หลังจากถูกครหาว่าแอบไปล่องเรือสำราญ Nippon Maru ถึงสองเดือน ..

หลังจากถูกครหา (เรียกว่าถูก"จับได้"ก็ได้นะ) ว่าหนีไปเที่ยวล่องเรือสำราญมาถึง 2 เดือน ก็ถึงคราวสำนึกว่าควรจารึกอะไรที่เป็นประโยชน์บ้าง เพื่ออย่างน้อยจะได้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น (ในฐานะที่ฉกฉวยโอกาสไปแล้วแต่เพียงผู้เดียว) ลองตามมาเที่ยวดูแล้วกันค่ะ

               โครงการเรือเยาวชนเอเชียอาคเนย์ เป็นโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นเต็มจำนวน มีการคัดเลือกเยาวชนอายุ 18-30 ปีจากประเทศในกลุ่มอาเซียนและประเทศเจ้าภาพ(ญี่ปุ่นนั่นเอง) 11 ประเทศ ประเทศละ 27-28 คน รวมประมาณ 320 คน ไปใช้ชีวิตร่วมกันบนเรือเดินสมุทรชื่อ Nippon Maru ขนาด 2 หมื่นตันเศษ ความยาว 166.6 เมตร บรรทุกผู้โดยสารได้ถึง 600 คนพร้อมลูกเรือ 300 กว่าคน เรียกง่ายๆ ว่าเป็น เรือสำราญ นั่นเอง

                ในประเทศไทยการรับสมัครและประสานงานต่างๆ รับผิดชอบโดยสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ (สท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผ่านทางสำนักงานจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ และไม่ใช่ว่าประกาศชื่อแล้วจะเตรียมเก็บกระเป๋าไปได้เลย เพราะจะต้องเข้าค่ายปฐมนิเทศเตรียมความพร้อมและฝึกซ้อมการแสดงวัฒนธรรมไทยเป็นเวลา 10 วัน เหนื่อยหนักหนาเหมือนกับการเข้าค่ายรับน้องทีเดียว หลังจากนั้นทุกสัปดาห์ต้องประชุมและนัดฝึกซ้อมเพิ่มเติม เรียกว่าต้องแสดงให้คล่องไม่ให้ขายหน้าเยาวชนจากชาติอื่นได้ อีกกิจกรรมที่สำคัญมากคือ การอภิปรายในหัวข้อต่างๆ เพื่อส่งเสริมบทบาทของเยาวชนในการพัฒนาประเทศของตนเอง หมอถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือ รัฐศาสตร์นั่นเอง คงเนื่องจากมีอาวุโสมากกว่าคนอื่น และกลุ่มนี้ได้ชื่อว่า หินที่สุดทุกปี (โชคดีจัง...)

                ช่วงต้น เยาวชนทุกคนทุกประเทศจะได้รับตั๋วเครื่องบินเดินทางไปกรุงโตเกียวเพื่อเข้าร่วม Youth Summit และกิจกรรมภาคพื้นดิน รวมถึง homestay ที่ญี่ปุ่นก่อน ประมาณ 10 วัน แล้วจึงลงเรือเพื่อออกเดินทาง โดยปี 2551 นี้ เรือจะแวะเทียบท่าที่ประเทศบรูไน, อินโดนีเซีย, ไทย, เวียดนาม, และฟิลิปปินส์ ก่อนจะล่องขึ้นกลับไปยังกรุงโตเกียว ซึ่งระหว่างการล่องเรือเป็นอันแน่นอนว่าไม่มีใครหนีจากกิจกรรมร่วมกันได้ คืบก็ทะเลศอกก็ทะเลจริงๆ แต่อยู่บนเรือสำราญจะน่าเบื่อได้อย่างไรกัน...

     

 

                เรือ Nippon Maru นี้มี 7 ชั้นที่เปิดให้ผู้โดยสารใช้ ส่วนอีกสองชั้นใต้น้ำและปล่องไฟเรือบนสุดเฉพาะลูกเรือเท่านั้น (แต่ก็ไม่พ้นการสำรวจของเยาวชนที่สนใจเรียนรู้อย่างพวกเราไปได้)

-          ชั้น 1 เป็นห้องพยาบาล โรงหนังขนาด 200 ที่นั่งและห้องเก็บสัมภาระในการจัดนิทรรศการของประเทศต่างๆ

-          ชั้น 2 เป็นห้องอาหาร ห้องพัก ห้องซักรีดและอบแห้ง(ซึ่งสามารถใช้ได้ฟรี) มีบริการซักรีด ราคาเพียงตัวละ 200-500 บาทเท่านั้น(ตลอดโครงการไม่เห็นใครใช้บริการเลย..จริงๆ) และเคาน์เตอร์ไปรษณีย์ ที่ส่งโปสการ์ดจากบนเรือได้พร้อมตราประทับพิเศษ ไปรษณีย์นิปปอนมารู น่ารักน่าสะสม

-          ชั้น 3 เป็นห้องพัก เคาน์เตอร์เจ้าหน้าที่  ห้องอาบน้ำรวมแบบญี่ปุ่น(แต่แยกเพศ มิใช่รวมหญิง-ชายแต่อย่างใด)

-          ชั้น 4 เป็นห้องพัก จุดชมวิวหัวเรือ ส่วนด้านท้ายเรือเป็นห้องโถงประชุมและเวทีการแสดง

-          ชั้น 5 เป็นร้านขายของที่ระลึก(ราคาญี่ปุ่นมากๆ) ร้านทำผม(ราคาญี่ปุ่นเช่นกัน) ห้องชงชา ห้องสมุด และส่วนท้ายเรือเป็นชั้นลอยสำหรับชมการแสดงจากเวทีที่ชั้น 4

-          ชั้น 6 หัวเรือเป็นส่วนของกัปตัน ห้องบังคับการเดินเรือ (ซึ่งเราแอบเข้าไปเป็นบางครั้ง) อีกส่วนที่อนุญาตให้ใช้ได้จริงๆ คือสนามกีฬากลางแจ้ง และบาร์ แต่เปิดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เฉพาะเวลาสามทุ่มครึ่งถึงห้าทุ่มเท่านั้น ส่วนใหญ่จึงใช้ในการจัดงานสังสรรค์อาหารประจำชาติของประเทศต่างๆ มากกว่า (เยาวชนไทยและลาวจัดงานPapaya Party ร่วมกัน .. คงเดาออกว่าอาหารหลักเป็นอะไร?)

-          ชั้น 7 เป็นจุดชมวิว และสระว่ายน้ำ

             

เห็นได้ว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันจริงๆ ทำให้การล่องเรือเดือนกว่าๆ ได้เรียนรู้ได้เห็นสิ่งต่างๆมากมาย  ได้ชมการแสดงที่ผลัดเปลี่ยนกันแสดงทุกประเทศๆ ละ 1-2 ชั่วโมง ก่อนที่เรือจะเข้าสู่น่านน้ำของประเทศนั้นๆ  นอกเวลาการเข้ากลุ่มอภิปรายก็จะมีการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างสัมพันธ์เสริมมิตรภาพระหว่างเยาวชนด้วย ทั้งการแข่งกีฬา การประกวดนางงามมิตรภาพ การประกวดแต่งกายชุดประจำชาติ การแสดงการละเล่นพื้นเมืองแต่ละประเทศ นวดและสปา เป็นต้น ที่ติดใจที่สุดคงหนีไม่พ้นห้องอาบน้ำรวมแบบญี่ปุ่นที่ใช้บริการแทบทุกวัน (น่าจะบ่อยกว่าคนญี่ปุ่นด้วยซ้ำ) เนื่องจากห้องอาบน้ำใน cabin มีขนาดเล็กมาก ยืนหมุนตัวก็ลำบากแล้ว ถ้าช่วงที่เรือแล้วผ่านพายุนี่ยืนพิงผนังอาบฝักบัวกันทีเดียว

เรื่องการอาบน้ำห้องน้ำรวมนี้เป็นที่ตื่นเต้นแก่เยาวชนที่ไม่ใช่ญี่ปุ่นอย่างมาก ถือเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมที่ดีอย่างหนึ่ง แต่เท่าที่สังเกต(อย่างละเอียด)แล้ว พบว่าผู้ใช้บริการอย่างสม่ำเสมอส่วนมากเป็นเยาวชนญี่ปุ่น(เกือบทุกคน) รองมาคือ ไทย(7คน), เวียดนาม(2คน) และสาวลาวเพียงคนเดียว น่าจะถือเป็นสถิติได้ว่าคนไทยเปิดใจที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมการอาบน้ำญี่ปุ่นได้มากกว่า เรียกว่า กลัวไม่ได้ลองมากกว่ากลัวอายขั้นตอนการอาบนั้นจะต้องถอดเสื้อผ้าทุกชิ้นส่วนไว้นอกห้อง อาจมีตะกร้าจัดให้แยกของแต่ละคน ห้ามน้ำผ้าเช็ดตัวห่อตัวเข้าในบริเวณอาบน้ำ(ถือว่าเสียมารยาทอย่างมาก) อุปกรณ์แชมพูครีมอาบน้ำมักมีจัดไว้ให้ คนญี่ปุ่นส่วนมากจะมีถุงมือขัดขี้ไคลไปด้วย ด้านในห้องอาบน้ำรวมเป็นพื้นที่กว้าง มีเก้าอี้ตัวเล็กวางตามช่องฝักบัวพร้อมกะละมังเล็กใช้แทนขันบ้านเรา ให้เลือกนั่งอาบได้ตามชอบ อีกบริเวณหนึ่งเป็นสระน้ำร้อน(ร้อนมาก)และบางที่มีสระน้ำเย็น(เย็นมากเช่นกัน)บริการด้วย ซึ่งลงแช่ได้หลังจากนั่งอาบแล้วเท่านั้น(ไม่มีกฎเขียนไว้ แต่เป็นธรรมเนียมเพื่อความสะอาด) การแช่น้ำจะขยับแข้งขา นวดกล้ามเนื้อตัวเองไปพลางหรือคุยสารพัดสารเพก็แล้วแต่ชอบ แต่ไม่ควรแช่นานเกินไป เพื่อนชาวญี่ปุ่นแนะนำว่าให้ขึ้นมาอาบน้ำเย็นสลับการแช่น้ำร้อน เพื่อกระตุ้นให้รูขุมขนทำงานได้ดี ผิวพรรณเปล่งปลั่ง(ว่าไปนั่น) ที่แน่ๆ คือ หลังอาบน้ำรวมแล้ว .. สบายตัวเหลือเกิน .. สามารถเข้านอนและหลับฝันดีได้ทุกคืนเลย

เล่าเพลินจนยาวทีเดียว เอาไว้โอกาสหน้าค่อยไปประเทศบรูไน, อินโดนีเซีย, เวียดนาม และฟิลิปปินส์กันค่ะ (บอกตั้งแต่ต้นแล้วนะว่านี่ .. ภาค1ค่ะ)