วันนี้มีผู้หญิงคนหนึ่งมาเล่าให้ฟังถึงความทุกข์ยากแสนลำเค็ญของเพื่อนสนิทที่รักมากของเขา
ที่ต้องทนทุกข์ทางจิตใจกับแม่สามีที่ตอนนี้ต้องนอนเป็นอัมพาตซึ่งมีสาเหตุมาจากเส้นเลือดในสมองแตก มานานกว่า ๒ เดือนโดยมีตัวเธอเองนั้นเป็นผู้ดูแล
การเหนื่อยกายที่ต้องดูแลแม่สามีที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นั้น เทียบไม่ได้เลยกับความเหนื่อยใจ ความทุกข์ใจกับแววตาของแม่สามีที่จ้องมองเธออย่าง “อาฆาต” ว่าตัวเธอนั้นเป็นสาเหตุทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น
คำปลอบประโลมทั้งหลายที่เราเชื่อแน่ว่ากว่าสองเดือนที่ผ่านมานี้ผู้หญิงคนนี้ที่ต้องดูแลแม่สามีอยู่นั้น คงจะต้องได้รับฟังมาแล้วเป็นร้อยหน พันหน แต่คำพูดนั้นมิได้ช่วยอะไรให้จิตใจของเธอดีขึ้นมาเลย
ตัวเธอเองกลับยิ่งทุกข์หนัก ทานข้าวไม่ได้ ผอมลง และผอมลง
ไม่ว่าด้วยเหตุผลกลใดก็ตามที่แม่สามีต้องมานอนเป็นอัมพาตอยู่นี้นั้น สิ่งที่แน่แท้ที่สุดคือ “กรรม” ของทั้งสองฝ่ายที่เคยทำร่วมกันมา
และนั่นเองทำให้เขาทั้งสองซึ่งชาตินี้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เกิดมาเป็นแม่ลูกกัน แต่ก็ต้องมาเกี่ยวข้องด้วยการชดใช้กรรมอันซึ่งในชั้นของแม่สามี
ความทุกข์ใจกับ “ความรู้สึกผิด” ที่คิดว่าตนเองนั้นเป็นต้นเหตุที่ทำให้แม่สามีเป็นเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เรียกว่า “กรรม” ที่อยู่ซ้อนกรรม
สภาพจิตของมนุษย์ซึ่งได้รับผลกระทบจากกรรมทั้งกรรมดีโดยเฉพาะกรรมชั่วนั้นจึงมีสภาพที่สลับซับซ้อนและซ่อนเงื่อน
ดังนั้น ขั้นตอนที่ยากที่สุดของการเดินทางออกจากการรู้สึกผิด คือ การที่จะทำให้ตนเองเชื่อมั่นว่า เราสมควรที่จะได้รับการให้อภัย และในขั้นตอนนี้เธอก็จักต้องเป็นผู้ที่จะต้องแก้ไขด้วยตนเอง
เขาหรือใครก็มิสามารถเข้าไปแก้ไขให้เธอได้
มิหนำซ้ำ การไปปลอบประโลมด้วยคำพูดที่ว่า เธอไม่ใช่ผู้ผิด เธอไม่ได้จงใจทำให้เกิดเรื่องนี้ ยิ่งทำให้เธอรู้สึกผิดขึ้นมาเป็นกำลังสอง
คือ รู้สึกผิดกับการต้องเป็นอัมพาตของแม่สามีแล้ว ยังต้องรู้สึกผิดกับความรู้สึกผิดของตัวเธอเองอีกประการหนึ่ง...
การที่ปลดล็อคเพื่อแก้ไขความรู้สึกผิดได้นั้น จักต้องยอมรับความถูกต้องสำหรับความรู้สึกผิดในตัวของตัวเอง
เมื่อปลดล็อคโดยการยอมรับความรู้สึกผิดนั้นได้แล้ว จึงจะสามารถดำเนินการแก้ไขต้นเหตุแห่งความรู้สึกผิดที่แท้จริงได้
การแก้ไขต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นกรณีใดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีนี้ “ความเมตตา” เป็นสะพานการเชื่อมใจ

ทางพุทธศาสนานั้นมักจะสอนให้เรารู้จักการ “แผ่เมตตา”
แผ่เมตตาโดยจิต ด้วยกาย ด้วยวาจาไปยังพ่อ แม่ บรรพบุรุษ บุพการีชน บุคคลอันเป็นที่รัก รวมถึงสรรพสัตว์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งศัตรูคู่อาฆาต
การแผ่เมตตาด้วยกาย วาจา และใจนี้เอง จักช่วยให้ความรู้สึกผิดในใจของเธอเองเริ่มเบาบางลง
สำหรับข้อปฏิบัตินี้ เราเองได้มาเรียนรู้และใช้ได้ผลอย่างประจักษ์เมื่อเข้ามาเรียนรู้และปฏิบัติตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา
ในแต่ละวัน แต่ละชั่วโมง แต่ละนาที หรือแม้แต่ละลมหายใจ ที่เรานึกถึง คำนึงถึง บุคคล คน สัตว์ หรือสรรพสิ่งที่เคยทำร้ายเรา ไม่เคยทำประโยชน์อะไรให้แก่เรา หรือเป็นศัตรูคู่อาฆาตของเรา เมื่อเราถึงนึกถึงเมื่อใด เราก็จักเตือนสติตนเองแล้วแผ่เมตตาให้เขาเมื่อนั้น
เราทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ได้สักระยะหนึ่ง จนเราเองสามารถรวบรวมสติ ความกล้าในความถูกต้อง โทรไปหาเขา เดินไปหาแล้ว “ขอโทษเขา”
เพราะไม่มีเหตุผลใด ๆ เลยที่เราจะโกรธเคืองกัน และจะคิดแค้นกัน
เราไม่มีสิทธิที่จะโกรธใคร หรือผู้ใด
เหตุผลใด ๆ ในโลกที่เรามักถกเถียงกัน ที่เราเคยทะเลาะกันเพื่อหวังผลซึ่งการแพ้และชนะนั้น มิสามารถเทียบเท่ากับเหตุผลในทางธรรม คือ ความเมตตา กรุณาต่อกันและกัน
ความรัก ความสามัคคีนั้น เป็นเหตุผลที่ถูกต้องอย่างสูงสุดที่มนุษย์พึงมีต่อกันและกัน
ด้วยเหตุนี้เองเราจึงสามารถปล่อยวางซึ่งความรู้สึกผิดออกได้จากใจ
การปล่อยวางนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยคำพูดปลอบประโลมของบุคคลอื่น บุคคลใดที่อาจนับได้ซึ่งพันคำหรือล้านคำ
การปล่อยวางความรู้สึกออกจากใจ ต้องเริ่มต้นด้วยใจของเราเอง ใจที่มีความรัก ความเมตตา ความกรุณา ต่อสรรพสิ่งที่อยู่รอบข้าง
เมื่อใจมีความเมตตา แผ่ความกรุณา
ดวงตาทั้งสอง มือทั้งคู่นี้ จักเริ่มต้นการทะนุถนอมความรัก ความสัมพันธ์ของเรากับเขาเป็นความผูกพันธ์อันดีซึ่งกันและกัน
ด้วยเหตุนี้เอง ความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในใจก็จักเริ่มลบเลือนและจางคลายจนกระทั่งมลายหายสิ้นไปจากใจเรา
ความรู้สึกผิดที่มีจะแปรสภาพเป็นพลังแห่งความเมตตา ความกรุณาที่เราจักมีให้ได้กับทุก ๆ คน
ความเมตตา ความกรุณา อันเป็นพลังอันประเสริฐนี้จักช่วยรักษา และเยียวยาผู้รู้สึกผิดได้ไปนิรันดร์...
