แค่อ่านเอกสารวาระการประชุม PMA Conference 2009 ผมก็เกิดความคิดว่า ที่จริงแล้วในโลกสมัยใหม่ ผู้คนมีสิทธิในการออกเสียงแสดงความคิดเห็นต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะเพิ่มขึ้นกว่าสมัยก่อนอย่างมากมาย เรามีสิทธิ์ที่จะตั้งข้อสงสัยหรือตั้งคำถามกับนักการเมือง ว่าหากได้รับเลือกตั้งจะกำหนดนโยบายในเรื่องต่างๆ อย่างไร หากนโยบายของเขาไม่เป็นที่พอใจ เราก็ไม่เลือกเขา
การเมืองควรเป็นเรื่องของนโยบายสาธารณะ
และประชาชนก็ต้องเข้าใจผลกระทบของนโยบายสาธารณะต่อสุขภาพ
ตัวอย่างที่ชัดเจนมากสำหรับสังคมไทย คือนโยบายสาธารณะด้านการคมนาคมขนส่ง ที่ไม่เน้นขนส่งมวลชนทางระบบราง แต่เน้นรถยนต์และถนน ทำให้มีอุบัติเหตุจราจรสูงมาก เกิดการสูญเสียด้านต่างๆ มากกว่าระบบรางอย่างมากมาย และถึงแม้เราใช้ระบบถนนและรถยนต์เป็นหลัก ก็ยังมีนโยบายสาธารณะด้านความปลอดภัยบนท้องถนน ที่สามารถนำมาใช้ได้มากมาย
ในสหรัฐอเมริกา นโยบายสาธารณะ และวัฒนธรรมด้านอาหารที่ไม่ดี ไม่เหมาะสม ทำให้คนเป็นโรคอ้วนมากกว่าสังคมอื่นอย่างมากมาย ก่อผลเสียหายต่อสุขภาพของคนอเมริกันสูงยิ่ง
นโยบายสาธารณะไม่ใช่อยู่ในมือผู้ถืออำนาจรัฐ แต่อยู่ในมือของพวกเรา ประชาชน เพราะเรามีสิทธิ์ที่จะแสดงออก คือเรามีสิทธิที่จะช่วยกันกำหนดนโยบายสาธารณะทั้งทางตรงและทางอ้อม กำหนดทุกข์สุขของสังคม
เราต้องช่วยกันตรวจสอบว่าโครงการต่างๆ ของรัฐ หรือของหน่วยงานสาธารณะอื่นๆ จะก่อผลกระทบต่อสุขภาวะของคนในภาพรวมอย่างไรบ้าง เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่าโครงการใด มีทั้งผลบวกและผลลบเสมอ เราต้องช่วยกันตรวจสอบโครงการที่มีคนเพียงส่วนน้อยได้ประโยชน์ และคนส่วนใหญ่ต้องสูญเสียโดยไม่รู้ตัว
วิจารณ์ พานิช
๒๗ ม.ค. ๕๒
ท่านอาจารย์ค่ะ
มาเห็นด้วย กับการมีส่วนร่วมค่ะ การเมืองควรเป็นเรื่องของนโยบายสาธารณะ
และประชาชนก็ต้องเข้าใจผลกระทบของนโยบายสาธารณะต่อสุขภาพ
เคยรับทราบในหลายๆ ประเทศ การมีส่วนร่วม เกิดขึ้นในทุกระดับตั้งแต่นักเรียน ที่สามารถตรวจสอบการทำงานของชุมชน ของรัฐได้
เราต้องช่วยกันตรวจสอบโครงการที่มีคนเพียงส่วนน้อยได้ประโยชน์ และคนส่วนใหญ่ต้องสูญเสียโดยไม่รู้ตัว
ขอบพระคุณค่ะ
เห็นด้วยกับอาจารย์ค่ะ
สวัสดีปีใหม่ค่ะ
อาจารย์ครับ ..
การเมืองควรเป็นเรื่องของนโยบายสาธารณะ
และประชาชนก็ต้องเข้าใจผลกระทบของนโยบายสาธารณะต่อสุขภาพ
แต่จะมีคนสักกี่คนที่เข้าใจ และปฏิบัติตาม คนทุกคนจะมีนิสัยเหมือนกันหมด คือ การเห็น
แก่ตัว