ผมจึงกล้าฟันธงว่า มีผู้คนไม่น้อยที่ยังไม่เห็นธรรม หรือเข้าไม่ถึงคุณค่าของธรรมะ
- วันนี้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ "กัลยาณมิตร" ถึงประเด็นการสอนคุณธรรมให้กับนักเรียน ผมฟันธงไปว่า คุณธรรม (ธรรมะ) มีความเป็นนามธรรมสูงมากจึงทำให้ปุถุชนเข้าถึงได้ยาก ความยากประการแรกคือ จะหันมาเห็นคุณค่าหรือสนใจธรรมะได้อย่างไร ? ประการต่อมาคือ เมื่อสนใจและเห็นคุณค่าแล้วจะเข้าถึงแก่นธรรมได้อย่างไร ? (ในบริบทปัจจุบัน ยุคสมัยโลกาภิวัตร)
- รู้ได้อย่างไรว่า "คนไม่สนใจธรรมะ ?" ดูง่ายมากดูจากสถิติการอ่านกระทู้ที่เกี่ยวกับ "ธรรมะ" ใน G2K นี่ละครับ บันทึกธรรมะบางบันทึกผมอ่านแล้วอ่านอีกหลายรอบเพราะเป็นสุดยอดแก่นพระธรรม แต่เมื่อดูสถิติการเข้าอ่านโดยทั่วไปแล้วถือว่ายังน้อยอยู่มาก
- .......เออ! ธรรมะ ทำไม ? ......... เป็นคำพูดที่ไม่แปลกเลยนะครับ สำหรับปุถุชนทั่วไป
- เมื่อวาน ขับรถไปเปิดฟังวิทยุธรรมะ เป็นบทที่สุดยอดจริง ๆ ครับ ผมตัดสินใจนั่งฟังในรถอยู่นาน พอฟังจบแล้ว เดินออกมาจากรถ เห็นผู้คนมองมาดูขลำ ๆ (ผมเปิดกระจกรถฟังธรรม) ทำให้ผมเห็นตัวเองในอดีตที่ยังดิบอยู่เข้าไม่ถึงธรรม เราก็มองผู้ศึกษาธรรมะเหล่านั้นว่า หมดทางไปบ้าง หลงธรรมะธรรมโมบ้าง ไม่มีอะไรทำบ้าง ที่สำคัญคือ ธรรมะเหล่านั้นไม่เข้าหูเราเลย ฟังไปก็ไม่เข้าใจ แถมทำให้รำคาญอีกต่างหาก
- เพราะฉะนั้น ผมจึงกล้าฟันธงว่า มีผู้คนไม่น้อยที่ยังไม่เห็นธรรม หรือเข้าไม่ถึงคุณค่าของธรรมะ
เห็นด้วยนะคะ
เดี๋ยวนี้ สังคมภายนอก มีแต่วัตถุนิยม
ส่วนน้อย ที่จะมามองเรื่องนี้ อย่างจริงจัง
เริ่มที่กลุ่มย่อย กลุ่มใดกลุ่มนึง คงดีไม่น้อยเลยคะ
คุณเด็กข้างบ้านครับ
ขออนุญาต ลปรร ตามความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ ซึ่งอาจจะผิดก็ได้
ที่คนไม่สนใจธรรมะ ตามความคิดของผม ผมว่า เพราะส่วนหนึ่ง
1. ผมระบุเฉพาะ ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ต้องใช้ "ปัญญา" ครับ ต้องคิด และ นำไปปฏิบัติเอง จึงจะเห็นผล จะพึ่งพาใครไม่ได้ และ ไม่มีสูตรสำเร็จอย่างง่ายๆ ให้นำไปปฏิบัติ คนก็เลยไม่ชอบของยากครับ สู้พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ง่ายและสบายกว่าครับ
2. ศาสนาพุทธเป็นนามธรรม ยิ่งเห็นยาก และ เข้าใจยากครับ มีบางสำนัก พยายามจะทำให้ศาสนาพุทธเป็นรูปธรรม เมื่อทำออกมาแล้ว ก็ได้รับความสนใจอย่างเนื่องแน่น เป็นสวรรค์นิพพาน ที่สัมผัสได้ ครับ
3. น้ำ ย่อมไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำฉันใด ใจของคน ก็พร้อมที่จะไหลลงสู่ที่ต่ำได้ง่ายกว่าครับ การเข้าถึงธรรมะ จะต้องฝืนจิต ฝืนใจ ฝืนความคิด ฝืนการปฏิบัติ เหมือนกับต้องนำน้ำให้ไหลขึ้นสู่ที่สูงครับ ต้องใช้พลังมาก ปล่อยให้ไหลลงสู่ที่ต่ำ ไม่ต้องใช้พลังอะไรเลยครับ มันก็พร้อมจะไหลของมันไป
ผู้ที่จะเห็นคุณค่าของธรรมะได้ ต้องปฏิบัติเองครับ
ผู้ชิมแกง ย่อมรู้รสแกง
ไม่ใช่แฟน ทำแทนไม่ได้ (เรื่องเดียวกันใหมนี่..ขำๆครับ)
สวัสดีครับ
เรียน ท่านรองฯ
เห็นด้วยทุกประการเลยครับ ขออนุญาตเสริมในข้อที่ 3 ครับ เพราะพึ่งเข้าใจเพราะได้ฟังธรรมมาเมื่อวานนี้ครับ พระท่านสอนประมาณว่า ...
ความจริงแล้วพระพุทธเจ้าเองท่านก็รู้ว่ามันเป็นที่เข้าใจยากมาก หลังที่ท่านตรัสรู้ใหม่ๆ ท่านเองก็ปรารถเรื่องนี้ขึ้นมาเช่นกัน พระพุทธองค์จึงต้องใคร่ครวญสิ่งที่ตรัสรู้ถึง 72 สัปดาห์ กว่าจะตัดสินใจนำออกเผยแผ่และทรงเลือก ดาบสทั้งสองก่อนเพราะถือว่าน่าจะมีปัญญาและเข้าใจง่ายกว่าคนอื่น แต่ก็ได้ถึงแก่ความตายไปก่อน พระพุทธองค์จึงแสดงแก่ปัญจวรรคีทั้ง 5 คือพระพุทธองค์ทรงเลือกคนที่มีปัญญาก่อนเป็นอันดับแรก
พระอัครสาวกทั้งสองคือพระสารีบุตรและพระโมคัลลานะนั้น ในสมัยนั้นถือว่าเป็นคนหนุ่มสมบูรณ์พร้อมทั้งความรู้และความสามารถ และก่อนที่จะพบพระพุทธองค์ก็มีอาจารย์ของตนเองอยู่แล้ว พอมานับถือพระพุทธองค์ก็กลับไปชวนอาจารย์ของตนเองมานับถือพระพุทธองค์ด้วย แต่อาจารย์บอกว่า คนมีปัญญาเท่านั้นที่จะเข้าหาสำนักพระสมณโคดม คนไม่มีปัญญาจะเข้าหาเรา ในโลกนี้คนมีปัญญามากหรือน้อยละ พระอัครสาวกทั้งสองท่านตอบว่า ในโลกนี้คนมีปัญญานั้นมีน้อยแต่คนด้อยปัญญานั้นมีมาก .....
สวัสดีครับ
เรียน ท่านรองฯ
1. ผมระบุเฉพาะ ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ต้องใช้ "ปัญญา" ครับ ต้องคิด และ นำไปปฏิบัติเอง จึงจะเห็นผล จะพึ่งพาใครไม่ได้ และ ไม่มีสูตรสำเร็จอย่างง่ายๆ ให้นำไปปฏิบัติ คนก็เลยไม่ชอบของยากครับ สู้พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ง่ายและสบายกว่าครับ
2. ศาสนาพุทธเป็นนามธรรม ยิ่งเห็นยาก และ เข้าใจยากครับ มีบางสำนัก พยายามจะทำให้ศาสนาพุทธเป็นรูปธรรม เมื่อทำออกมาแล้ว ก็ได้รับความสนใจอย่างเนื่องแน่น เป็นสวรรค์นิพพาน ที่สัมผัสได้ ครับ
3. น้ำ ย่อมไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำฉันใด ใจของคน ก็พร้อมที่จะไหลลงสู่ที่ต่ำได้ง่ายกว่าครับ การเข้าถึงธรรมะ จะต้องฝืนจิต ฝืนใจ ฝืนความคิด ฝืนการปฏิบัติ เหมือนกับต้องนำน้ำให้ไหลขึ้นสู่ที่สูงครับ ต้องใช้พลังมาก ปล่อยให้ไหลลงสู่ที่ต่ำ ไม่ต้องใช้พลังอะไรเลยครับ มันก็พร้อมจะไหลของมันไป
สวัสดีครับ
ก็ไม่เลิกราที่จะเผยแพร่ต่อไปค่ะ ..เพียงคนเดียวที่เขาอ่าน และนำไปคิดต่อ ปฏิบัติต่อ ก็เป็นกุศลแล้วค่ะ