ในเรื่อง มิติด้านความมั่นคง และความเท่าเทียม ผศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้มาเล่าให้ฟังว่า
เรื่องนี้ เป็นเรื่องของระบบการคุ้มครองในภาพรวมในประเทศไทย โดยเฉพาะระบบการสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีของผู้สูงอายุ และอีกประเด็นก็คือ เรื่อง บทบาทของชุมชน หรือภาคประชาชน ในการจัดสวัสดิการ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ความคุ้มครองทางสังคม สุขภาวะที่ดีของผู้สูงอายุ และสุดท้ายจะฉายให้เห็นทิศทางที่เกี่ยวข้องกับระบบการคุ้มครองทางสังคม ที่เราจะต้องมุ่งไป ว่า ตอนนี้มีทิศทางไปทางไหนได้บ้าง
ในบริบทของสังคมผู้สูงอายุ เรามีความจำเป็นที่จะต้องพูดถึง ระบบคุ้มครองทางสังคม สาเหตุเนื่องมาจาก บั้นปลายของชีวิต มันมีในเรื่องของความไม่แน่นอน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องตายเมื่อไร หรือว่าลูกหลานของเราจะดูแลอย่างดีไหม อันนี้ก็เป็นเรื่องของความไม่แน่นอนที่ใกล้ตัว
นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของสมรรถภาพในการทำงาน หารายได้ นี่คงจะลดลงไป บางท่านอาจไม่ลด หรือว่ารายได้ ในการดำรงชีวิต ตัวอย่างง่ายๆ คือ เงินออมที่เราออมมาตลอดชีวิต เราคิดว่าวางแผนไว้อย่างดีแล้ว แต่ว่าความที่อายุขัยเฉลี่ย เพราะไม่รู้ว่าอายุจะยืนสักแค่ไหน ไม่ใช่ว่าอายุยืนแล้วจะดี เงินที่ออมมาแล้วจะใช้หรือไม่ ก็คงเป็นประเด็น โรคภัยไข้เจ็บ การดำเนินชีวิตประจำวันทั่วไป มันมีความไม่แน่นอนอยู่ในช่วงชีวิตค่อนข้างมาก จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีระบบการคุ้มครองทางสังคม
โดยทั่วไปแล้ว ผู้สูงอายุก็จะมีเรื่องใหญ่ๆ 3 เรื่อง ก็คือ หลักประกันด้านรายได้ หลักประกันด้านสุขภาพ และการดูแลระยะยาว
มาดูบ้านเรา ตัวระบบในการป้องกันสังคมตรงนี้เป็นอย่างไร
ในเรื่องหลักประกันด้านรายได้ ที่เป็นธรรมดา จัดให้มีโดยรัฐก็มีอยู่ แต่จะเป็นหลักประกันด้านรายได้ สำหรับแรงงานด้านระบบเป็นส่วนใหญ่ เช่น ประกันสังคม หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตรงนี้ประมาณ 1 ใน 3 ของคนที่อยู่ในวัยทำงาน ถ้าเป็นจำนวนประมาณ 10 ล้านคน ที่มีหลักประกันตรงนี้ ในอีก 20 ล้านคนที่เราจัดเป็นแรงงานนอกระบบ หรือว่าแม่บ้าน ที่ยังไม่หลักประกันตรงนี้ คนกลุ่มนั้นเขาก็จะต้องพึ่งตนเอง พึ่งลูกหลาน
ขณะเดียวกัน เราก็มีระบบเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพผู้สูงอายุ หรือเบี้ยยังชีพ เป็นระบบที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุยากไร้ ตรงนี้เรายังได้ภาพที่ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด
เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ตรงนี้มีหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว เราก็คงวางใจไว้ได้เปราะหนึ่ง
ในส่วนของการดูแลระยะยาว ปัจจุบัน เรามี 2 ระบบ ที่สุดขั้น คือ ระบบการสงเคราะห์ หมายถึงการนำผู้สูงอายุในอยู่ในสถาบัน เช่น บ้านบางแค หรืออื่นๆ เป็นสถานสงเคราะห์ และอีกส่วนหนึ่งก็คือ ผู้สูงอายุ หรือครอบครัวที่พอมีฐานะ ก็ใช้วิธีการซื้อบริการจาก บริการที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น รพ. ที่ให้การดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะ หรือการจ้างคนจากศูนย์ ส่งไปตามบ้าน
... นี่คือ สถานะของบ้านเราในปัจจุบัน ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองทางสังคมของผู้สูงอายุ
ผมอยากจะให้ดูประเด็นแรกเกี่ยวกับเรื่องของรายได้ ว่า ที่บอกว่าเงินไม่ได้แก้ปัญหาทั้งหมด ผมเห็นด้วย แต่ก็เป็นความจำเป็นพื้นฐานที่จะต้องมี อย่างรายได้สำหรับผู้สูงอายุ ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ก็พึ่งลูกหลาน ถามว่า พึ่งได้แค่ไหน เราทราบดีว่า อัตราภาวะเจริญพันธุ์รวมของประเทศนั้น ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ตลอดชีวิตจะมีลูกสักกี่คน สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหิดลฯ ก็ประมาณการว่า 1.6 ก็แสดงว่า มีคนจำนวนหนึ่งในประเทศที่เขาคงจะพึ่งลูกหลานไม่ได้ ไม่มีลูกหลานให้พึ่งพา เพราะฉะนั้น ตรงนั้นจะทำอย่างไร
ทำอย่างไรนี่ แนวคิดหนึ่งที่ค่อนข้างมีทางเลือกพึ่งตัวเอง คือ การออมส่วนบุคคล ทั้งเก็บเงิน เก็บไว้ไปใช้ตอนแก่ตัว ตรงนี้ก็บอกว่า อายุขัยเฉลี่ยไม่แน่นอน เงินที่เก็บไว้พอหรือเปล่า เราอาจจะวางแผนไว้อย่างดี เงินตอนทำงานไว้ใช้ตอนแก่ คาดว่าอาจจะตายสัก 80 แต่ถ้าไม่ตายอยู่ต่อถึง 85 90 95 ถ้าเราจินตนาการ ว่าต้องทำงาน 40 ปี เราใช้เงินอีก 40 ปี อะไรจะเกิดขึ้น
และเรื่องการออมส่วนบุคคล มันแน่นอน ก็คือ เอาเงินไปฝาก อาจเป็นการฝากธนาคาร หรือลงทุนในรูปแบบอื่น หลานท่านอาจมีประสบการณ์ตรง อย่างผมไปลงทุนแห่งหนึ่งที่ไปลดหย่อนภาษีได้ ก็มีจดหมายแจ้งมา ตกตะลึงว่าเงินหายไปไหน มันมีความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้น บางครั้งวิธีการออม หรือการลงทุน มันตามมาซึ่งความไม่แน่นอน
ตรงนี้จึงเกิดประเด็นว่า ครอบครัวก็มีแนวโน้มว่า พึ่งได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็จะมีคนซึ่งอาจจะไม่มีครอบครัวไว้ให้พึ่ง การช่วยเหลือตัวเอง ด้วยการออมเองก็ไม่ได้ง่ายนักที่เราจะวางแผนไว้อย่างถูกต้อง ยังไม่ได้พูดถึงปัจจัยภายนอก เพราะฉะนั้นมันมีที่มาว่า รัฐบาลก็ควรจะสร้างหลักประกันบางอย่างไว้ให้เราเป็นพื้นฐาน
ภาพใหญ่ๆ ของประเทศ ในเรื่องระบบบำนาญ เป็นหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพของประเทศเรา อาจเรียกได้ว่า เป็นระบบที่มีหลายชั้น 3 ชั้นนี้ คือ ชั้นที่ 1 2 เป็นภาคบังคับ ชั้นที่ 3 เป็นภาคสมัครใจ เช่น ข้าราชการจะมีส่วนที่เป็นเงินบำนาญ และมีส่วนที่เป็น กบข. ถ้าท่านออมเท่าไร ก็จะได้กลับมา แล้วแต่เขาไปบริหารจัดการลงทุนไร และผลกลับมาเป็นอย่างไร ส่วนข้าราชการขั้นที่สามไม่มี
ในขณะที่ลูกจ้างเอกชน เป็นสมาชิกหลักประกันสังคม มีสิทธิประโยชน์ชราภาพ ก็จะได้มายามเกษียณ เป็นเงินบำนาญ มากบ้างน้อยบ้างก็แล้วแต่เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายเป็นเท่าไร และบริษัทใหญ่ๆ อาจมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในส่วนข้าราชการกับลูกจ้างเอกชนก็เรียบร้อยดี
ส่วนแรงงานนอกระบบ ไม่ว่าชั้น 1 2 3 ยังไม่มี เขาต้องพึ่งตัวเอง พึ่งครอบครัว
นี่เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึง ความที่ว่า หลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพยังไม่ครอบคลุมในประเทศไทย กับจะเห็นว่า ถ้าท่านไม่มีหลักประกันใดๆ และย่างเข้าสู่วัยชราแล้ว ก็จะมีระบบเบี้ยยังชีพรองรับอยู่ เป็นระบบที่มุ่งจะช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาส นิยามของเขาก็คือ ไม่มีรายได้เพียงพอต่อการยังชีพ หรือว่าไม่ผู้ดูแล หรือถูกทอดทิ้ง หรือไม่สามารถประกอบอาชีพได้ จะขอไปทาง อปท. ก็จะมีระบบการคัดเลือก เป็นระบบการคัดเลือกโดยใช้ประชาคม ว่า ใคร ท่านไหน จะมีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพตรงนี้ ปัจจุบัน 500 บาทต่อคนต่อเดือน ถ้า อปท. ส่วนท้องถิ่นไหนมีเงิน ก็ Top-up ไปได้ แต่ไม่เกิน 1,000 บาท ส่วนใหญ่ไม่ Top-up แต่จะเพิ่มจำนวนผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพ
จำนวนผู้สูงอายุที่รับเบี้ยยังชีพในปัจจุบัน 1.8 ล้านคน เป็นเงินอุดหนุนท้องถิ่น จากกระทรวงมหาดไทย และอีกประมาณ 500,000 คน ที่ได้รับเบี้ยยังชีพโดย งบฯ ของ อปท. ตอนนี้งบ 2.3 ล้านคน ทั้งหมด จะใช้เงินประมาณ 14,000 ล้านบาท
มีประเด็นว่า ในสถานการณ์ที่ว่า คนที่อยู่ในวัยทำงาน 2 ใน 3 ยังไม่มีหลักประกันใหญ่ๆ ถ้าคนเหล่านี้แก่ตัวไป เขาก็จะเป็นลูกค้าของระบบเบี้ยยังชีพ ถามว่า สถานการณ์อย่างนี้มันน่าเป็นจุดประสงค์ไหมสำหรับประเทศเรา ตรงนี้ก็จะมีการถกเถียงกันว่า จากนี้ไปเราจะทำอย่างไรกับหลักประกันด้านรายได้ เงินชราภาพ บางคนก็บอก ก็ให้เบี้ยยังชีพกันทุกคนเลย ตอนนี้เรามี ผู้สูงอายุ 7 ล้านคน ก็จะใช้เงินประมาณ ปีละ 42,000 ล้าน และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
มีอีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า แทนที่จะให้เบี้ยยังชีพกับผู้สูงอายุทุกคน เราก็รู้อยู่แล้วว่า 2 ใน 3 ของผู้ที่ไม่มีงานทำ ยังไม่มีหลักประกัน แน่นอนส่วนหนึ่งเขาก็คงมีความพร้อมว่า ถ้าเราสร้างหลักประกันให้เขา ให้เขาได้เริ่มสร้างหลักประกันตั้งแต่ต้น โดยการออม อาจจะคล้ายกับสร้างระบบประกันสังคมมา เขาก็น่าจะเริ่มต้นเก็บหอมรอมริบได้ ภายใต้ระบบบำนาญที่รัฐบาลอาจจะสร้างขึ้นใหม่ อันนี้ก็น่าจะเป็นการช้วยเหลือได้
... นั่นก็คือ ตรงนี้เราจะทำกันอย่างไร
การดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ ปัจจุบันเรามี 2 ระบบ คือ ไม่เป็นระบบสงเคราะห์ ก็คือ ซื้อบริการ จากตลาด หรือเอกชนที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการนำผู้สูงอายุไปอยู่ในสถาบัน รพ. หรือสถานบริการผู้สูงอายุ หรือเป็นการซื้อบริการมาที่บ้าน คือจ้างคนมาดูแล ตรงนี้ใช้เงินเยอะ ตัวอย่าง ที่ผมไปสำรวจเกี่ยวกับสถานการณ์ด้าน provider ที่ให้บริการดูแลระยะยาวผู้สูงอายุใน กทม. ถ้าเป็น รพ. หรือสถานบริการ ถ้าเป็นห้องเดี่ยวติดแอร์ 6 เดือน 30,000 ถ้าจ้างคนมาดูแลที่บ้าน ก็ 8,000-10,000 ต้องเสียเงินจ้างคนมาดูแลที่บ้าน สมมติว่า โชคไม่ดี เป็นประเภทติดเตียง ตั้งแต่อายุ 60 แถมตายยาก นั่นแสดงว่า ต้องใช้เงินเป็นล้าน ถ้าไม่มีลูกหลานมาช่วยแชร์ cost ด้วย ก็หมายถึงผู้สูงอายุท่านนั้น จะต้องมีเงินเตรียมไว้แล้ว 1 ล้านบาท เพื่อที่จะหาคนดูแลตลอด เป็นเวลา 20 ปี แต่ดูแลเฉพาะกลางวัน กลางคืนอาจจะต้องเสียเงินเพิ่มไปอีก
เพราะฉะนั้น ตรงนี้จะเป็นประเด็นว่า เราจะต้องจัดการอย่างไร อาจเป็นคนที่ไม่ฐานะ ไม่มีเงินออมเป็นหลายล้าน ตรงนี้จะทำอย่างไร
มีอีกมุมหนึ่งที่จะต้องมอง นอกเหนือจากช่องว่างที่อยู่ระหว่างระบบการสงเคราะห์ กับการซื้อบริการจากตลาดแล้ว ถ้าเราลองดูต่างประเทศ ยกตัวอย่างที่ญี่ปุ่น ระบบที่อยู่ระหว่าง 2 ระบบนี้ มีความหลากหลายพอสมควร ที่ผมยกมานี้ไม่ได้บอกว่า ต้องไปเอาอย่างญี่ปุ่น แต่บอกว่า มันมีความหลากหลาย เช่น เราบอกว่า เราจะดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน อย่างญี่ปุ่นเขาจะต้องแช่น้ำร้อน แต่ครอบครัวไม่สามารถจะอุ้มไปลงน้ำได้ ก็จะมีบริการเคลื่อนที่มาที่บ้าน เขามีบริการในส่วนที่อยู่ระหว่างการดูแลโดยครอบครัว 100% กับการดูแลในสถาบันฯ 100% ค่อนข้างมากมายหลายรูปแบบ
ตรงนี้ ในการคิดถึงบทบาทของชุมชน ที่จะเข้ามาให้ในเรื่องของการดูแลระยะยาวนี้ เราคิดว่าจะมีวิธีคิดได้อีกมากมาย
อีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องการดูแลโดยสังคม ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ บางท่านบอกว่า ผู้สูงอายุไม่ใช่ผู้ที่ด้อยโอกาส ไม่ใช่ผู้ที่อ่อนแอ ผมเห็นด้วย ยกตัวอย่าง คุณยาย ตอนแรกคิดว่าไม่มีอะไร แต่พอตอนที่ท่านเสีย ก็พบเงินจำนวนหนึ่ง ซ่อนอยู่ในปี๊บยาเส้น มีเก็บไว้เยอะเหมือนกัน ประเด็นของผมคือ จริงๆ แล้ว ผู้สูงอายุเป็นผู้ที่สะสม ท่านเก็บหอมรอมริบของท่าน มากบ้างน้อยบ้าง มันมีประเด็นในเรื่องของการจัดการการเงินของผู้สูงอายุ ซึ่งจะโยงกับเรื่องของสมรรถภาพของท่านว่า ถ้าท่านแก่ตัวไป ท่านดูแลจัดการเรื่องเงินของท่านได้ไหม เช่น ท่านที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัว และต้องอยู่ในสถาบัน ใครจะเป็นคนจ่ายเงินให้ท่าน ถ้าวันดีคืนดีท่านเกิดอาการหลงขึ้นมา ตรงนี้ มันจะเกี่ยวข้องกับทางกฎหมาย เราจะทำอย่างไร การจัดการทรัพย์สินของท่าน หรือระบบการดูแลโดยชุมชนก็แล้วแต่ ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ จะมีใครมาช่วยจัดการให้ท่าน
มิใช่เพียงแต่รัฐบาลเท่านั้นที่ควรมีบทบาทในการสร้างระบบการคุ้มครองทางสังคม เพื่อผู้สูงอายุ จริงๆ แล้วภาคประชาชน หรือชุมชน ในบางเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องบำนาญ ก้าวหน้าไปมากกว่ารัฐมาก ที่เขาพยายามที่จะสร้างระบบบำนาญชุมชน หรือสวัสดิการภาคประชาชนต่างๆ ขึ้นมาเพื่อการจัดการในการให้มีสวัสดิการตั้งแต่เกิดจนตาย เพื่อคนในพื้นที่ ยกตัวอย่าง สงขลามีถึง 107 กลุ่ม ซึ่งเข้าชุมชนกว่าแสนคน จำนวนก็เพิ่มไปเรื่อยๆ และที่ลำพูน ลำปางต่างๆ ตรงนี้ก็อาจไม่ใช่ทั้งหมด เป็นส่วนหนึ่ง
กลุ่มเหล่านี้เขาทำอะไร ก็คือ โดยมากระบบสวัสดิการภาคประชาชนที่เราพบเห็นในปัจจุบัน จะเป็นการสร้างระบบลงขัน หรือประกันสังคมในระดับพื้นที่ แต่ว่าเป็นระบบสมัครใจ สร้างโดยสมาชิกในชุมชน มีการระดมสมาชิก สมาชิกต้องจ่ายค่าลงทะเบียนแรกเข้า มีค่าธรรมเนียมรายปี และเงินตามระบบที่จะต้องจ่าย ทุกวันๆ โดยส่วนใหญ่เก็บวันละบาท แล้วแต่จะเรียกเป็นเงินสัจจะ เงินออมบุญ อะไรก็แล้วแต่ ถ้าจ่ายไปในระยะเวลาหนึ่ง ก็จะเกิดสิทธิประโยชน์ ประกันสังคม อย่างที่ทุกคนคงคุ้นเคยดี สิทธิประโยชน์ก็จะมีตั้งแต่เกิดจนตาย ค่าคลอดบุตร ทำขวัญบุตร ค่าช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล คืนละ 100 ค่าฌาปนกิจ คนจ่ายไม่ได้ใช้ ครอบครัวมาใช้ และบำนาญ ตรงนี้ก็แล้วแต่ บางแห่งถ้าบวชก็ได้ เป็นต้น
ยกตัวอย่าง ที่สงขลา มีการตั้งกลุ่ม โดยกองทุนสวัสดิการภาคประชาชนขึ้นมา 107 เก็บกันวันละบาท เขาแยกเงินเป็น 3 ส่วน กองทุนกลางส่วนหนึ่ง 20% อีก 30% เป็นกองทุนกู้ยืม 50% จะใช้ในเรื่องสวัสดิการต่างๆ คือ บำนาญ เด็กเกิดแม่ตาย ก็ออมไปเลย 60 ปี หรือตอนเสียชีวิต ตรงนี้เป็นความพยายามที่จะสร้างระบบการคุ้มครองทางสังคมขึ้นมาด้วยตัวเอง
จะมีประเด็นที่เป็นเรื่องที่คงจะต้องพูดถึง ก็คือ ศักยภาพของชุมชนที่จะมาจัดการกับการสร้างสวัสดิการตรงนี้ เพื่อสมาชิกภายในชุมชนว่า เขาไปไหวไหม การเงินการคลังของระบบแบบนี้ เอื้อหรือไม่ที่จะทำกันในระดับชุมชน
ผมเคยศึกษา ถ้าเราไม่พูดถึงเรื่องบำนาญ จริงๆ แล้ว ชุมชนมีศักยภาพที่จะจัดการในเรื่องของการจ้างสวัสดิการภาคประชาชน คือ เกิด เจ็บ ตาย ไม่รวมเด็ก เขามีศักยภาพเพียงพอ ให้บริการได้ในแง่ของการเงินการคลัง เขาก็สามารถจัดการ ด้วยการออมวันละบาท และด้วยสิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยไม่ยากนัก
แต่พอชุมชนใส่เข้าไปส่วนของสิทธิประโยชน์ มีประเด็นขึ้นมาทันที เพราะว่าบำนาญในทางเศรษฐศาสตร์ เรามองว่าเป็นภาระผูกพันของกองทุนภาคประชาชน ที่ไปสัญญากับสมาชิกเขาไว้ว่า อาจจะให้บำนาญเมื่อถึงเวลา มันไม่พ้นเมื่อแก่ เจ็บป่วยอาจมีป่วยบ้างไม่ป่วยบ้าง แล้วแต่เหตุการณ์ บางคนอาจมีลูก บางคนอาจไม่มี สวัสดิการบางอย่างก็อาจไม่ได้จ่าย แต่บำนาญต้องจ่าย ก็คือ ไหวไหม หรือว่าพอเป็นระบบสมัครใจ บางจังหวัดก็มีวัยกลางคน 50 ขึ้นไปมาสมัครเป็นสมาชิก ก รอบำนาญ กับฌาปนกิจ ของสมาชิกก็จะหนักไปทางผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้น เมื่อไรเริ่มจ่าย เงินก็คงหมดแน่
อีกอันหนึ่งที่เราต้องให้ความสำคัญคือ ถ้าเราคิดอยากจะสร้างระบบสวัสดิการภาคประชาชนในลักษณะนี้ขึ้นมาในระดับพื้นที่ หรือขยายผลเป็นในระดับจังหวัด สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้เห็นก็คือ ถ้าเราดูเรื่องของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร มันไม่ได้เกิดขึ้นในระดับประเทศ ถ้าในประเทศเราเห็นว่ามันแย่แล้ว แต่ถ้าลองไปดูในระดับพื้นที่ จริงๆ แล้ว จะเห็นได้ชัดว่า มีบางจังหวัดที่ภาพของสังคมผู้สูงอายุไปไกลมาก สิงห์บุรี สมุทรสงคราม แพร่ อ่างทอง หรือว่าภูเก็ต กระบี่ ปัตตานี ยังไม่มีปัญหามากนัก ค่อนข้าง Young ไม่ Old เพราะฉะนั้นการที่เราจะไปทำบำนาญในระดับชุมชน ในระดับจังหวัดเล็กๆ ถามว่า ไหวไหม มีประเด็นเรื่องของโครงสร้างประชากรในระดับพื้นที่ ที่จะมาเป็นตัวชูอยู่ จังหวัดที่มีผู้สูงอายุมากแล้ว สร้างระบบบำนาญแบบลงขันกัน แย่แน่ จังหวัดไหนที่คนหนุ่มสาวเยอะ ก็อาจจะไม่เป็นไร
มันมีประเด็นเรื่องของความไม่เท่าเทียม เพราะแต่ละจังหวัดโครงสร้างประชากรไม่เหมือนกัน เราจะทำระบบแบบนี้ขึ้นมา จะมีจังหวัดที่ไปก่อน กับไปทีหลัง ก็จะมีปัญหาตามมา
ข้อสังเกต ทิศทางการสร้างระบบทางสังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเรื่องที่ยังไม่ถูกจัดการ ในเรื่องของการดูแลระยะยาว ผมคิดว่ามีประเด็นที่ว่า
-
รัฐบาลจะต้องมาจัดการกับเรื่องของการสร้างหลักประกัน สร้างรายได้ใหม่ คนที่ยังไม่มีหลักประกัน 2 ใน 3 ที่อยู่ในวัยทำงาน รัฐบาลจะเอาอย่างไร นี่เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องคิด
-
อันที่ 2 ชุมชนกับการจัดบทบาทของสวัสดิการนี้ ผมคิดว่า ตรงนี้ยังคงต้องมีต่อไป เพราะว่า อย่างน้อยหลายๆ ประเทศ แสดงให้เราเห็นแล้วว่า การเข้ามามีบทบาท ในเรื่องของการจัดการปัญหาผู้สูงอายุ รัฐบาลเองก็เอาไม่อยู่ ภาระจะเกิดขึ้นมาก เพราะฉะนั้น ชุมชนเป็นประเด็นที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ในขณะเดียวกัน มันมีที่จะต้องเติมเป็นในเรื่องของการดูแลระยะยาว และไม่ใช่การดูแลแบบภาคเอกชน ตรงนี้เราจะทำอย่างไร
ก็เลยเป็นประเด็นว่า จริงๆ แล้ว การสร้างหลักประกันด้านรายได้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐ กับเรื่องของการดูแลระยะยาว ซึ่งชุมชนมาก และน่าจะทำงานได้ดีกว่าภาครัฐ ตรงนี้ชุมชนลงมาดู แทนที่จะไปสนใจเรื่องบำนาญ การให้เงินกับผู้สูงอายุ ชุมชนมาให้บริการการดูแลระยะยาว ผู้สูงอายุในพื้นที่ ซึ่งคนในชุมชนก็จะรู้จักกันดีมากกว่ารัฐบาล
รวมเรื่อง ภาคีร่วมพัฒนาระบบดูแลผู้สูงวัย

