นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เตรียมเชิญผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ มาหารือเพื่อขอความร่วมมือให้ส่วนลดกับประชาชนที่นำเช็คเงินสดจำนวน 2,000 บาท ที่รัฐบาลได้จ่ายให้กับประชาชนและข้าราชการที่มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท ไปซื้อสินค้าหรือจับจ่ายใช้สอยในร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้า ในอัตรา 10% เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนนำเงินที่ได้รับไปช่วย กันใช้จ่ายหรือซื้อสินค้า แทนการเก็บไว้ในรูปของการออมเงินหรือฝากธนาคาร เพราะเห็นว่าตามปกติแล้วห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าส่วนใหญ่ ต่างจัดกิจกรรมหรือโปรโมชั่น ให้ส่วนลดกับลูกค้าที่ซื้อสินค้าอยู่แล้ว คาดว่าจะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี  

ทั้งนี้ หลังจากที่กฎหมายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปีจำนวน 116,700 ล้านบาท มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว คาดว่ารัฐบาลจะสามารถส่งเช็คเงินสดให้กับประชาชนที่อยู่ในข่ายที่ได้รับการช่วยเหลือหรือผู้มีสิทธิ์กว่า 9 ล้านคนได้ เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.นี้ เป็นต้นไป และจะดำเนินการให้แล้วเสร็จครบทุกคนภายใน 2 สัปดาห์ ส่วนค่าดำเนินการหรือค่าใช้จ่ายในการส่งเช็คเงินสดอยู่ที่ประมาณ 40 ล้านบาท  

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างหารือเพื่อจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาว โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ซึ่งจะควบคู่ไปกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ซึ่งเน้นให้เกิดการสร้างงาน การลงทุน เพื่อพัฒนาประเทศ โดยในการประชุม ครม. วันที่ 17 ก.พ.นี้ จะเสนอให้พิจารณากรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ที่ยังคงเป็นงบประมาณแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เบื้องต้นะมีตัวเลขที่ไม่แตกต่างจากงบประมาณปี 2552 ส่วนจะขาดดุลไปอีกกี่ปีนั้น ยังไม่สามารถระบุได้ แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมายไม่สามารถเกินเพดานได้ และยอมรับว่าในงบประมาณปีหน้า คงไม่เพียงพอ ยังต้องมีการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศด้วย

ส่วนการจัดตั้งวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน ยังอยู่ระหว่างการหารือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นคาดว่าจะใช้วงเงินประมาณ 60,000-80,000 ล้านบาท โดยจะเน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการส่งออก และผู้ประกอบการท่องเที่ยว

ด้านนายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า กรณีรัฐบาลมีนโยบายจ่ายเงิน 2,000 บาท ให้กับผู้ประกันตน จำนวน 8.3 ล้านคน ที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทนั้น  จะมีการจ่ายเงินให้กับผู้ประกันตนเป็น 5 รอบ โดยรอบแรกจะโอนเงินให้ในวันที่ 26 มี.ค. ซึ่งจะโอนเงินให้กับผู้ประกันตนจำนวน 4 ล้านคน วงเงินรวม 8,000 ล้านบาท  รอบที่ 2 ในวันที่ 7 เม.ย.  รอบที่ 3 วันที่ 10 เม.ย.  รอบที่ 4 วันที่ 4 พ.ค. และรอบสุดท้ายวันที่ 15 พ.ค.

ส่วนกรณีที่คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) เห็นชอบให้ใช้เงินจำนวน 24 ล้านบาท จัดทำระบบซอฟต์แวร์ เพื่อจัดทำระบบโอนเงิน 2,000 บาท ให้กับผู้ประกันตนนั้น  ในการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลเลขที่บัญชีของผู้ประกันตน จะต้องจัดทำระบบขึ้นมาใหม่ โดยตั้งงบประมาณไว้ 24 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อาทิ ค่าเอกสาร  ค่าจ่ายล่วงเวลาให้กับเจ้าหน้าที่รวมข้อมูล สำหรับงบที่ใช้จัดทำระบบซอฟต์แวร์เพื่อโอนเงินโดยเฉพาะนั้นมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 680,000 บาท

ด้านนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดสปส.) อนุมัติประมาณ 24 ล้านบาท ในการจัดทำระบบฐานข้อมูลของผู้ประกันตนว่า  เงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้นำไปใช้ในการจัดทำระบบซอฟต์แวร์เท่านั้น แต่เป็นค่าใช้จ่ายในด้านอื่น ๆ ด้วย อาทิ ค่ากระดาษ ค่าหมึก ค่าล่วงเวลาให้กับเจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูล รวมทั้งเป็นค่าบริการในการโอนเงิน ที่มีค่าบริการครั้งละ 10 บาท แต่ได้เจรจากับทางธนาคารพาณิชย์แล้วเหลือครั้งละ 5 บาท นายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานบอร์ด สปส. กล่าวว่า เงินจำนวน 24 ล้านบาทที่บอร์ด สปส.อนุมัติให้ติดตั้งซอฟต์แวร์เพื่อจัดทำระบบโอนเงินให้กับผู้ประกันยืนยันว่าเป็นเงินที่คุ้มค่าและเป็นประโยชน์  ต่อผู้ประกันตน เพราะจะทำให้ฐานข้อมูลของ สปส. มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นโดยสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ประกันตนได้รับเงิน 2,000 บาท ถึงมือจริง

ไทยรัฐ  คม ชัด ลึก 13 กุมภาพันธ์ 2552