เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง หรือจะปรากฏให้เห็นบ่อย ๆ ที่ว่าคนอักษรย่อ อ.บ้าง ส.บ้าง หรืออักษรอื่นใดอันสัมพันธ์กับการทำนายทายทัก จะได้รับเคราะห์ จะตายบ้าง ต้องไปสะเดาะเคราะห์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สมคล้อยก็มี ห่างไกลกันสุดล้าฟ้าดินก็มีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ดังนั้นชื่อกับการให้ความสำคัญต่อชื่อจึงกลายเป็นภาวะของความไม่มั่นใจต่อ "ชื่อ" ของตัวเอง บางกลุ่มที่มีชื่อของตัวเองตรงกับการทำนายทายทักก็เข้าทำนอง "ไม่เชื่ออย่าหลบหลู่" ก็ทำแบบขอไปทีหรือเชื่อกันแบบเป็นบ้าเป็นหลังไป จึงทำให้เกิดกลุ่มความเชื่อใหม่ที่เป็นปรากฏการณ์ของสังคม ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าเมื่อมีการสรุปรายปี หรือจะขึ้นปีใหม่จะมีการทำนายทายทักว่าชื่อนั้น อักษรนี้จะมีเหตุให้เกิดอาเพศ จึงทำให้คนที่ชื่อตรงตามคำทำนายทายทักก็เกิดความตะหนกกลัวบ้าง ระมัดระวังขึ้นบ้าง ถ้ามองว่าเป็นเรื่องดีอย่างน้อยก็ส่งเสริมให้คนมีสติในการดำรงชีวิตมากขึ้น หรืออีกมุมหนึ่งส่งเสริมให้คนเหล่านั้นได้สร้างบุญกุศลอันเกิดจากการคำแนะนำว่าจะต้องทำอย่างไรซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ในมุมกลับกันได้กลายเป็นมงคลตื่นข่าว ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดกับใครเลย กลายเป็นหลงงมงาย หาปลายทางในแบบชาวพุทธไม่เจอ
อีกปรากฏการณ์หนึ่งก็คือชื่อ ที่เหมือนเครื่องปลุกปลอบใจ กรณีปรากฏการณ์จตุคามที่ฮิตไม่เลิก "ชื่อ" ก็เป็นตัวอธิบายได้เป็นอย่างดี เหมือนชื่อดีมีชัย แต่จะเข้าทำนองชื่อ (ห่า) อะไรไม่สมชื่อหรือไม่นั้นพิจารณาเอาเอง รวยทุกรุ่นแต่คนไทยยังจนเหมือนเดิม แถมจะตกงานกันเป็นท่องเป็นแถวเพราะค่าเงินบาทแข็ง เศรษฐกิจถดถอยชะลอตัว ซึ่งกระทบต่อการดำรงชีวิตไปหมด แล้วชื่อที่เนรมิตมาแต่ละรุ่นไม่ได้เป็นเครื่องประกันความเสี่ยงแต่ประการใด จึงทำให้ต้องคิดต่อไปว่า "ชื่อ" กับความจริงสอดคล้องกันแล้วหรือ แล้วเราจะเชื่ออะไรกันดีเล่า จึงต้องรณรงค์ให้คนไทยต้องหันมาคิดใหม่ว่า จะเอาอย่างไรกับความเชื่อที่เกี่ยวกับ "ชื่อ" กันดี
ในมุมของชาวพุทธ ในฐานะเรา ๆ ท่าน ๆ เป็นชาวพุทธจะมองอย่างไร และพระพุทธศาสนามีคำสอนเกี่ยวกับชื่ออย่างไร ซึ่งในมุมนักปราชญ์ที่มาขีดเขียนหนังสือ "ชื่อนั้นสำคัญไฉน" พิมพ์ลงคอลัมน์ทางหนังสือพิมพ์มีแฟนคลับกันหนาแน่น จนกลายเป็นปรมาจารย์ด้านชื่อ ที่ประมาณว่าคนยังไม่เกิดก็ให้ท่านไปผูกชื่อจองวัน หรือทำให้เกิดตรงกับวันที่ว่าน่าจะดีจะได้มีชื่อไพเราะ ดี มีความหมาย ท่านเองในฐานะเป็นชาวพุทธท่านได้ให้ความหมายเกี่ยวกับชื่อไว้ว่า "ชื่อดีมีชัยไปกว่าครึ่ง" อย่างน้อยก็เป็นมงคลนาม เพื่อเป็นเครื่องระลึกเตือนให้ปฏิบัติตนตามชื่อ เช่น ชื่อ นายคนดี ถ้าทำเลวก็ไม่สมชื่อคนเขาก็จะตำหนิติเตียนและรังเกียจได้ ประหนึ่งใช้หลัก "นามานุสติ" คือใช้ชื่อเป็นเครื่องระลึกก็เป็นเหตุผลที่ฟังได้
ในครั้งพุทธกาลมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับชื่อคือองคุลีมาล จอมโจรที่มีพฤติกรรมโหดร้าย เมื่อแรกเกิดมีลางบอกเหตุซึ่งตามหลักโหราศาสตร์ที่จะเป็นเหตุให้เบียดเบียนผู้อื่นในอนาคต พ่อจึงตั้งชื่อว่า "อหิงสกะ" ที่แปลว่า "ไม่เบียดเบียน" แต่ชื่อกับพฤติกรรมก็ไม่สมกัน เพราะกลายเป็นผู้เบียดเบียนผู้อื่นด้วยการฆ่าเป็นเหตุให้คนตายจำนวนมาก และตัดนิ้วมาสวมคอจนได้ชื่อองคุลีมาล อันหลังนี้ชื่อกับพฤติกรรมเลยตรงกัน หรือพระเจ้าอชาตศัตรู โอรสของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งในขณะที่อยู่ในครรภ์แม่แพ้ท้องให้อยากดื่มเลือดของสวามีเป็นกำลัง ซึ่งตามหลักโหราศาสตร์ลูกที่เกิดมาก็จะเป็นผู้ที่เบียดเบียนพ่อ หรือเกิดมาเพื่อเป็นศัตรูกับพ่อ ต้องประหารเสีย แต่พระเจ้าพิมพิสารด้วยความรักโอรส จึงไม่ทำตาม พร้อมทั้งตั้งชื่อเพื่อแก้เคล็ดด้วยการตั้งชื่อว่า "อชาติศัตรู" ที่แปลว่า เป็นผู้เกิดมาไม่เป็นศัตรู(กับพ่อ) เพื่อใช้ชื่อแก้เคล็ด ซึ่งในที่สุดพระเจ้าพิมพิสารก็ต้องตายด้วยมือลูก(ในประวัติศาสตร์บอกไว้อีกว่าราชวงศ์นี้ลูกฆ่าพ่อถึง ๕ อายุคนจนกระทั่งสิ้นราชวงศ์ไปในที่สุด) หรือที่ปรากฏในสุตตันตปิฏก เรื่องนามสิทธิชาดก[1] มีเรื่องเล่าว่านายบาป ที่รู้สึกชื่อของตัวเองไม่ไพเราะ ไม่เป็นมงคล จึงอยากจะเปลี่ยนชื่อไปปรึกษากับอาจารย์ อาจารย์ก็ให้ไปหาชื่อมา นายบาปนี่ก็เดินทางไปเรื่อยไปเจอชื่อคนตายจึงถามคนมาร่วมงานว่า คนตายชื่ออะไร ผู้มาร่วมงานจึงตอบว่าชื่อนาย "เป็น" นายบาปจึงคิดว่าชื่อ "เป็น" ทำไมจึงตาย ก็เดินทางเรื่อยไปไปเจอคนชื่อ "รวย" แต่ยากจนเป็นหนี้สิ้นล้นพ้นตัว เดินทางไปอีกก็พบคนกำลังหลงป่าหาทางกลับบ้านไม่เจอ สอบถามได้ความว่าเชื่อ "นายชำนาญทาง" นายบาปคิดได้ "ชื่อนั้นไม่สำคัญเท่าทำ" จึงตัดสินใจไม่เปลี่ยนชื่อเพราะเหตุการณ์ที่ตัวเองประสบ จากเหตุการณ์ที่ยกมาเปรียบเทียบ ชื่อเป็นเพียงบัญญัติที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเงื่อนไขในการแยกแยะให้รู้จัก ว่าอะไร เป็นอย่างไร ด้วยเงื่อนไงที่สัมพันธ์กับการเอาชื่อเข้าไปช่วยบัญญัติ แต่เหตุการณ์ที่เป็นแนวคิดต่อการให้ความสำคัญกับชื่อปรากฏมีนับแต่อดีต และได้กลายเป็นมรดกตกทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นหนึ่ง พร้อมกันนั้นแนวคิดการตั้งชื่อแก้เคล็ดจึงเป็นพฤติกรรมประการหนึ่งที่คนไทยรับมา การตั้งชื่อให้ถูกโฉลกกับวัน หรือการตั้งชื่อให้สมคล้อยกับความหมายในทางที่ดี เพื่อเอาความเป็นสิริมงคลจริงหรือไม่จริงไม่ทราบ แต่ยังคงมีสืบมาและจะมีต่อไป
ย้อนกลับมาที่แนวคิดในทางพระพุทธศาสนามองชื่อว่าเป็นเพียงบัญญัติ เป็นสิ่งที่สมมุติให้ได้รู้ว่านี่ เป็นสัตว์ คน นก หนู คน สิ่งของ ภูเขา แม่น้ำ เท่านั้น ดังนั้นการเชื่อโหรทำนายทายทัก ถ้าเชื่อด้วยปัญญาก็เป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยก็เป็นการให้มีสติ ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต จะกระทำ คิดหรืออื่นใดก็ทำให้ระมัดระวังมากขึ้นซึ่งมองในมุมดีก็คงเป็นการดีไม่น้อย แต่ในทางกลับกัน กลายเป็นว่าคนที่มีชื่อตรงตามการทายทักนั้น ต้องไปแก้เคล็ดสะเดาะเคราะห์ เสียเงินเสียทอง และอาจกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มผลประโยชน์ที่ไม่พึงประสงค์ได้ การเชื่อต่อประเด็นเหล่านี้จึงต้องประกอบด้วยปัญญา และมีสติเป็นเครื่องกำกับ โดยมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมอันเป็นการกระทำน่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องกว่า เข้าทำนองชื่อไม่สำคัญ สำคัญที่การกระทำ ถึงชื่ออาจจะฟังไม่ดี ก็ไม่เป็นไร แต่ให้ตรงตามพฤติกรรมอันเป็นแบบอย่างของความดี มีประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม รวมทั้งก่อให้เกิดคุณค่าในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์น่าจะเป็นความสำคัญกว่าอย่างแท้จริง
พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับหลักกรรม ที่หมายถึงการกระทำ ผู้ที่มีชื่อตรงกับการทำนายทายทักจะทำอย่างไรก็ได้ แต่ให้มีผลเป็นผลเป็นพฤติกรรมที่ดี โดยเน้นไปที่ประโยชน์ของผู้ปฏิบัติเอง และประโยชน์ต่อส่วนรวม จนกระทั่งกลายเป็นความดีงามที่ยิ่งขึ้นไป รวมไปถึงก่อให้เกิดความเอื้ออาทรของมนุษย์ร่วมกันในชุมชน และสังคมโดยรวม และก่อให้เกิดความสันติสุขร่วมกัน ดังมีพุทธพจน์ที่ว่า
|
"ธรรมทั้งหลาย มีใจ เป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ ถ้าคนมีใจชั่ว ก็จะพูดชั่วหรือทำชั่วตามไปด้วย เพราะความชั่วนั้น ทุกข์ย่อมติดตามเขาไป เหมือนล้อหมุนตามรอยเท้าโคที่ลากเกวียนไป ฉะนั้น"[2] |
หรือปรากฏพุทธพจน์ที่มีลักษณะคล้ายกันอีกว่า
|
"ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ ถ้าคนมีใจดี ก็จะพูดดีหรือทำดีตามไปด้วย เพราะความดีนั้น สุขย่อมติดตามเขาไป เหมือนเงาติดตามตัวเขาไป ฉะนั้น"[3] |
โดยสรุปคนจะดี เลว รวย จน น่าจะอยู่ที่การกระทำ หรือพฤติกรรมอันเป็นเครื่องบอกความเป็นมนุษย์ของผู้นั้น ไม่ได้อยู่ที่ชื่อ เพราะการเปลี่ยนชื่อ หรือแก้ชื่อจะมีความหมายอันใด ถ้าพฤติกรรม และการกระทำอันจะเป็นสาเหตุไปสู่ความหายนะตามการทำนายทายทักตรงนั้นน่าจะเป็นสาระสำคัญกว่าการแก้ดวงอันสัมพันธ์กับชื่อ ดังพุทธพจน์ที่นำมากล่าวให้เป็นข้อเทียบแล
ในสภาพการณ์ปัจจุบันการที่คนไทยจิตตก และขาดที่พึ่งรวมทั้งไม่มั่นคงทางความเชื่อ "ชื่อ" ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อสำนึกคนไทยอีกครั้ง "รวย" สารพัดรวย "เศรษฐี" ในบริบทต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับจตุคาม ได้มาเป็นเครื่องปลุกปลอบใจคนไทยผู้มีหัวใจไม่มั่นคงว่าตกลงจะเอาอย่างไร จึงเกิดคำถามต่อไปว่า "ชื่อ" มันตรงกับความจริงหรือไม่ หรือจะเข้าทำนองคน (ห่า) อะไรเชื่อในชื่อที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์และรอดูความเป็นจริงต่อไปว่า ปรากฏการณ์ความเชื่อ ต่อชื่อที่อาจช่วยปลุกปลอบให้คนที่ไม่มั่นใจแต่สถานการณ์บ้านเมืองจะร่ำรวย มั่งคั่ง เป็นเศรษฐีมหาศาลกันอย่างที่ตั้งชื่อกันจริงหรือไม่ แต่ถ้าเป็นชาวพุทธกันจริง ๆ ก็ต้องบอกว่าหยุดหยุดมอมเมากันด้วยความเชื่อ และชื่อที่เหมือนจะมีความหมายที่ดี "เศรษฐี" แต่ไม่ได้ส่งเสริมให้คนทำดี กลับกลายเป็นหลอกลวงฉ้อฉลกัน....และหากินกับศรัทธาที่ถูกชี้นำอย่างไม่ถูกต้อง....โดยเอาศาสนาของพระพุทธเจ้าที่สอนให้ศรัทธาด้วยปัญญา....มาหาเงินกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน....แล้วพระพุทธเจ้าจะอยู่ตรงไหน.....ในใจชาวพุทธ...ไปนิพพานแล้ว....ด้วยสะอื้นไห้กับศิษย์ที่ไม่เอาไหน..หรือกับความรู้สึกที่ว่า "พุทธะ" ไม่มีอยู่ในใจของชาวพุทธ เข้าทำนองชาวพุทธ (ห่า) อะไรปฏิบัติไม่ตรงกับหลักผู้รู้ ผู้ตื่น เบิกบาน(พุทธะ)......ของพระพุทธองค์
[1]ขุ.ชา.๒๗/๙๗ /๔๐ [นามสิทธิชาดก-ว่าด้วยชื่อไม่เป็นของสำคัญ]
[2]๒๕/๑/๒๓ (เรื่องพระจักขุบาลเถระ)
[3]๒๕/๒/๒๔ (เรื่องนายมัฏฐกุณฑลี)
http://learners.in.th/blog/botkvam/241763 ของโมโนย พจน์
ลึกซึ้งจริง ๆ ค่ะ
ขอคารวะ.....ท่าน....ผู้ชี้ทางสว่าง