สื่อประสม,หนังสือส่งเสริมการอ่าน,แบบฝึกทักษะ

เรื่องที่ศึกษา          รายงานการใช้สื่อประสมเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนมาตราตัวสะกด

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

ผู้รายงาน              นางนงลักษณ์  เลิศพันธ์

ปีที่ศึกษา               ปีการศึกษา 2550 และ 2551

 

บทสรุป

วัตถุประสงค์ของการศึกษา

1.              เพื่อหาประสิทธิภาพของสื่อประสมเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนมาตราตัวสะกด

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้รายงานจัดทำขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80

                2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้

สื่อประสมเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนมาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

                3.เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยใช้สื่อประสมเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนมาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

 

สมมุติฐานของการศึกษา

 

1.              สื่อประสมเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนมาตราตัวสะกดชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80

2.              นักเรียนที่เรียนโดยใช้สื่อประสมเพื่อพัฒนาทักษะการสอนอ่านและเขียนมาตราตัวสะกด

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

3.              นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการเรียนภาษาไทยหลังการใช้สื่อประสมเพื่อพัฒนาทักษะ

การอ่านและเขียนมาตราตัวสะกด อยู่ในระดับมากขึ้นไป

 

 

วิธีดำเนินการ

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง ที่ใช้แบบแผนการทดลองแบบใช้วิธีการสอบก่อนและหลัง ( The one group pretest – posttest design) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือนักเรียนจำนวน 39 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 และ จำนวน 79 คน ในปีการศึกษา 2551 โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างจากการสุ่มเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือสื่อประสม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน แล้วนำผลการประเมินมาวิเคราะห์ประสิทธิภาพของสื่อประสม โดยใช้ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) เปรียบเทียบผลการใช้สื่อประสมโดยใช้สถิติ t – test  และใช้ค่าร้อยละสำหรับ แบบสอบถามความคิดเห็น

ผลการศึกษา

ผลการศึกษาพบว่า สื่อประสมเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนมาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 81.26/83.65 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  และความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยใช้สื่อประสม อยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 95.89  และ 97.22 ในการทดลองปีการศึกษา 2550 และ 2551