บ่ายวันที่ ๒๗ ม.ค. ๕๒ ผมไปฟังผู้ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี ๒๕๕๑ บรรยายที่ศิริราช   การไปฟังการบรรยายนี้เป็นกิจวัตรประจำปีของผม   ผมไปฟังเพื่อประเมินผลงานของตัวเอง ว่าเลือกคนมารับพระราชทานรางวัลถูกต้องหรือไม่   และเพื่อหาความสำราญทางปัญญาให้แก่ตนเอง    เพราะว่าตามปกติคนเก่งระดับนี้จะบรรยายได้ดีมาก   ทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีนำเสนอเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย    ซึ่งเรียนเท่าไรๆ ผมก็ทำได้ไม่ดีสักที

          ปรากฎว่าผู้บรรยายท่านแรก คือ Prof. Sergio Hendrigue Ferreira จากบราซิลบรรยายเก่งมาก   เนื่องจากผลงานของท่านเป็นงานวิจัยที่นำไปสู่การพัฒนายาแก้ปวดและลดการอักเสบ  กับยาลดความดัน   ท่านจึงเลือกบรรยายเรื่องความปวด    ซึ่งท่านบอกว่าเป็นสุดยอดความทรมานของมนุษย์   ท่านเป็นนักวิจัยด้านเภสัชวิทยา ที่ศึกษากลไกปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำให้เกิดความปวด

          อาจกล่าวได้ว่า งานวิจัยของท่านคือการทำความเข้าใจความเจ็บปวด    ซึ่งจะเริ่มจาก nociceptor เป็นตัวรับสัญญาณ เคมี ไฟฟ้า กระตุ้นกันเป็นทอดๆ ผ่านใยประสาทหลายชนิด ไปสู่สมอง และเกิดการรับรู้    แต่จนปัจจุบันก็ยังไม่ทราบกลไกรับรู้ความปวดระดับเซลล์ และระดับอณู   ผลงานของท่านนำไปสู่ “การฆ่าตัดตอน” ลูกโซ่ของสัญญาณ เช่นที่ COX2 

          ผมชอบที่ท่านขึ้นต้นการบรรยายด้วยประโยคที่กล่าวถึงความปวดในเชิงปรัชญา    และลงท้ายด้วยถ้อยคำเชิงปรัชญา    สะท้อนความเป็นนักมองโลกด้วยภาพใหญ่เหนือผลงานด้านเทคนิค

          แต่ผู้ได้รับรางวัลอีก ๒ ท่าน ซึ่งทำงานด้านวัคซีนทั้งคู่ และได้รับรางวัลสาขาสาธารณสุขร่วมกัน   คนหนึ่งพัฒนาวัคซีนไข้สมองอักเสบ อีกคนหนึ่งพัฒนาวัคซีนโรคสุกใส    ทั้ง ๒ ท่านพูดงานด้านเทคนิค จึงไม่สนุก   ผมอยากให้พูดเชิงระบบ พูดคุณค่าที่จะเกิดต่อมนุษยชาติ   ส่วนด้านเทคนิคพูดเชิงสรุปประเด็นหรือเคล็ดลับที่ช่วยให้ท่านทำงานนั้นสำเร็จ แต่คนอื่นทำไม่สำเร็จ

 

วิจารณ์ พานิช
๒๗ ม.ค. ๕๒