สิบอาการที่ทำให้ต้องผ่าตัดใหญ่การศึกษาไทย (๒)
ผมเอาข้อเขียนของ รศ. ดร. ภาวิช ทองโรจน์ มาเผยแพร่ต่อ โดยไม่ได้มีความเห็นเสริมหรือเพิ่มเติม เป็นข้อเขียนของท่านล้วนๆ มีทั้งหมด ๑๐ ตอน
ตอนที่ ๑
10 อาการที่ทำให้ต้องผ่าตัดใหญ่การศึกษาไทย
โดย ภาวิช ทองโรจน์
2. ปัญหาของการปฏิรูปโครงสร้าง
กฎหมายที่กำหนดการปฏิรูปการศึกษาของไทย มีผลให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการครั้งใหญ่ กรมต่างๆ ถูกยุบไป ได้มีการรวมเอาทบวงมหาวิทยาลัยและสภาการศึกษาแห่งชาติ เข้ามาไว้ในกระทรวงศึกษาธิการ กลายเป็นโครงสร้างใหม่ คือ มีหน่วยงานที่เรียกกว่า “องค์กรหลัก” ห้าองค์กร ได้แก่ สำนักปลัดกระทรวง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา และสำนักงานสภาการศึกษา มีหัวหน้าองค์กรเหล่านี้เป็นข้าราชการระดับปลัดกระทรวงถึง 5 คน ได้แก่ 4 เลขาธิการ และ 1 ปลัดกระทรวง ในระดับปฏิบัติ ได้มีหลักการให้มีการกระจายอำนาจการบริหารการศึกษา โดยกำหนดให้มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอยู่ในทุกจังหวัด มีจำนวนเขตมากน้อยตามขนาดของประชากร และวางหลักไว้ว่า ในที่สุดโรงเรียนต่างๆ จะถูกถ่ายโอนจากโครงสร้างรูปแบบกรมแบบเดิม ไปสังกัดเขตพื้นที่
แต่จากวันนั้นมาถึงวันนี้ เรากลับพบปัญหาอันเกิดจากสูตรที่ไม่สำเร็จของการปฏิรูปโครงสร้างทับถมทวีคูณจนปรากฏออกมาในรูปของข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์และข้อเรียกร้องต่างๆ ดังมีตัวอย่างเช่น การถ่ายโอนสถานศึกษาไปสังกัดเขตพื้นที่ที่ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ มีข้อเรียกร้องให้กลับมาตั้งกรมต่างๆ ขึ้นในสำนักงานปลัดกระทรวงเนื่องจากเห็นว่าโครงสร้างใหม่ไม่สามารถครอบคลุมภาระกิจได้ครบถ้วน ในเขตพื้นที่ได้มีการเคลื่อนไหวให้แยกการบริหารระดับประถมและระดับมัธยมออกจากกัน (ซึ่งเป็นการกลับไปหาจุดเดิมก่อนการปฏิรูป) มีข้อเรียกร้องให้ตั้งทบวงการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งมีการชี้ประเด็นว่าการรวมเอาทบวงมหาวิทยาลัยเข้ามาไว้ในกระทรวงเดียวกันเป็นการบั่นทอนพัฒนาการของอุดมศึกษา
การปรับโครงสร้างที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้น ดูจะเป็นรูปธรรมเพียงประการเดียวที่ปรากฏให้เห็นจากกระบวนการปฏิรูปการศึกษาที่ขับเคลื่อนโดย พ.ร.บ. ปี 2542 แต่ปัญหาที่ผุดขึ้นมาตามรายทางเหล่านี้ ชี้ประเด็นว่า แม้รูปธรรมประการดียวนี้ก็ยังมีปัญหา เพราะโครงสร้างใหม่น่าจะมีความไม่เหมาะสมจนมีข้อเรียกร้องให้ทบทวนหรือปรับปรุงเกิดขึ้นตลอดเวลา