นี่คือจินตนาการส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ทั้งสิ้นของผม    แต่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับสังคมไทย   จึงเอามา “คิดดังๆ” สู่กัน   โดยไม่รับรองว่าจะเป็นความคิดที่ถูกต้องในบริบทไทย   และเป้าหมายที่เอามาลงบันทึกไว้ ก็เพื่อกระตุ้น “การเรียนรู้ของสังคม” (social learning) ในเรื่องระบบอุดมศึกษา

ตอนที่ ๑  
ตอนที่ ๒

 


          ในตอนที่ ๓ นี้ เป็นเรื่องของหน่วยจัดการระบบ ซึ่งก็คือ สกอ.

          ผมมองว่า ระบบกำกับดูแลต้องไม่แยกขาดออกจากหน่วยจัดการ    ต้องทำงานด้วยกัน และกำลังหลักต้องอยู่ที่หน่วยจัดการ    และข้อมูล/สารสนเทศที่ใช้ในการทำงานกำกับดูแลส่วนใหญ่ก็อยู่ที่หน่วยจัดการ ซึ่งสำหรับระบบอุดมศึกษา คือ สกอ.

          หัวใจคือหน่วยจัดการต้องตระหนักว่าตนเองกำลังจัดการระบบภาพรวม   ไม่ใช่จัดการชิ้นส่วนย่อยๆ เท่านั้น   และต้องมีการพัฒนาทักษะในการจัดการระบบ    โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะในการทำงานจัดการระบบในลักษณะที่ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วม   ซึ่งจะเป็นการเปิดการกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาออกสู่สังคมวงกว้าง 

          ผมลองตั้งคำถามว่า ผู้คนในหน่วยจัดการระบบจะต้องเปลี่ยนวิธีทำงานอย่างไร จึงจะรองรับวิธีกำกับดูแลระบบแนวใหม่ได้ และได้รับผลประโยชน์ความก้าวหน้าในชีวิตการงานดีกว่าเดิมด้วย  

          ผมตอบแบบฟันธง (ไม่รู้ว่ากระจุยแค่ไหน) ว่าคน สกอ. ต้องพัฒนา/เรียนรู้ ทักษะเชิงระบบ   ต้องมีความสามารถในการทำความเข้าใจระบบอุดมศึกษา   และใช้ทักษะนี้ในการทำงานจัดการระบบ (systems management)   

          ตอบอย่างเป็นรูปธรรม คนของ สกอ. ต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยระบบ   ต้องเข้าร่วมคลุกในกิจกรรมตั้งโจทย์ กิจกรรมชี้ทิศ (steering) การวิจัย   กิจกรรมวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตีความผลการวิจัย   และกิจกรรมสื่อสารสาระของการวิจัยที่มีนัยยะเชิงนโยบายต่อสังคม   ต้องเข้าไปอยู่ใน “พื้นที่” สื่อสารแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้เชิงระบบอุดมศึกษากับสังคมวงกว้าง    มีความองอาจผึ่งผายในการร่วมตั้งคำถามและแสวงหาคำตอบ

          กล่าวในเชิงกระบวนทัศน์  คนของ สกอ. ต้องเปลี่ยนจากการทำงานแบบเน้น Command & Control Mode  มาเน้น Learning Mode   ทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของ Learning Systems

 

          อย่าลืมนะครับ ว่าเป้าหมายของบันทึกชุดนี้เพื่อการถกเถียงโต้แย้ง    ไม่มีทางที่ผมจะคิดเรื่องที่ซับซ้อนแบบนี้ให้ครบถ้วนถูกต้องทั้งหมดได้

 

วิจารณ์ พานิช
๖ ก.พ. ๕๒