ฮิตเลอร์ และยิว, เป็นชาวพุทธ

                                      ฮิตเลอร์  และยิว, เป็นชาวพุทธ     

                                                                                                              -โมไนย  พจน์-

            ตั้งหัวข้อไว้อย่างนั้น  คงมีผู้อ่านเข้ามาบริภาษแรง ๆ  กับความไม่รู้เกี่ยวกับฮิตเลอร์ ก็ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าไม่มีความรู้เกี่ยวกับฮิตเลอร์โดยตรง แต่เหตุที่สนใจเพราะได้มีโอกาสเดินทางไปยังสุสานชาวยิวบริเวณใกล้ ๆ กับกำแพงเบอลิน  ที่มองไปสุดตาเดินจนเหนื่อยกว่าจะจรดเหนือจรดใต้  เป็นช่วงเดียวกับที่ความรุนแรงระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ได้ปะทุขึ้นตั้งแต่ 27 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมาและจนกระทั่งวันที่เขียน ก็มียอดผู้เสียชีวิตกว่า 900 ศพ ส่วนใหญ่เป็นชาวปาเลสไตน์   ในขณะที่เดินดูสุสานชาวยิวในเบอลินก็คิดเล่น ๆ ว่า ตายกันเยอะดี  ฮิตเลอร์จงเกลียดจงชังอะไรหนอถึงได้ฆ่าพี่น้องชาวยิวได้เยอะขนาดนี้ และประหวัดคิดต่อไปว่า พี่น้องชาวยิวเจ็บแค้นอะไรกับอดีตหนักหนาหนอ ถึงได้ก่อความรุนแรงกับพี่น้องชาวปาเลสไตน์ทั้งลูกเด็กเล็กแดง โดยไม่ฟังเสียงประชาชาติอื่นใดทัดทาน ทั้งที่ฮิตเลอร์กระทำต่อชาวยิว หรือชาวยิวกระทำต่อปาเลสไตน์ ก็ล้วนมีศาสนาที่มีหลักปฏิบัติ “ห้ามเบียดเบียนชีวิตอื่น” เป็นหลักการเบื้องต้นของศาสนาทั้งของฮิตเลอร์และชาวยิวทำไมยังฆ่ากันอยู่หนอ…!!! <p class="MsoNormal" style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 10pt; text-align: justify;"></p> <p class="MsoNormal" style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 10pt; text-align: justify;">           </p>

สุสานชาวยิวในกรุงเบอลิน ที่ถูกสังหารในสมัยฮิตเลอร์ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

           การกล่าวถึงเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นผู้สันทัดกรณี  เพียงแต่ต้องการมองอย่างชาวพุทธ เทียบเคียงกับเหตุการณ์แก้ปัญหาอย่างพุทธในอดีต ต่อเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างตระกูลพระญาติของพระพุทธเจ้า ยกทัพหวังประหัตประหารกันในสงคราม “แย่งน้ำ” (ขุ.ธ.25/197/94)พระพุทธเจ้าเสด็จไปห้ามพร้อมวลีที่ว่า “เลือดกับน้ำอันไหนสำคัญกว่ากัน” พระญาติตอบว่า “เลือด” สรุปก็คือพี่น้องกันแท้ ๆ จะมารบฆ่าฟันกันทำไมเลิกลากันไป   หากเอาคำพูดนั้นมาขยายต่ออีกหน่อย “เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ย่อมสำคัญไม่แพ้กว่ากันไม่ว่าเผ่าพันธุ์ใด นับถือศาสนาอะไร” ดังนั้นความรุนแรงจึงไม่ควรปรากฏขึ้นในทุกกรณี เพราะเมื่อใดก็ตามความรุนแรงปรากฏ ความสูญเสียย่อมเกิดขึ้นกับทุก ๆ ฝ่าย อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงโดยประการทั้งปวงฮิตเลอร์ถูกประนามถึงความโหดร้าย ยิวตาย  อิสราเอลถูกประนามจากทั่วโลก ปาเลสไตน์เสียชีวิต   “ผู้ชนะย่อมก่อเวร  ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์ “(สํ.ส.15/125/148)   หากเอาพุทธพจน์นี้มาอธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้จะเห็นได้ชัดอย่างหนึ่งที่ว่าการกระทำของยิวต่อปาเลสไตน์ อาจอยู่ในฐานะเป็นผู้ชนะ เพราะสามารถกระทำผู้อื่นได้อย่างรุนแรงสมใจ แต่ในเวลาเดียวกันก็ได้ผูกใจเจ็บให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง ต่างฝายต่างอยู่ไม่สุขต้องระมัดระวังตัวและชีวิต  สงครามหรือความรุนแรงไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น  ผู้กระทำได้อาจร่าเริงดีใจสะใจ  แต่ผู้ถูกกระทำย่อมผูกโกรธและอาฆาตรอเวลาเอาคืน “ผู้ฆ่าย่อมถูกฆ่าตอบ...ผู้โกรธย่อมได้รับการโกรธตอบ” (สํ.ส.15/126/148-9)   เมื่อดูเหตุการณ์ก็เป็นอย่างนั้นจริงมาตลอด  ปาเลสไตน์ก็ตั้งกลุ่มกองโจรติดอาวุธ เพื่อตีโต้ แก้แค้น เอาคืน กับประเทศที่ถูกตีตราว่าเป็นผู้รุกรานตลอดเวลา    “ผู้ละทั้งความพ่ายแพ้ และความชนะได้แล้ว มีใจสงบ ย่อมนอนเป็นสุข” (สํ.ส.15/125/148)  หากเอาพุทธพจน์นี้มาอธิบายจะเห็นได้อย่างหนึ่งคือ อดีตเป็นสี่งที่เรียกคืนมาไม่ได้ เพราะบางอย่างผ่านมาเกินกว่าจะเรียกร้องกลับไปดังเดิมได้ ไม่ว่าจะฮิตเลอร์กับยิว หรือยิวกับปาเลสไตน์  ยุติคำว่า “แพ้-ชนะ-สะใจ” หรืออื่นใดก็ตามที่เป็นไปเพื่อความรุนแรง แล้วหันมาเจรจาและหยุดยิงอย่างถาวรต่อกัน เชื่อได้เลยว่า “ละแพ้ไร้ชนะ” จะเป็นกรอบในการยุติความรุนแรง “ย่อมนอนเป็นสุข” ด้วยกันทุก ๆ ฝ่าย  

            ชาวพุทธมีคำสอนเรื่อง “ชีวิต” เป็นสิ่งที่ไม่ควร “เบียดเบียน” รวมทั้งการสอนให้เห็นความสำคัญของชีวิตอื่น ด้วยหลัก “เมตตา” เพราะมีเมตตาจึงมีความรักแม้จะต่างจะต่างเผ่าผิดพันธุ์ เพราะอะไรหนอความผิดเผ่าต่างพันธุ์จึงกลายเป็นสาเหตุของการ “ฆ่าและความรุนแรง” ถ้ามนุษย์ทั้งโลกเข้าใจคำว่า “เมตตา” เสียแล้ว ก็จะก่อให้เกิด “ไมตรี” ต่อกัน เมื่อมีไมตรีต่อกัน “มิตรภาพ” ย่อมเกิดขึ้นและเชื่อได้เลยว่าความรุนแรงในทุกกรณีก็จะไม่เกิดขึ้น  อาจมีคนแย้งสบถปรามาสเบา ๆ ว่าแล้วจะเชื่อได้อย่างไร หรือมีอะไรพิสูจน์ได้ว่ามีเมตตาต่อกันแล้วจะไม่เกิดความรุนแรง ก็ต้องตอบไปตามอักษรว่า คำว่าเมตตาไม่ได้ส่งเสริมความรุนแรงในทุกกรณี  มีเมตตาแล้วยังมีความรุนแรงประหัตประหาร และสงครามอันนั้นก็ต้องไม่เรียกว่าเมตตา หรือ “สงครามแห่งเมตตา” อย่างแน่นอน  สิ่งที่ต้องคิดร่วมกันว่าจะทำอย่างไรให้สังคมเป็นสังคมแห่ง “เมตตา” นั่นแหละสำคัญที่สุด แล้วการอยู่ร่วมกันจะต่างพงษ์แปลกพันธุ์ก็อยู่ร่วมกันได้  และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขด้วย

          มองย้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์หน้าต่าง ๆ ของโลก ความรุนแรงและการฆ่าชาวจีนกว่า 3 แสนชีวิตโดยญี่ปุ่นที่นานกิง ใน พ.ศ.2480  โศกนาฎกรรม 100 วัน ในรวันดา การฆ่ากันของเผาทุสซีและฮูตู ใน พ.ศ.2537 มีผู้เสียชีวิตกว่า 1 ล้านคน  หรือเขมรฆ่าเขมรในเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงสมัยเขมรแดง เหตุการณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นความขัดกันในเรื่อง การเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม แล้วนำไปสู่การยุติความขัดกันด้วยความรุนแรง แม้แต่ยิวกับปาเลสไตน์ที่เพิ่งเกิดขึ้น  ถ้ามนุษย์ในโลกนี้ ไร้ซึ่งเมตตาต่อกัน ที่สากลใช้คำว่า “มนุษย์ธรรม-Humanity ความเป็นบุคคลอื่น ชาติเผ่าพันธุ์อื่น ประเทศชาติภาษาวัฒนธรรมอื่นจึงตามมา และนำความต่างเหล่านี้มาเป็นปมในการก่อความรุนแรงต่อกันมนุษย์คงจะสูญพันธุ์ในไม่ช้า  ในทางกลับกันถ้ามองความต่างเหล่านี้ อย่างเข้าใจก็จะกลายเป็น “แม้แตกต่างเราคือมนุษย์โลกด้วยกัน” เขาเป็นเขา เราเป็นเรา แต่ก็อยู่ร่วมกันได้  ถ้าเป็นอย่างนั้นสังคมมนุษย์คงน่าอยู่   การประหัตประหารกันคงไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งกลายเป็นความรุนแรงระหว่างเผ่าพันธุ์ที่มีอยู่ในโลกนี้ของมวลมนุษย์ชาติอย่างที่ปรากฏเห็น ๆ กันอยู่

            การเล่าเรื่องสุสานชาวยิว กับฮิตเลอร์ อันเนื่องด้วยการเดินทางไปในสถานที่จริง แล้วสะท้อนความคิดออกมา  เพื่อโยงความคิดเหล่านี้ให้ปรากฏต่อสาธารณะ ถ้ามนุษย์ยุติการเบียดเบียนกันตามหลักศาสนาที่ตัวเองนับถือ  หลักศาสนาในทุกศาสนา คริสต์ของฮิตเลอร์  ยูดายห์ของยิวอิสราเอล และอิสลามของปาเลสไตน์ รวมทั้งพุทธของผู้เขียน    เมื่อเปรียบเทียบในเบื้องต้นแล้วไม่มีศาสนาใดที่จะส่งเสริมความรุนแรงในทุกกรณี  โยงมาที่ชาวยิวในโลกปัจจุบัน ย้อนกลับไปในอดีตพวกเขา เหมือนถูกไล่ล่าตลอดเวลา แต่เวลาได้เปลี่ยนไปในภาพปัจจุบันเขากลับเปลี่ยนโฉมมาเป็นผู้ไล่ล่าเสียเอง จึงกลายเป็นว่า “กงล้อ” แห่งประวัติศาสตร์ไม่ได้สอนให้เขาเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์แต่อย่างใด และกลายเป็นว่า “สำนึกแห่งความเจ็บปวดในอดีต” ได้กลายมาเป็น “บทลงโทษ” และ “ตีโต้” ต่อเพื่อนมนุษย์ต่างเผ่าที่ไม่ใช่พวกของตัวเอง  ดังเคยปรากฏเช่นที่ผ่านมา และกำลังเกิดขึ้น  นอกจากนี้ยังเชื่อได้เลยว่าจะเกิดขึ้นต่อไปอย่างไม่รู้จบถ้าไร้เสียซึ่ง “เมตตา” ต่อกัน

            ฮิตเลอร์ฆ่ายิว  ยิวฆ่าปาเลสไตน์    เป็นการฆ่า ประหัตหารเพราะความต่างเผ่าพันธุ์กัน  และถือว่าบ้า และไร้ซึ่งมนุษย์ธรรมในสังคมประชาคมโลก แต่เหลือง-แดง ในประเทศไทย ห้ำหั่นกัน อย่างชนิดเอาเป็นเอาตาย ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบกัน  ทั้งที่พูดภาษาเดียว เป็น”คนไทย” เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าต้องมากประหัตประหารกันเอง   ลากพี่ไทยน้องไทยที่ไม่รู้อีโหน่อีโหน่ไปสู่วังวนแห่งความชิงชังด้วยนี่สิ..จนเป็นไทยเหนือ/อีสาน  ไทยใต้ ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าบ้า  กระบือ  หรือห่าเหวอะไรดี......!!!!

            (Berlin-14-01-52)