บัตรเครดิต
 ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ ผู้อำนวยการโปรแกรมเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคง ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวว่า ขั้นตอนที่ยากที่สุดในการจารกรรมบัตรเครดิต คือการให้ได้มาซึ่งบัตรเครดิต ทั้งนี้ยิ่งใช้บัตรมากเท่าไหร่ ยิ่งเกิดความเสี่ยงในการถูกจารกรรมมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่อยากได้แต้มสะสมจากการใช้บัตร ยิ่งใช้มากก็ยิ่งเสี่ยง ซึ่งควรพิจารณาดูเองว่า คุ้มหรือไม่เพราะร้อยคะแนนแลกเงินได้ไม่กี่บาท
       
       อย่างไรก็ดี เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการป้องกันบัตรเครดิตถูกจารกรรม กับการรักษากุญแจบ้านหรือกุญแจรถยนต์แล้ว ถือว่าบัตรเครดิตมีความปลอดภัยมากกว่า เพราะผู้จารกรรมต้องมีทั้งบัตรและรหัสผ่าน แต่ที่บัตรเครดิตหรือบัตรเอทีเอ็มไม่ปลอดภัย ก็เพราะเราใช้รหัสบัตรที่คาดเดาได้ง่าย และมักเป็นรหัสที่เชื่อมโยงกับเราเพื่อให้จำง่าย เช่น วันเดือนปีเกิด หรือรหัสง่ายๆ อย่าง 1234, 0000 เป็นต้น ซึ่งหากผู้จารกรรมมีประวัติส่วนตัวของเราก็สามารถคาดเดาหรือสุ่มรหัสผ่านได้
       
       "กฎในการใช้บัตรเครดิตให้ปลอดภัย คือ 1.บัตรเครดิตต้องอยู่ในสายตาผู้ใช้เสมอ เมื่อให้ทางร้านนำไปรูดเราต้องตามไปดูทุกครั้ง และ 2.อย่าโลภ อยากได้แต้ม เพราะทุกครั้งที่รูด ยิ่งเกิดความเสี่ยง การใช้งานในปั๊มก็ต้องตามไปดูหรือจอดรถใกล้ที่รูดบัตร นอกจากนี้ยังกฎอื่นๆ ที่ธนาคารได้เขียนคำแนะนำไว้ แต่ถ้าทำได้แค่ 2 ข้อนี้ก็ลดความเสี่ยงได้มากแล้ว" ดร.โกเมนกล่าว
 นอกจากนี้ การทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตก็ยังมีความเสี่ยงถูกจารกรรมในอีกหลายๆ รูปแบบ อาทิ การได้รับโทรจันที่ติดตามการใช้คีย์บอร์ด เมื่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่ติดโทรจันดังกล่าวทำธุรกรรมทางเงินก็จะถูกขโมยรหัสผ่านได้ หรือแม้แต่การใช้อินเทอร์เน็ตจากสัญญาณไวไฟให้ใช้ฟรี หากโชคร้ายพบผู้ดูแลระบบทีไม่ซื่อสัตย์ ข้อมูลการทำธุรกรรมการเงินก็อาจถูกขโมยไปได้
หากเกิดโชคร้ายถูกจารกรรม สิ่งแรกที่ต้องทำคือมีสติ สองอย่าโลภอยากได้แต้มสะสมจากการใช้บัตร และสามอย่าให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่คนอื่น และลองค้นชื่อ-นามสกุลในกูลเกิลดูว่า มีข้อมูลส่วนตัวอะไรบ้างออกมา และสุดท้ายขึ้นอยู่กับดวงว่าจะโชคร้ายหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แต่ขอให้เป็นเรื่องสุดท้ายที่เจอ
ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000014177