ผมเข้าไปเป็นกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์เมื่อปลายปี ๒๕๔๙   หน้าที่หลักคือไปร่วมขับเคลื่อนงาน CSR ซึ่งกำหนดไว้แล้วว่าเน้นการพัฒนาเยาวชน   ต้องการทำงานให้เกิดผลกระทบต่อสังคมอย่างแท้จริง    ไม่ใช่งาน CSR แบบโฆษณา หรือประชาสัมพันธ์หน่วยงาน

          ยุทธศาสตร์แรกที่ผมเข้าไปทำ คือยุทธศาสตร์ปลดล็อก    ปลดปล่อยมูลนิธิสยามกัมมาจลออกจากความเป็นแหล่งทุน    มาเป็นแหล่งเชื่อมโยงเครือข่าย...เครือข่ายองค์กรและกิจกรรมเพื่อพัฒนาเยาวชน  

          มูลนิธิสยามกัมมาจล ไม่ใช่แหล่งทุน สำหรับให้ใครๆ ที่ทำงานเยาวชนมาขอ    แต่ทำหน้าที่สร้างประชาคมของหน่วยงานและคน ที่ทำงานสร้างสรรค์เยาวชน   หน้าที่แบบนี้ทำยาก ไม่มีวิธีการที่เป็นสูตรตายตัว และเราก็ไม่มีทักษะเพื่อทำเรื่องนี้มาก่อน   ที่จริงก็มีบ้าง แต่ต้องเอาหลายๆ “บ้าง” มาปะติดปะต่อ    ลงมือทำแบบลองผิดลองถูก   โดยคนลงมือทำคือทีมผู้จัดการมูลนิธิสยามกัมมาจล คุณปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร (เปา) 

          เมื่อทำไปได้ระยะหนึ่ง เราก็เริ่มเข้าใจ และมีทักษะ    รวมทั้งมีเพื่อนร่วมทาง (เครือข่าย) มากขึ้น   นี่คือปัญญา...ปัญญาในการทำงานสร้างสรรค์เยาวชน    ที่จะเอาไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนร่วมอุดมการณ์พัฒนาเยาวชน  

          มูลนิธิสยามกัมมาจล ยังใส่ปัญญาเข้าไปในกิจกรรม CSR ผ่านการประชุมคณะกรรมการ CSR ของธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งประชุมกันทุกเดือน ครั้งละ ๒ ๑/๒ ชั่วโมง   มี ดร. จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นประธาน   กรรมการได้แก่ นายอานันท์ ปันยารชุน, มรว. ดิศนัดดา ดิศกุล, คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม, ดร. วิชิต สุรพงษ์ชัย, คุณกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ และนายวิจารณ์ พานิช    กรรมการที่มีองค์ประกอบเป็นบุคคลเหล่านี้ ประชุมกันในเรื่องที่ยังไม่เข้าใจชัดเจน   มันสนุกและประเทืองปัญญาหาที่เปรียบมิได้สำหรับผม    และท่านเหล่านี้ก็ระดมสติปัญญาและประสบการณ์ทั้งชีวิต เอามาตั้งคำถามและให้ความเห็น   ซึ่งมองมุมหนึ่งก็เสมือนทำให้คุณเปาเป๋ไปเป๋มาด้วยความมึนงง (และคร้ามบารมีกรรมการ)    แต่มองอีกมุมหนึ่ง นี่คือการทำงาน CSR แบบเน้นใส่ปัญญา ไม่ใช่เน้นใส่เงิน  

          เป็น CSR แบบเน้นใส่ปัญญา    ใช้ปัญญาเอาไปทำกิจกรรมเชื่อมโยง หรือสร้าง ประชาคมพัฒนาเยาวชน   เงินเป็นเพียงเครื่องมือส่วนย่อย ไม่ใช่หัวใจ

สำหรับผม ผมได้เรียนรู้จากงานนี้เหลือคณา

วิจารณ์ พานิช
๒๐ ม.ค. ๕๒