สิบอาการที่ทำให้ต้องผ่าตัดใหญ่การศึกษาไทย (๓)

ตอนที่ ๑
ตอนที่ ๒

          ผมเอาข้อเขียนของ รศ. ดร. ภาวิช ทองโรจน์ มาเผยแพร่ต่อ โดยไม่ได้มีความเห็นเสริมหรือเพิ่มเติม   เป็นข้อเขียนของท่านล้วนๆ   มีทั้งหมด ๑๐ ตอน

10 อาการที่ทำให้ต้องผ่าตัดใหญ่การศึกษาไทย

โดย ภาวิช  ทองโรจน์

3. ปัญหาของครู
          ในประเทศฟินแลนด์ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่คุณภาพการศึกษาดีที่สุดในโลก วิชาชีพที่ประชาชนนิยมและให้การยอมรับนับถือมากที่สุด คือวิชาชีพครู  แต่ในประเทศไทย สังคมกลับเห็นว่าในปัจจุบันวิชาชีพนี้ตกต่ำ จนองค์กรวิชาชีพครู เช่น คุรุสภา ต้องวางยุทธศาสตร์การพัฒนาวิชาชีพครูเพื่อให้กลับมาเป็นวิชาชีพชั้นสูงเหมือนในอดีต โดยมีมาตรการอันหนึ่งคือการปรับปรุงกระบวนการผลิตครูโดยเพิ่มหลักสูตรจาก 4 ปี เป็น  5 ปี 


          แต่ปัญหาของวิชาชีพครูอาจจะไม่สามารถแก้ไขได้เพียงโดยการเพิ่มเวลาเรียนเท่านั้น  การเรียนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปีอาจเห็นข้อดีได้ชัดเจนคือช่วยสร้างประสบการณ์ในวิชาชีพให้มากขึ้นในระหว่างเรียนเพื่อให้ครูรุ่นใหม่พร้อมที่จะออกมาทำงานในสภาพจริง  แต่วัตถุประสงค์ของคุรุสภาที่จะให้เงื่อนไขของการเพิ่มเวลาเรียนมาเป็นฐานในการเพิ่มเงินเดือนและความก้าวหน้าในการรับราชการนั้น ไม่น่าจะเป็นแนวทางที่แก้ปัญหาได้ เพราะแท้ที่จริงแล้ว ความก้าวหน้าทางราชการในระยะยาวของผู้สำเร็จการศึกษาด้วยหลักสูตร 4 ปี และหลักสูตร 5 ปีนั้นไม่แตกต่างกันเลย  อย่างไรก็ดี ความตกต่ำของวิชาชีพครูอาจมีเหตุมาจากข้อเท็จจริงง่ายๆ ประการหนึ่ง ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครคิดที่จะแก้ไข นั่นคือ การที่ประเทศไทยมีการผลิตครูมากถึงปีละประมาณ 12,000 คน ในขณะที่อัตราการบรรจุครูใหม่ในแต่ละปีมีเพียง 3-4 พันคนเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าในแต่ละปี บัณฑิตครูที่จบออกมาใหม่จะมีการตกงานเบื้องต้นเกือบหนึ่งหมื่นคน สถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลถึงภาพพจน์และความนิยมในการเข้าศึกษาในสาขาวิชานี้ ที่ไม่ดึงดูดให้นักเรียนที่เรียนเก่งและมีโอกาสเลือกสาขาได้มากให้ตัดสินใจเข้ามาเรียนครู 


          นอกจากนั้น ปัญหาของครูก็ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกมาก  เช่น ในภาพรวมประเทศไทยยังนับว่าขาดแคลนครู แต่นโยบายจำกัดกำลังคนภาครัฐก็เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้  ในภาพที่เป็นรายละเอียด ยังพบว่าเราขาดแคลนครูในสาขาวิชาสำคัญๆ เช่น วิทยาศาสตร์  คณิตศาสตร์  ภาษา เป็นต้น  ยังพบอีกว่า ไม่มีความชัดเจนทางนโยบายในการที่จะสนับสนุนให้ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาที่ตรงกับเนื้อหาสาระมากกว่า เช่น บัณฑิตทางวิทยาศาสตร์  คณิตศาสตร์ และภาษา หันเข้ามาหาวิชาชีพครู ในทางตรงกันข้ามยังกลับพบมาตรการในเชิงกีดกันอีกด้วย เช่น การกำหนดให้ผู้ที่จะรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ต้องไปเรียนเพิ่มเติมอีกอย่างน้อยหนึ่งปี เป็นต้น 


          ปัญหาที่เป็นอมตะของครูไทยเห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องหนี้สินครู ที่เป็นวาระที่รัฐมนตรีใหม่ทุกคนจะต้องพิจารณาดำเนินการ แต่ก็ยังไม่เห็นที่จะมีทางแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จ  เท่าที่ทำกันมาบ้างแล้วก็เป็นเพียงการหาแหล่งเงินกู้ใหม่ๆ เข้ามา เพื่อให้ครูเป็นหนี้เพิ่มเติมขึ้นไปอีกเท่านั้นเอง  จนกลายมาเป็นคำถามว่า ทำไมเรื่องหนี้สินจึงจะต้องเป็นเรื่องที่คู่กับวิชาชีพนี้ 


          อันที่จริง หากคิดให้เป็นธรรมก็คงต้องยอมรับว่าประเทศไทยเรามีโครงสร้างเงินเดือนในระบบราชการที่โบราณจนไม่เหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบัน  เรามีความแตกต่างระหว่างเงินเดือนแรกเข้าทำงานกับเงินเดือนที่พึงได้รับสูงสุดในชีวิตการทำงานถึงเกือบ 10 เท่า ในขณะที่ในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายจะพบความแตกต่างเพียง 3-4 เท่า ซึ่งหมายความว่า บุคคลจะได้รับค่าจ้างเมื่อแรกเข้าทำงานสูงมากเพียงพอที่จะยังชีพได้ โดยอัตราเพิ่มตลอดเวลาที่ทำงานอาจไม่มากหรือไม่ต้องมีการซอยขั้นเงินเดือนละเอียดหลายขั้นมากนัก  ดังนั้น แนวทางแก้ไขสำหรับครูรุ่นใหม่ทางหนึ่งควรจะเป็นการปรับโครงสร้างเงินเดือนเสียใหม่ โดยเพิ่มเงินเดือนเมื่อแรกบรรจุให้มากขึ้น  ครูก็ควรจะมีความกดดันในการดำรงชีพน้อยลงหันมาสนใจในหน้าที่การงานมากขึ้น