รายงานสด กพร สรุป ด้วยวาจา

    ประเด็นแรกที่ ดร.อรพิน กล่าว คือ การพัฒนาของเจ้าหน้าที่ที่เข้าใจตัวชี้วัดเพิ่มมากขึ้น

    ประเด็นที่สอง คือ การพัฒนามหาวิทยาลัยสู่ระดับสากล คือ การ Ranking โดยการก้าวสู่สากลต้องดูว่าคณาจารย์ จบปริญญาเอกด้านใดกี่ท่าน การจัดสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ เช่น ที่ Haward U มีห้องสมุดที่มีการบริการ ๒๔ ชม ทุกวัน หรือ เที่ยงคืน ต้องคิดถึงผู้รับบริการ เวลาของนักศึกษาที่เข้าไปค้นคว้าได้ โดยเฉพาะช่วงสอบ ต้องดูว่ามีหนังสือตามสาขาวิชาที่จัดสอนหรือไม่

    การทำตัวชี้วัดทุกตัว กพร และ สมศ ไม่ได้อะไร แต่ทุกตัวมีวัตถุประสงค์เบื้องหลัง

    การที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นไปตามกฎหมาย สถาบันการศึกษาต้องทำ ตัวชี้วัดที่ ๑๔ ปี ๒๕๕๒ จะยากกว่านี้ ตามมาหลอกหลอนอีก ดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องปรับตามกฎหมาย และ ป้องกันไม่ให้มหาวิทยาลัยขัดแย้งกับประชาชน และ การประชาชนมีส่วนร่วมทำให้รู้ความต้องการของประชาชนและชุมชน

    ต้องกลับมาดูว่า ตัวชี้วัดนั้นได้ประโยชน์อะไรกับมหาวิทยาลัย บางแห่งเข้าใจ บางแห่งพัฒนาได้ก้าวกระโดด

    ประเภทของตัวชี้วัดแรก คือ คุณภาพ เช่นจำนวนบัณฑิตที่จบแล้วได้งานทำ การตั้งเป้า ต้องตั้งเป้าที่ท้าทาย วันที่ ๑๖ กพ ต้องส่งเป้าหมายไปให้ กพร พิจารณา

ตัวชี้วัดประเภทที่สอง ที่จะมีผลกระทบไปอีกหลายๆประเด็น เช่น การให้ อาจารย์ไปเป็น กก วิทยานิพทธ์ (ระดับ ปริญญาเอก) หรือ ตำแหน่ง ผส รศ ศ ถือว่าเป็นการสร้างองค์ความรู้ให้มหาวิทยาลัย เพราะจะทำให้ อาจารย์และ คณะได้ผลงานมาสอนหนังสือ โดยเฉพาะ ผลงานวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์ เป็นการสั่งสมองค์ความรู้ เช่น ใน USA ใครมีผลงานมาก ค่าตัวแพง มี Value ในตัวอาจารย์ และ มหาวิทยาลัยจะได้องค์ความรู้ของอาจารย์

ตัวชี้วัดที่เป็น คะแนนช่วย หรือ Driving Indicator ตั้งเป้าไว้ที่ ๓ กพร ตั้งใจให้เป็นตัวช่วย ต้องทำครบ ๕ คะแนน จะเสริมตัวที่คะแนนน้อย คือ ตัวชี้วัด ที่ ๕ และ ๑๕

ตัวชี้วัด มมส มีมากที่สุดในประเทศไทย ๑๑๐ ตัว

ตัวชี้วัดที่ คะแนนคงเดิม ๕๖ ตัว

ผลเปลี่ยนไป คะแนนคงเดิม ๒๐ ตัว

เพิ่มขึ้น ๑๒

ลดลง ๑๕

 

JJ2009ฅนธรรมดา