ความซื่อสัตย์ การรักษาสัญญา เป็นที่มาของความไว้วางใจระหว่างมนุษย์

การไปถึงที่นัดหมาย "สายเสมอ" ไม่ว่าห้องเรียน ห้องประชุม ที่ทำงาน ที่สังสรรค์ หรือแม้กระทั่งการส่งงานก็ไม่ตรงเวลา จนเป็นนิสัย กลายเป็นบุคลิกภาพของบุคคลนั้น สะท้อนให้เราเห็นอะไรบ้าง? นำสู่อะไร? และจะแก้ไขอย่างไร?

บันทึกนี้เกิดขึ้นจากที่ได้ไปสอนวิชาการสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตที่สุรินทร์ โดยสอนที่ อ.ศรีขรภูมิ วันเสาร์ที่ ๒๔ ม.ค.๕๒ และ อ.ปราสาท วันอาทิตย์ที่ ๒๕ ม.ค.๕๒ ปรากฏว่านักศึกษามาสายกันมาก (ส่วนหนึ่งที่เป็นคนจีนติดไหว้เจ้าตรุษจีน แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่เกี่ยวเพราะเป็นเชื้ัอสายเขมรและลาว) เลยบรรยายให้นักศึกษาฟังเรื่องคุณค่าของเวลาที่ อ.ปราสาท ตามเนื้อหาที่บันทึกสรุปมาข้างล่าง

จากประสบการณ์การพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองของผมในเรื่องการเป็นคนไม่ตรงต่อเวลา โดยการสังเกตตนเองมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ผมมีข้อค้นพบดังนี้

การสายเสมอสะท้อนว่าเรา...

  1. ไม่ใส่ใจหรือไม่ให้คุณค่าในตัวผู้อื่น (เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง)
  2. ไม่รู้จักจัดการเวลา
  3. ไม่รักษาสัญญา

การสายเสมอนำสู่อะไรบ้าง?

  1. นำสู่การเป็นผู้ไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่น เพราะมีประวัติว่ารับปากอะไรแล้วก็ไม่ทำตามที่พูด ความซื่อสัตย์ การรักษาสัญญา เป็นที่มาของความไว้วางใจระหว่างมนุษย์
  2. นำสู่นิสัยชอบแก้ตัว ความรู้ผิดรู้ถูกในส่วนลึกที่มีอยู่ในตัวคุณสายเสมอทำให้เขารู้สึกผิดที่มาสาย แต่แทนที่จะแสดงให้คนอื่นเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าตัวเองรู้สึกผิด และจะพยายามปรับปรุงตน กลับใช้ความคิดหาเหตุผลมาแก้ตัว โดยโทษเหตุภายนอก โยนไปใส่เหตุการณ์ ถนนหนทาง จราจร หรือโยนใส่คนอื่น ลูกน้อง เจ้านาย ฯลฯ) จนกลายเป็นผู้ชำนาญการหาเหตุผลแก้ตัว แก้ได้แนบเนียนจนคนฟังแล้วหลงไหล (ลิงก็ยังหลับ) ซึ่งแท้ที่จริงแล้วคำแก้ตัวนั้นเพื่อลดความคับข้องใจของตน (โดยไม่รู้ตัวเพราะไม่ได้สังเกตตนเอง) หากเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนคนที่สัมพันธ์ด้วยเห็นเป็นบุคลิกภาพของคุณสายเสมอ (ถูกคนอื่นตีตรา) แล้ว คนอื่นฟังคำแก้ตัวแล้วเขาอาจเฉยๆ เพราะเขารู้อุปนิสัยของ "คุณสายเสมอ" แล้ว ถ้าเขาจะสนใจฟังอยู่บ้างก็คือ ฟังว่าวันนี้ "คุณสายเสมอ" จะหาคำแก้ตัวอะไรมาอีก

วิธีแก้

  1. ตั้งจิตตั้งใจว่าการไปถึงที่นัดหมายตรงเวลาคือการรักษาสัญญาอย่างหนึ่ง เพื่อไม่ให้ผิดสัญญาอย่างแน่นอนก็ต้องไปให้ถึงก่อนเวลาสัก ๑๕ นาที หากเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ก็ไปถึงก่อนครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย
  2. ทุกครั้งที่สาย หากพบว่าตัวเองกำลังคิดแก้ตัว ก็หยุดคิด หากสังเกตตัวเองไม่ทันแต่หลุดแก้ตัวไปแล้ว มาเห็นกลางคัน หากหยุดได้ก็หยุด แล้วเปลี่ยนเป็นพูดขออภัย ยอมรับ และให้สัญญาว่าจะพยายามไม่ให้ตัวเองเป็นแบบนี้อีก (ประกาศให้ทุกคนรู้ไปเลยว่า กำลังรบกับตัวเองเรื่องนี้)
  3. เขียนเวลาไปถึงที่หมายลงไว้ในปฏิทินนัดหมายต่อจากเวลาที่นัดหมาย แล้วประเมินเป็นระยะๆ เช่น เดือนละครั้ง ทำเป็นสถิติของความสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นมาดู พล็อตเป็นกราฟก็ดี
  4. หากในการนัดหมายนั้นเราต้องเป็นผู้นำเสนออะไรที่ต้องมีการเตรียมก็ต้องฝืนตัวเองทำให้เสร็จ "ก่อนวันนัดหมาย" ให้ได้ (การฝึกฝืนตัวเองนี้เป็นกุญแจสำคัญของการฝึกตัวเอง นั่นคือ ฝึกระลึกว่าอะไรสำคัญต้องทำก่อนก็ลงมือทำ สิ่งที่ไม่สำคัญเท่าแม้ใจอยากทำ มีแรงดึงดูด ก็วางไว้ก่อน พอฝึกไปสักพักก็จะเป็นเอง และจะมีความสุขเกิดขึ้นจากการทำสิ่งนั้นจนเสร็จ)

แถมท้าย

จากการสังเกตพบว่า "คุณสายเสมอ" (ซึ่งก็คือผมคนหนึ่งด้วย) มักเป็นคนที่มีอีกนิสัยหนึ่งคู่กันมาด้วย คือ เปลี่ยนใจเร็ว (ความจริงเปลี่ยนความคิดแต่เราเรียกว่าเปลี่ยนใจ) จนคนอื่นตามไม่ทัน

วิธีแก้ - ฝึกสังเกตความคิดและพฤติกรรมตนเอง หากฝึกโดยการเฝ้าดู พยายาม "เอาสติอยู่กับเนื้อกับตัว" จนสามารถเห็นตัวเองทุกขณะในระหว่างการดำเนินชีวิตประจำวัน นั่นคือ เห็นคำพูดหรือพฤติกรรมของตนก่อนที่จะพูดหรือแสดงออกไป แล้วถามตัวเองว่า ถ้าไม่เปลี่ยนไปตามความคิดที่โลดแล่นแล้วจะมีอะไรเสียหายไหม คนอื่นๆ เขาตั้งหลักกันมาตามที่เคยตกลงกันไว้แล้ว เขาจะรู้สึกอย่างไร จะมีอะไรกระทบเขาไหม หากคำตอบคือไม่ต่างอะไรกันมากก็หยุดเสีย แล้วทำตามที่เคยพูดจากันไว้ คะแนนความไว้วางใจก็จะค่อยๆ กระเตื้องขึ้นมา ตัวเองก็ได้ปล่อยวางมากขึ้น มีความสุขในชีวิตมากขึ้น พบวิธีหาความสุข(ใจ)จากภายใน(ใจ)ตนมากขึ้น ลดการขวนขวายหาความสุขจากวัตถุภายนอกได้มากขึ้น.

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
บันทึกระหว่างรอขึ้นรถไฟในร้านกาแฟหน้าสถานีสุรินทร์
๒๕ ม.ค.๒๕๕๒