ความเชี่ยวชาญ ความชำนาญ ประสบการณ์ อันรวมกันเรียกว่า "ความรู้ (Knowledge)" นั้นมีอยู่ทุกผู้ทุกตัวคน
คนที่ทำมากย่อมรู้มาก คนที่ทำมาก ๆ จะไม่มีเวลามาเขียน
ดังนั้นนักเขียน (Blogger) จักต้องนำความรู้ ความเชี่ยวชาญทางด้านการจัดการความรู้ (Knowledge managment) ไปถอดความรู้ ของผู้รู้ทั้งหลายที่ไม่มีเวลาเขียน มาสรุป มาเขียนเพื่อกระจายความรู้ของเขาเหล่านั้นให้แพร่หลาย
นายช่าง กรรมกร คนล้างห้องน้ำ หรือผู้จัดการ ทุกผู้ ทุกตัวคน มีความรู้ที่เชี่ยวชาญกันคนละด้าน
นักจัดการความรู้ต้องรู้จักถอด "ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge)" ของเขาเหล่านั้นออกมาเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์กับสังคม ให้เกิดคุณค่าแก่สาธารณะชน (Explicit Knowledge)
เมื่อก่อนเดินผ่านไปผ่านมาไม่รู้ ไม่เห็น เมื่อได้ถอดความรู้ ก็เริ่มรู้เรื่อง เริ่มรู้ เริ่มเห็น
เมื่อคนเขียน เขียนบ่อยเข้า ก็จะกลายเป็นผู้รู้ เพราะได้ดู ได้สัมผัส
ได้คิด ได้มอง วนไป เวียนมา ได้หา ได้สรุป
ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในเมืองไทยนั้นมีมาก
ผู้เขียนต้องรีบเร่งถอดความรู้ เพื่อให้เป็นผู้เขียนที่เรียนจากความรู้...
:)ขอตามมาเป็นผู้อ่านที่ดีต่อไป
นมัสการค่ะ
เห็นด้วยค่ะที่ท่านกล่าวไว้ว่า....ผู้เขียนต้องรีบเร่งถอดความรู้ เพื่อให้เป็นผู้เขียนที่เรียนจากความรู้...
กำลังพยายามฝ่ากำแพงอวิชชา ให้สามารถที่จะทำงานอันมีคุณค่าของสังคมเผยแพร่สู่คนอื่น ๆ ค่ะ
สาธุ
เข้ามาชื่นชมที่คุณสุญฺญตาอธิบาย KM ได้ "เนียน" มากครับ
ช่วงนี้มีโอกาสได้ลงไปร่วมหัว จมท้ายกับ "คนทำงาน"
คนทำงาน เขาก็ทำกันจริง ๆ ทำกันหามรุ่งหามค่ำ คนทั้งหลายเหล่านี้ "มีความรู้" และ "รู้จริง"
เทคนิค ฝีมือ ประสบการณ์ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก ๆ แต่น่าเสียดายที่เขาไม่มีเวลามาเขียน
แต่แตกต่างกับเรา เรามีเวลาเขียนแต่เราไม่ค่อยรู้เรื่อง ทำอะไรไม่ค่อยจะเป็น ได้แต่ไปนั่งดูเขา ไปช่วยเขาเล็ก ๆ น้อย ๆ
แต่ทว่า... โอกาสครั้งหนึ่งที่เคยเรียน เคยรู้ "KM" จึงได้เห็นคุณค่าของการนำความรู้ที่กระจัดกระจายนั้น สรุป รวบรวม เผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์
ความรู้ฝังลึกของคนทำงาน ที่เป็นความรู้เรื่องงาน
กับความรู้ของเราเรื่องการจัดการที่จะนำความรู้นั้นเรียงร้อย ถ้อย กระทงความ จึงเป็นการสอดประสานกันอย่างมีคุณค่า
จะว่าไปเราเองก็ไม่ค่อยรู้ทฤษฎีหรือรู้เรื่อง KM อะไรมากมาย เรารู้เพียงแค่ว่า ทำแบบนี้แล้ว "มีประโยชน์"
เพราะเราจะหวังหรือจะรอให้คนทำงานที่อยู่หน้างานมาเขียน มาใช้ Internet คงจะนานพอสมควร และต้องใช้ต้นทุนไปฝึกฝน อบรม ตามประกบ เป็นจำนวนมาก
งานที่เขาทำนั้นทั้งหนัก ทั้งเหน็ดเหนื่อย แต่ทุกย่างก้าวแห่งความเหน็ดเหนื่อยนั้น คือ "ความรู้" ที่มิสามารถหาซื้อได้จากห้องเรียนที่ใดในโลก
หน้าที่ของเรา "นักเขียน" คือ ผู้ที่มีโอกาสและเวลาในการเขียน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำโอกาสนี้ไปเรียนรู้ร่วมกับเขา แล้วขอโอกาสนำความรู้จากเขาขึ้นมาเขียน
เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวิธีการแบบนี้ ความคิดแบบนี้เขาเรียกว่าอะไร หรือจัดอยู่ในทฤษฎีไหน
ความรู้เขา ความรู้เรา ถนัดคนละอย่าง เชี่ยวกันคนละด้าน
แต่ถ้าหากนำมาผสมผสาน เลือกใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่าย สิ่งที่ได้มานั้นก็จะเป็นประโยชน์
ถ้าหากจะให้คนทำงานมาเรียนคอมพิวเตอร์ เล่น Internet แล้วหัดใช้บล็อกก็คงต้องใช้เวลาและต้นทุนมาก
หรือเป็นแบบเรา ลงไปเป็นกรรมกร เป็นคนสวน ทำได้เหมือนกัน แต่เหนื่อยมาก ตกกลางคืนก็ต้องนอน ต้องพักผ่อน
ทุกอาชีพ ทุกสาขา ทุกวิชา มีลักษณะคล้ายคลึงกันเช่นนี้
หมอ พยาบาล ทนายความ ทหาร ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ครู อาจารย์ นักหนังสือพิมพ์ ฯลฯ มีงาน มีความรู้
ผู้จัดการความรู้ต้องถอดความรู้จากเขา ลงไปคลุกเพื่อถอดความรู้ แล้วนำความรู้จากเขามาเผยแพร่ แต่มิใช่เพื่อตัวเอง เพื่อชื่อเสียงของตัวเอง แต่เผยแพร่เพื่อประโยชน์กับส่วนร่วม...
สิ่งที่ลงไปทำนั้นนั่นคือ การทำงาน เป็นงานแห่งความดี งานที่ต้องเสียสละ
ทุก ๆ วันเราจะสนุก มีความสุขที่ได้เรียนรู้ และจะรู้มากขึ้นหากได้นำความรู้ที่เรียนนั้นมาเขียน มาสรุป
หากทำได้เช่นนี้ จะสนุกในความรู้ และมีความสุขในการ "จัดการความรู้"