หัวข้อที่ 3 การสอนทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนตามแนวทางการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร

การสอนทักษะการฟัง

การสอนทักษะการฟังเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารเพราะเป็นทักษะที่ผู้

เรียนควรได้รับการฝึกฝนเพื่อเสริมการพัฒนาไปถึงทักษะการพูด อ่าน และเขียน ซึ่งการที่ให้ผู้เรียนคุ้นเคยกับการออกเสียงโดยการเรียนควบคู่ไปกับความหมายของคำศัพท์และรูปแบบประโยคนั้นทำให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงเสียงและเนื้อหาจากสิ่งที่ได้ฟังเพื่อมาใช้ในการพูด อ่าน และเขียนในท้ายที่สุด

                Finocchiaro and Brumfit (1983: 138-139) ได้เสนอแนวทางในการสอนทักษะการฟังดังนี้

                1) ให้ฟังคำสั่งที่ใช้ในการเรียนการสอนของครูผู้สอน เช่น การตั้งคำถาม และการกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ตอบสนองสิ่งที่ครูพูดได้อย่างเหมาะสม หรือการฟังการบอกแนวทางในการปฏิบัติ การเล่าภาพ หรือการเล่าเหตุการณ์ เป็นต้น

                2) ให้ฟังเพื่อนนักเรียนด้วยการปฏิบัติกิจกรรม เช่น การถามคำถาม สรุปในความของเรื่อง หรือให้เล่าเรื่องต่างๆจากสิ่งที่ฟัง เป็นต้น

                3) ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการฟังการแสดงบทบาทสมมุติ แสดงละคร หรือการสนทนาต่างๆ

                4) ให้ฟังคำบรรยายของบุคคลอื่น หรือการฟังบทเรียนจากเทป ฟังเพลงหรือให้ดูภาพยนต์จากภาพยนต์ที่จักขึ้นเพื่อการเรียนภาษาหรือจากโปรแกรมทางโทรทัศน์

                5)  ให้ผู้เรียนหัดฟังในสถานการณ์จริง เช่น การให้นักเรียนออกไปสัมภาษณ์ชาวต่างประเทศเป็นต้น

                6) ให้เข้าฟังบรรยายนอกสถานที่ การประชุมปฏิบัติการ เข้าชมรมภาษาหรือชุมนุมต่างๆที่ใช้ภาษาอังกฤษ

                7) ให้ผู้เรียนฝึกการฟังจากการเล่นเกมส์

                ทั้งนี้การสอนทักษะการฟังเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกิจกรรมในการสอนฟังนี้สามารถปรับเปลี่ยนไปได้ตามความเหมาะสมกับเพศ วัย  ความสนใจของผู้เรียนได้หลากหลายรูปแบบ

 

การสอนทักษะการพูด

 

ทักษะการพูดก็เป็นอีกทักษะหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในกระบวนการสื่อสาร เพราะ

เป็นการแสดงความหมายและเจตนาที่มาจากตัวผู้พูดเองดังนั้นผู้สอนจึงควรเน้นไปพร้อมกับทักษะการฟัง อ่าน และการเขียน โดยการจัดกิจกรรมการสอนพูดนั่น Finocchiaro and Brumfit   อ้างใน สุมิตรา อังวัฒนากุล (2537:168) ได้เสนอไว้ดังนี้

                1) ให้ตอบคำถามในสิ่งที่ครูหรือเพื่อนในชั้นเรียนถาม

                2) ให้นักเรียนถามและตอบคำถามกับเพื่อนๆในชั้นเรียน

                3) ให้นักเรียนบอกให้เพื่อนทำตามคำสั่ง

                4) ให้บอกลักษณะวัตถุหรือให้บรรยายภาพ

                5) ให้เล่าประสาบการณ์ต่างๆของนักเรียนเอง

                6) ให้รายงานเรื่องราวต่างๆตามที่กำหนดหัวข้อไว้

               7) ให้จัดสถานการณ์ต่างๆในชั้นเรียน เพื่อใช้เป็นบทสนทนา เช่น ร้านขายของ สถานีรถไฟ ธนาคาร ตลาด โรงแรม หรือฝึกสนทนาทางโทรศัพท์เป็นต้น

                8) ให้เล่นเกมส์ต่างๆในภาษา

                9) ให้โต้วาที อภิปราย แสดงความคิดเห็น

                10) ให้อ่านหนังสือพิมพ์เป็นภาษาของผู้เรียนแล้ว รายงานเป็นภาษาอังกฤษ

                11) แสดงบทบาทสมมุติโดยใช้ภาษาเป้าหมาย

                การสอนทักษะการพูดเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปกับทักษะการฟัง การที่ผู้เรียนจะพูดได้ดีนั้นต้องมีการฝึกที่เป็นแบบแผนจึงจะสามารถพัฒนาทักษะพูดได้อย่างดีและเป็นอิสระ

 

 การสอนทักษะการอ่าน

 

การอ่านเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการของการสื่อสารซึ่งเป็นมากกว่าการรับสาร เพราะ

สัมพันธ์เกี่ยวกับ การพูด และการเขียนอย่างแนบแน่น ซึ่งถ้าได้รับข้อมูลที่ดีจากการอ่านแล้วก็จะสามารถนำไปใช้พัฒนาทักษะในการพูด และการเขียนได้เป็นอย่างดี

สุมิตรา อังวัฒนากุล (2537:178-179) ได้เสนอขั้นตอนในการสอนทักษะการอ่านไว้ดังนี้

1) กิจกรรมก่อนการอ่าน (Pre-reading activities) คือ การสร้างความสนใจและปูพื้นเรื่องที่ต้องการให้ผู้เรียนอ่าน เช่น การคาดเดาเรื่องที่จะอ่าน เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ดึงความรู้เดิมออกมาให้เสริมเรื่องความเข้าใจในการอ่าน ทั้งนี้อาจให้ผู้เรียนเดาความหมายจากปริบท โดยดูจากประโยคข้างเคียง หรือจากรูปภาพ หรือการแสดงท่าทาง เป็นต้น

2) กิจกรรมระหว่างการอ่าน (While-reading activities)  คือเป็นการให้ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจกับโครงสร้างและเนื้อความจากเรื่องที่อ่าน กิจกรรมในขั้นนี้ได้แก่ การลำดับเนื้อเรื่อง โดยตัดเรื่องออกเป็นส่วนๆ อาจเป็นย่าหน้าหรือประโยคก็ได้ แล้วให้ผู้เรียนในกลุ่มลำดับข้อความกันเอง แล้วให้เขียนแผนภูมิของเนื้อเรื่อง และให้เล่าเรื่องโดนสรุป

3) กิจกรรมหลังการอ่าน (Post-reading activities) คือ การตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน กิจกรรมที่ทำอาจโยงไปสู่ทักษะการพูดหรือการเขียน โดยให้แสดงบทบาทสมมุติ หรือเขียนโต้ตอบ

กิจกรรมการสอนการอ่านเพื่อการสื่อสารนั่นเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้หาข้อมูลจากสิ่งที่อ่าน จากนั้นให้ทำกิจกรรมหลักจากการอ่าน เช่นการพูดสรุป เขียน หรือสื่อความในรูปแบบของแผนผัง ตาราง แต่บางครั้งการใช้คำถามถูกผิด หรือให้ตัวเลือกตอบก็จะช่วยให้ผู้อ่านสามารถเรียงลำดับเนื้อหา และเข้าใจเนื้อความจากการอ่านมากขึ้น

 

การสอนทักษะการเขียน

 

              ทักษะการเขียนถือว่าเป็นทักษะที่มีความยากที่สุด เนื่องจากผู้เรียนต้องมีความรู้ในเรื่องของคำศัพท์ โครงสร้างประโยค ความหมายของสิ่งที่ต้องการสื่อ ตลอดจนต้องเข้าใจในเรื่องของการเกาะเกี่ยวความและการเชื่อมโยงความ (Cohesion and Coherence) ซึ่งการสอนทักษะการเขียนนั้นเป็นการสื่อสารที่อยู่ในระดับที่สูงกว่าประโยค สุมิตรา อังวัฒนากุล (2537:185) กล่าวว่าเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนทักษะการเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น กิจกรรมการสอนทักษะการเขียนควรมีลักษณะดังนี้

                1) การสอนทักษะการเขียนควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะและเสริมรูปแบบภาษาที่ผู้เรียนคุ้นเคยแล้วจากการฟังและการพูด โดยจะเป็นลักษณะการสอนเขียนแบบควบคุม กล่าวคือ ครูแนะนำถึงรูปประโยคที่ต้องใช้ ตัวอย่างย่อหน้าที่ต้องเลียนแบบ เป็นต้น

                2)   การควบคุมการเขียนควรลดน้อยลงตามลำดับ ผู้เรียนควรฝึกตอบสนองต่อสิ่งที่ครูชี้แนะตัวเองทีละน้อย กล่าวคือผู้สอนหาเนื้อหา หรือรูปแบบบางส่วนสำหรับผู้เรียนในการเขียน เช่น ประโยคเริ่ม ประโยคสุดท้าย ให้คำถามหรือข้อมูลที่ที่จำเป็นสำหรับการเขียน และผู้เรียนจะมีการอภิปรายร่วมกัน เป็นต้น

                3) กิจกรรมการสอนเพื่อการสื่อสารควรได้รับการเน้นเป็นพิเศษ นั่นคือ หลังจากที่ผู้เรียนได้ฝึกเขียนการเขียนตามที่ผู้สอนชี้แนะแล้ว ผู้เรียนจะต้องสามารถเขียนได้อย่างอิสระ มีการรวบรวมความคิดและการเรียบเรียงความคิดได้ด้วยตัวเอง

                ทักษะการเขียนเพื่อการสื่อสารอาจทำได้หลังจากที่นักเรียนได้ฝึกทักษะในการฟัง พูด อ่าน มาก่อน ซึ่งการสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะการเขียนนั้น ผู้สอนควรมีการจักกิจกรรมที่หลากหลายประกอบการสอน เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จะสอนทักษะการเขียนในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

ในตอนต่อไป (หัวข้อที่ 4) เราจะมาดูกันในส่วนของรูปแบบของกิจกรรมที่ใช้ในการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร...to be continued