล่อยให้มันไหลไป โดนไม่ต้องไป กะเกณฑ์ ไม่ต้องพยายามนำไปสู่ ข้อสรุป ใดๆ ทั้งสิ้น หลังจากที่ได้ฟังอย่างเต็มที่ ได้มีการใคร่ครวญ เกิดมี ความคิด ขึ้นภายในก็ถ่ายทอดสิ่งนั้นออกไป ตั้งใจฟังทุกสิ่งทุกอย่างที่แต่ละคนแบ่งปัน เป็นการคิดร่วมกัน นี่แหละครับ Dialogue ที่ผมเข้าใจ