ฉากชีวิตในช่วงนี้มีละครที่ต้องให้เราเล่นอีกหนึ่งบทบาท หน้าฉากหนึ่งนั้นเป็นพระ แต่ในเบื้องหลังแห่งฉากนั้นคือ “คนสวน”

หลังจากที่ได้มีโอกาสสนทนากับท่านอาจารย์ไพศาล วรอุไร เมื่อครั้งที่ท่านเดินทางมาช่วยเป็นผู้อำนวยการในการย้ายต้นไม้สำหรับการทำถนน ณ สถานที่แห่งนี้

มนต์เสน่ห์แห่งธรรมชาติที่เราสัมผัสได้มากกว่าสองปีนั้น ได้แผ่ซ่านเข้าไปจับจิตและครองใจ

เมื่อก่อนที่เรามักเดินก้มหน้าเมื่อเดินแล้วมองลงผืนดิน แต่ตอนนี้เรากลับได้เชิดหน้าชูคอขึ้นมองผลหมากรากไม้ที่เขียวขจี

ย้อนนึกกลับไปถึงเมื่อคราวก่อนตอนธุดงค์ที่ “เขาใหญ่”
ตอนนั้นเองครูบาอาจารย์บอกเป็นอุบายแก่เราว่า เมื่อครั้งยามเหนื่อยก็คิดเสียว่าตอนนี้เราเดินมาชมธรรมชาติ ดูความเขียวขจีแห่งผืนป่า ดูใบไม้ที่ปรกหนาบนท้องฟ้าเหนือแผ่นดิน
ครั้งนั้นเราเหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก เหนื่อยมาก เหนื่อยจนไม่มีอารมณ์ที่จะดูอะไร คิดว่าในใจไว้เพียงว่า “เมื่อไหร่จะถึง เมื่อไหร่จะถึง”

แต่บัดนี้เราทราบถึงอุบายที่ใช้ในการคลาย “ความทุกข์จากความคิด” อันนั้นแล้ว
ความสดใสแห่งธรรมชาติ เป็นมนต์เสน่ห์อันล้ำลึกที่สามารถพรากความเหนื่อย หรือแม้กระทั่ง “ความทุกข์” ให้หมดสิ้นจากจิตใจ...

การเก็บลูกไม้ ผลไม้ที่ร่วงหล่นไร้ค่าอยู่บนผืนดิน เพื่อนำไปเพาะ ไปปลูก รดน้ำ ดูแล ทะนุถนอมและเฝ้าดูวันที่ใบสีเขียวใบแรกที่โผล่พ้นเมล็ดที่ห่อหุ้ม “ชีวิต” อยู่นั้น เป็นสิ่งที่แทนคำพูดแห่งความสุขนับล้านคำ

ธรรมชาติเป็นสิ่งอัศจรรย์ ชีวิตที่อัศจรรย์นั้นคือชีวิตที่อยู่กับ “ธรรมชาติ”
ชีวิตของคนสวนนั้นจึงเป็นชีวิตที่อัศจรรย์ที่มนุษยชาตินั้นควรได้รับ ควรสัมผัส
ชีวิตหนึ่ง ชีวิตนี้ คือชีวิตแห่งธรรม “ธรรมะ คือ ธรรมชาติ...”