
โครงการประสานพลังปัญญาเพื่อจัดตั้งกาเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
องค์การบริหารส่วนตำบลบางซ้าย อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
1. บริบทและความเป็นมา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2516 มีใจความ ดังนี้
“...เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่พัฒนาจากภาคปฏิบัติ จึงทำให้ครอบคลุมแง่มุมต่าง ๆ ของการพัฒนาที่มีรากฐานความเป็นจริงและปฏิบัติได้ภายใต้หลัก 3 ข้อ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันความเสี่ยง โดยมีความรู้และคุณธรรมเป็นเงื่อนไขความสำคัญในการปฏิบัติ...”
และได้มีพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 23 ธันวาคม 2542 มีใจความ ดังนี้
“...ขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่มีความพออยู่ พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพอยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้...ฉะนั้น ถ้าทุกท่านซึ่งถือว่าเป็นผู้มีความคิดและมีอิทธิพล มีพลังที่จะทำให้ผู้อื่น ซึ่งมีความคิดเหมือนกัน ช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ขอย้ำพอควร พออยู่ พอกิน มีความสงบ ไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้จากเราไปได้ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดที่ถาวรที่มีคุณค่าอยู่ตลอดกาล”
แนวคิดและทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550–2554) เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศ โดยเป็นการพัฒนาแบบองค์รวมที่ยึด “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” และวิธีการพัฒนาอยู่บนพื้นฐานของ “ดุลยภาพเชิงพลวัตร” ที่เชื่อมโยงทุกมิติอย่างบูรณาการ ทั้งตัวมิติคน สังคม และวัฒนธรรมเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและการเมือง รวมทั้งความสมดุลระหว่างมิติทางวัตถุกับจิตใจของคนในสังคมเดียวกัน มีดุลยภาพการพัฒนาระหว่างภายใน คือ “ความเข้มเข็งในการพึ่งตนเองของฐานรากของสังคมและความสมดุลในประโยชน์ของทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ สังคมอย่างเป็นธรรมกับภายนอก คือ ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและสร้างพันธมิตรการพัฒนาในโลกาภิวัฒน์ โดยให้ความสำคัญกับการนำทุนของประเทศที่มีศักยภาพและความได้เปรียบด้านอัตลักษณ์และคุณค่าของชาติ ทั้งทุนสังคม ทุนทรัพยากรชาติและสิ่งแวดล้อมและทุนเศรษฐกิจมาใช้ประโยชน์อย่างบูรณาการณ์และเกื้อกูลกัน พร้อมทั้งเสริมสร้างให้แข็งแกร่งเป็นเสมือนเสาเข็มเหล็กในการพัฒนาประเทศให้มั่นคงและสมดุล ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างระบบวัฒนธรรมและธรรมาภิบาลในทุกภาคส่วน ทุกระดับของประเทศไทย โดยใช้ความรอบรู้ คุณธรรม และความเพียรในกระบวนการพัฒนาที่มีอยู่บนหลักความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล มีระบบภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งกระบวนการทรรศการพัฒนาดังกล่าวนี้จะเป็นภูมิคุ้มกันประเทศให้สามารถปรับตัวพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง และผลกระทบจากความผันผวนของกระแสโลกาภิวัฒน์
ทั้งด้านวัตถุ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจได้อย่างดี อันจะนำไปสู่ “ความอยู่ดีมีสุข” ของคนไทยทั้งชาติ เป็น “สังคมอยู่เย็น เป็นสุขร่วมกัน” และประเทศไทยสามารถ “ดำรงอยู่” ในประชาคมโลกได้อย่างมีเอกราชและอธิปไตยที่มั่นคง มีศักดิ์ศรี และเกียรติภูมิ และสันติสุข
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและการบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใดอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน ในขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง
การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบและคุณธรรมประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีหลักพิจารณาอยู่ 5 ส่วน ดังนี้
1. กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤต เพื่อความมั่นคง และความยั่งยืนของการพัฒนา
2. คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลางและการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน
3. คำนิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะ พร้อม ๆ กัน ดังนี้
3.1 ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดย
ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น อาทิ การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับ
พอประมาณ
3.2 ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะ
ต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึง
ถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นอย่างรอบคอบ
3.3 การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และ
การเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของ
สถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
4. เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ
4.1 เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่าง รอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
4.2 เงื่อนไขคุณธรรมที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต
5. แนวทางปฏิบัติหรือผลที่คาดว่าจะได้รับ จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้ และเทคโนโลยี
เศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ
เศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่เป็นแนวทางในการพัฒนาที่นำไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเองในระดับต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นตอน โดยลดความเสียงเกี่ยวกับความผันแปรของธรรมชาติ หรือการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่าง ๆ โดยอาศัยความพอประมาณและความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ ความเพียร ความอดทน สติปัญญา การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และความสามัคคี เศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายกว้างกว่าทฤษฎีใหม่ โดยที่เศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบแนวคิดที่ชี้บอกหลักการและแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ ในขณะที่แนวพระราชดำริเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่หรือเกษตรทฤษฎี ใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาการเกษตรอย่างเป็นขั้นตอนนั้น เป็นตัวอย่างการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเฉพาะในพื้นที่ที่เหมาะสม ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริอาจเปรียบเทียบกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบพื้นฐานและแบบก้าวหน้า ได้ดังนี้
1. ความพอเพียงในระดับบุคคลและครอบครัว โดยเฉพาะเกษตรกรเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐานเทียบได้กับทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ที่มุ่งแก้ปัญหาของเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลแหล่งน้ำ ต้องพึ่งน้ำฝน และประสบความเสี่ยงจากการที่น้ำไม่พอเพียง แม้กระทั่งสำหรับการปลูกข้าวเพื่อบริโภคและมีข้อสมมติว่า มีที่ดินพอเพียงในการขุดบ่อเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าว จากการแก้ปัญหาความเสี่ยงเรื่องน้ำ จะทำให้เกษตรกรสามารถมีข้าวเพื่อการบริโภคยังชีพในระดับหนึ่ง และใช้ที่ดินส่วนอื่นสนองความต้องการพื้นฐานของครอบครัว รวมทั้งขายในส่วนที่เหลือเพื่อมีรายได้ที่จะใช้เป็นค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่สามารถผลิตเองได้ ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวให้เกิดขึ้นในระดับครอบครัว อย่างไรก็ตามแม้กระทั่งในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ก็จำเป็นที่เกษตรกรจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากชุมชน ราชการ มูลนิธิ และภาคเอกชน ตามความเหมาะสม
2. ความพอเพียงในระดับชุมชนและระดับองค์กรเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 เป็นเรื่องของการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปของกลุ่ม สหกรณ์ หรือการที่ธุรกิจต่าง ๆ รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ กล่าวคือ เมื่อสมาชิกในแต่ละครอบครัวหรือ องค์กรต่าง ๆ มีความพอเพียงขั้นพื้นฐานเป็นเบื้องต้นแล้วก็จะรวมกลุ่มกันเพื่อร่วมมือกันสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มและส่วนรวม บนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามกำลังและความสามารถของตน ซึ่งจะสามารถทำให้ชุมชนโดยรวม หรือเครือข่ายวิสาหกิจนั้นเกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติอย่างแท้จริง
3. ความพอเพียงในระดับประเทศเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 ซึ่งส่งเสริมให้ชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจสร้างความร่วมมือกับองค์กรอื่นในประเทศ อาทิ บริษัทขนาดใหญ่ ธนาคาร สถาบันวิจัย เป็นต้น การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในลักษณะเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ในการสืบทอดภูมิปัญญา แลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และบทเรียนจากการพัฒนา หรือ ร่วมมือกันพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ประเทศอันเป็นสังคมใหญ่ซึ่งประกอบด้วย ชุมชน องค์กร และธุรกิจต่าง ๆ ที่ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงกลายเป็นเครือข่ายชุมชนพอเพียงที่เชื่อมโยงกันด้วยหลักไม่เบียดเบียน แบ่งปัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ในที่สุด
จากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 มีผลกระทบเศรษฐกิจไทย ซึ่งรัฐบาลยุคต่อมาได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยนำระบบทุนนิยมมาพัฒนาประเทศ ส่งผลให้วิถีชีวิตของชุมชนเปลี่ยนไปตามกระแสโลกาภิวัตน์มีการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น การหันหลังให้วิถีชีวิตแบบดั่งเดิม ยึดความสะดวกสบาย ขาดความรับผิดชอบ ขาดคุณธรรมจริยธรรมอันดีงาม ส่วนหนึ่งหมกมุ่นในอบายมุขและสิ่งเสพติด มีการบริโภคสื่อและเทคโนโลยีมากเกินไป จากสภาพที่เป็นอยู่ก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า “ทำอย่างไรจึงจะช่วยให้วิถีชีวิตของประชาชนในชุมชนท้องถิ่นได้รับการพัฒนาให้อยู่อย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ด้วยตนเองได้สำเร็จ ประกอบกับแนวทางการแก้ปัญหาความยากจนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ตามหนังสือสถ. ด่วนมาก ที่ มท ๐๘๙๑.๔/ว ๖๕๘ ลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙) แจ้งแนวทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมมือกับจังหวัด อำเภอ/กิ่งอำเภอในการแก้ไขปัญหาความยากจนในด้านการพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ 3 ด้าน ดังนี้
1. การลดรายจ่าย ส่งเสริมให้ประชาชนลดรายจ่ายในการดำรงชีวิต โดย
1.1 ระดับบุคคลและครัวเรือน ส่งเสริมให้มีการดำรงชีวิตแบบพอเพียง การเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้น 1 โดยแบ่งที่ดินทำไร่นาสวนผสมหรือการส่งเสริมการปลูกพืชผักสวนครัวบริเวณบ้าน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมีในภาคการเกษตร ให้เด็กอายุ 3-5 ปี เข้ารับการดูแลและศึกษาในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
1.2 ระดับชุมชน ส่งเสริมการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรลดต้นทุนการทำการเกษตร ส่งเสริมการผลิตสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันเพื่อใช้ในชุมชน
2. การเพิ่มรายได้ ส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการประกอบอาชีพ
2.1 ระดับบุคคลและครอบครัว สำรวจความต้องการประกอบอาชีพของประชาชนเพื่อฝึกอบรมวิชาชีพแต่ละด้านให้สอดคล้องกับความต้องการสินค้าในชุมชน จัดหาเครื่องมือประกอบอาชีพให้กับผู้มีฝีมือที่ยากจน
2.2 ระดับชุมชน ส่งเสริมกลุ่มอาชีพที่มีการผลิตที่เกื้อกูลกัน การรวมกลุ่มอาชีพที่ตอบสนองต่อตลาดในท้องถิ่น ส่งเสริมการวิสาหกิจชุมชนที่เอื้อต่อการประกอบอาชีพของคนในชุมชน เชื่อมโยงเครือข่ายสินค้ากับท้องถิ่นอื่น เพื่อส่งเสริมการตลาด การส่งเสริมการตลาดสินค้าด้วยอินเทอร์เน็ตตำบล
3. การขยายโอกาส สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงปัจจัยในการประกอบอาชีพ
3.1 ระดับบุคคลและครัวเรือน ได้แก่ การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อมควรขยายผลการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนโดยกำหนดพื้นที่ผ่อนผันเพิ่มเติม
3.2 ระดับชุมชน ได้แก่ การจัดหาที่ดินทำกิน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนเข้าทำกินร่วมกัน การส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตหรือการจ้างงาน
จากแนวความคิดดังกล่าวจึงเป็นที่มาของโครงการประสานพลังปัญญาเพื่อจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง องค์การบริหารส่วนตำบลบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ไม่เคยมีมาก่อน ส่งผลต่อเป้าหมาย คือ ส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนท้องถิ่นรู้รัก สามัคคี มีทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทักษะการคิด ทักษะทาง สังคม มีการนำความรู้ความสามารถและศักยภาพมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยนำหลักการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้
1. วัตถุประสงค์ของโครงการ
1. เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที ความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนเป็นการเทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลที่ทรงทราบคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์
2. เพื่อจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงและภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ประชาชนในตำบลมีส่วนร่วม สำหรับเยาวชน เกษตรกร และประชาชนทั่วไป โดยบันทึกและจัดเก็บองค์ความรู้ของชุมชนเพื่อเป็นแหล่งปัญญาของชุมชน
3. เพื่อการเสริมสร้างรายได้ และอาชีพเสริมแก่เกษตรกรและประชาชนในท้องถิ่น รวมทั้งมีความรู้ความสามารถเต็มตามศักยภาพของแต่ละคน มีทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทักษะการคิด ทักษะทางสังคม มีการนำความรู้ความสามารถและศั
สวัสดีค่ะ
ตามหาเสียเหนื่อยเลยค่ะ พยายามป้อนข้าวป้อนน้ำให้บล็อกหน่อยค่ะ
จะได้อ้วนท้วน
อีกไม่นานจะมาเยี่ยมนะคะ ภายในเดือนนี้ละค่ะ