ย้อนฮอยบ้านเมือง ประวัติศาสตร์เมืองเชียงราย
เชียงรายเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำกกที่มีความอุดมสมบูรณ์ จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่ามีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมา จนถึงสมัยประวัติศาสตร์ แต่ยังหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงนับจากอดีตมานั้นยังหาข้อยุติไม่ได้ จะมีแต่ในตำนานที่มีการสืบต่อกันมาได้ระบุไว้ว่าเมืองเชียงรายนั้นได้สร้างขึ้นก่อนสมัยอาณาจักรล้านนา โดยเดิมบริเวณเมืองเชียงรายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรหิรัญนครเงินยางของพญาลาวจกราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ลาว เป็นผู้สร้างเมืองเชียงรายขึ้นมา และมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมา แต่สิ่งที่ระบุในตำนานนั้นยังหาหลักฐานที่เป็นสิ่งยืนยันถึงการมีตัวตนของเมืองเชียงรายให้ย้อนไปก่อนสมัยของพ่อขุนมังรายในหลายร้อยปีนั้นยังหามีไม่ แต่ก็ใช่ว่าเมืองเชียงรายจะไม่ปรากฏมาก่อนสมัยของพ่อขุนมังราย เมื่อสืบค้นถึงประวัติของพ่อขุนมังรายพบว่า ก่อนที่พระองค์จะสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ได้อ้างความชอบธรรม โดยระบุว่าพระองค์เองได้สืบเชื้อสายมาจากปู่เจ้าลาวจก โดยตำนานต่างๆ ได้ระบุว่าเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ลาวผู้ปกครองหิรัญนครเงินยาง และอีกประการหนึ่งการที่พ่อขุนมังรายจะก่อตั้งอาณาจักรขึ้นมาได้บ้านเมืองหรือชุมชนในบริเวณนั้นๆ ย่อมมีพัฒนาการของสังคมที่มีรูปแบบเป็นแบบแผนการปกครองชัดเจน มีวัฒนธรรมอารยธรรมที่พัฒนาจนถึงระดับหนึ่ง จนถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมจึงทำให้มีการรวมตัวกันในรูปของอาณาจักรโดยการนำของพ่อขุนมังราย ในบริเวณพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำกก และพื้นที่ใกล้เคียงของจังหวัดเชียงรายจึงสามารถกระทำได้ ปัจจุบันจากการศึกษาของนักวิชาการได้มีการค้นพบซากเมืองโบราณที่มีร่องรอยของคูน้ำคันดิน บริเวณจังหวัดเชียงรายจำนวนมากนับเป็นอีกแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ซึ่งถือได้ว่าบริเวณนี้เคยมีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น ประวัติศาสตร์เมืองเชียงรายได้เริ่มแจ่มชัดขึ้นโดยได้มีการยอมรับความมีตัวตนของพ่อขุนมังรายซึ่งถือว่าเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานบ่งชี้ชัดเจน ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ พ่อขุนมังรายโอรสของ พญาลาวเม็ง ผู้ครองหิรัญนครเงินยาง และพระนางเทพคำขยายพระธิดาแห่งเมืองเชียงรุ่ง กษัตริย์ลำดับที่ ๒๕ แห่งราชวงศ์ลาว ทรงสร้างเมืองเชียงรายขึ้นเมื่อ ปี พุทธศักราช ๑๘๐๕ โดยพบว่าเมืองเชียงรายเป็นเมืองร้างอยู่ก่อนที่พ่อขุนมังรายจะได้ทรงสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง จากนั้นพ่อขุนมังรายได้รวบรวมบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นโดยผนวกเอาอาณาจักรหริภุญชัย ในราว พุทธศักราช ๑๘๓๕ และได้สร้างเมืองเชียงใหม่ใน พุทธศักราช ๑๘๓๙ นับจากนั้นเชียงรายก็กลายเป็นเพียงเมืองที่มีความสำคัญรองจากเมืองเชียงใหม่ที่เป็นศูนย์กลางอำนาจแห่งใหม่ ของอาณาจักรล้านนา พ่อขุนมังรายได้ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง หลังจากที่พระองค์ได้สวรรคตใน พุทธศักราช ๑๘๕๔ พญาไชยสงครามได้กลับยกเมืองเชียงรายเป็นศูนย์กลางอำนาจอีกครั้ง สำหรับเมืองเชียงใหม่เป็นเพียงเมืองอุปราช แต่ในสมัยต่อมาเมืองเชียงรายก็ได้ลดความสำคัญลง จนถึงสมัยพญาสามประหญาฝั่งแกน กษัตริย์ลำดับที่ ๘ แห่งราชวงศ์มังรายได้ลดความสำคัญของเมืองเชียงรายจากเดิมเป็นเมืองอุปราช เป็นเพียงหัวเมืองธรรมดาเท่านั้น และความสำคัญของเมืองเชียงรายก็ได้ลดน้อยลง๒ จนล้านนาได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าเมืองเชียงรายก็ถูกพม่าเข้ามาปกครองเช่นกัน ต่อมาล้านนาได้อยู่ภายใต้การปกครองของสยาม ประวัติศาสตร์เมืองเชียงรายได้ขาดหายไปในบางช่วงเวลา อันเนื่องจากได้กลายเป็นเมืองร้างในสมัยราว พุทธศักราช ๒๓๐๓ เป็นต้นไป และได้ปรากฏเด่นชัดขึ้นในสมัยพุทธศักราช ๒๓๘๖ โดยมีเจ้าธรรมลังกาเป็นเจ้าเมืองปกครอง ตำแหน่งเจ้าเมืองคนสุดท้ายของเชียงรายได้แก่ พระยารัตนาณาเขต ในปีพุทธศักราช ๒๔๕๓ กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศยกเมืองเชียงรายขึ้นเป็นจังหวัดเชียงราย รวมอยู่ในมลฑลพายัพชั้นใน
เอกสารอ้างอิง ๑. ประคองศรี ธนะแพทย์และคณะ. ๒๕๔๓. ศาลากลางจังหวัดเชียงราย: ๑ ศตวรรษสร้างบ้านแปลงเมือง. เชียงราย. สยามโฆษณาและการพิมพ์. ๒. ประชากิจกรจักร. ๒๕๑๖. พงศาวดารโยนก. กรุงเทพ. สำนักพิมพ์คลังวิทยา. ๓. พิษณุ จันทร์วิทิน. ๒๕๓๙. ลานนาไทยในแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง. กุรงเทพ. แบลนพริ้นติ้งจำกัด. ๔. สรัสวดี อ๋องสกุล. ๒๕๔๖. พื้นเมืองเชียงแสน. กรุงเทพ. อมรินทร์. ๕. เสถียร พันธรังสี และอัมพร ทีระขะ. ๒๕๔๓. ท้องถิ่นสยามยุคพระพุทธเจ้าหลวง. กรุงเทพฯ. มติชน.
เป็นเพียงการรวบรวมเอกสาร อาจจะยังไม่สมบูรณ์นะครับ
ว่าแล้วก็เกือบได้ไปแอ่วเจียงฮาย ไว้โอกาสหน้าละกัน