ในช่วงเช้าของวันนี้ (๓๑ มกราคม ๒๕๕๒) เราได้มีโอกาสสนทนากับผู้จัดการธนาคารท่านหนึ่งว่า เมื่อวานนี้มีพนักงานธนาคารที่ทำงานอยู่ธนาคารเดียวกับท่านมีบุญมากที่จะได้นำต้นทองกวาว (กวาวเครือหรือจาน) ต้นใหญ่นี้ไปปลูกไว้ที่หน้าบ้านโดยไม่ต้องซื้อให้เสียสตางค์

ระหว่างนั้นเองเราก็ได้พูดคุยถึงราคาต้นทองกวาวนี้ว่าน่าจะอยู่ที่ราคาสักเท่าไหร่ เราก็ชี้ต้นนี้ราคาเท่าโน้น ต้นโน้นราคาเท่านี้ เราสุดท้ายก็มาจบลงตรงที่ "ต้นตาล (ตาลโตนด)" วัยหนุ่มที่ตั้งโดดเด่นอยู่เบื้องหน้าว่าต้นนี้ "ราคาแสน"

เมื่อได้ฟังปุ๊บเราก็รู้ตกใจเล็ก ๆ ว่าต้นนี้ราคาเป็นแสนเลยเหรอ ซึ่งนั่นเรากำลังมีแผนที่กำลังจะโค่นเขาลงในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ แต่ทันใดนั้นเราก็พูดสวนออกไปทันทีว่า "ผู้จัดการจะเอาไหมล่ะ ถ้าจะเอาก็ยกไปได้เลย เราให้..."

อื่ม... เราพูดออกไปได้อย่างไร แล้วเราก็รู้สึกอิ่มอย่างบอกไม่ถูก

ความรู้สึกนี้คงจะใกล้เคียงหรือเป็นเศษเสี้ยวของเหตุผลที่ท่านพระอาจารย์ได้ให้ต้นทองกวาวที่พร่างพราวด้วยคุณค่านั้นกับอีกคนหนึ่งไป

 

ครั้นเมื่อเราได้กล่าวคำว่า "ให้" กับใครสักคนหนึ่ง มันเป็นความรู้สึกที่ล้ำค่ายิ่ง

การให้นั้นเป็นการให้ที่มิได้หวังสิ่งตอบแทน

ความรู้สึก ความอิ่มเอมใจจากการให้นี้ช่างวิเศษจริง ๆ

นี่เองคงจะเป็นอุบายแห่งการภาวนาที่ท่านพระอาจารย์ได้มุ่งหมายให้เราคุมงานทั้ง ๆ ที่เราทำอะไรไม่เป็นเลย

ความเมตตา ความกรุณา อันเป็นสองในสี่ ซึ่งหากรวมเข้าด้วยมุทิตา และอุเบกขา นั้นก็คือ พรหมวิหารธรรม

อันเมตตาธรรมนั้นค้ำจุนโลกได้จริงแท้และแน่นอน ฉันใด

ความเมตตาที่บังเกิดขึ้นในจิตย่อมพยุงจิตนี้ได้อิ่มเอมอย่างแท้จริงได้ไซร้ชั่วนิรันดร์

และในวันพรุ่งนี้ (๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒) เราเองก็จะได้อิ่มกายอีกด้วย และการอิ่มกายครั้งนี้นั้นมิใช่แบบอิ่มแบบธรรมดา ๆ นะ เป็นการอิ่มด้วยการที่จะได้มีโอกาสบริโภค "แกงหม้อละแสน"

คออ่อนของตาลต้นละแสนนี้ ตอนเช้าจะกลายร่างลงไปเป็นอาหารใหม่ และในอีกหนึ่งวันจวบสองวัน ก็จะกลายและแปรเปลี่ยนไปเป็น "อาหารเก่า"

"อาหารเก่า" หรือสิ่งปฏิกูลจากร่างกายที่ไม่มีค่าและไม่มีใครอยากที่จะชายตามอง...

ต้นตาล วัยหนุ่มต้นหนึ่งที่มีราคาค่าตัวเรือนแสนในวันนี้ อีกสองวันข้างหน้าคงจะไม่มีแม้นราคาเพียงแดงเดียว

แต่ความอิ่มใจที่เกิดขึ้นจากการคิดที่จะให้นั้นมีค่า มีคุณอนันต์ ที่จะสืบสานดวงจิตให้เมตตาตราบชั่วนิจนิรันดร...