แบไต๋ออกมาให้เห็นค่อนข้างชัดเจนเกือบหมดแล้ว สำหรับมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีหน้าหล่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ทว่า...มาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาจะเข้าท่าเหมือนหน้าตาผู้นำรัฐบาลหรือไม่
ตามที่ "กรณ์ จาติกวณิช" รมว.คลัง ได้งัดสิ่งที่จะทำในช่วงระยะสั้น เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าออกมาโชว์ สรุปรวมได้ 5 มาตรการ ประกอบด้วย 1.มาตรการจัดทำงบกลางปีเพิ่มเติม 1.167 แสนล้านบาท ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปในเบื้องต้นแล้ว และต้องสรุปตัวเลขที่ชัดเจนเพื่อเสนอเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง โดยมีรายละเอียดการใช้งบกลางปี ประกอบไปด้วย ส่วนแรก แผนงานฟื้นฟูและเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย
1. โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ (ข้าราชการ) ที่มีเงินเดือนประจำ(ผู้ประกันตนไม่เกิน 14,999 บาทต่อเดือน ข้าราชการไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน) จะได้รับคนละ 2,000 บาท (ครั้งเดียว) รวมเป็นวงเงินเบื้องต้นประมาณ 18,970 ล้านบาท
2. โครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน ที่ยกเลิกมาตรการลดภาษีน้ำมันไป แต่มาตรการอื่น ๆ ยังอยู่ครบ แต่ปรับให้เหมาะสมขึ้น เช่น ผู้ที่ใช้น้ำไม่เกิน 30 ยูนิตต่อเดือน ไม่ต้องจ่าย ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 ยูนิตต่อเดือน ไม่ต้องจ่าย เป็นต้น รวมแล้วใช้เงิน 11,409 ล้านบาท
3. โครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร 2,000 ล้านบาท
4. โครงการก่อสร้างทางในหมู่บ้านเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน 1,500 ล้านบาท
5. โครงการด้านพาณิชย์เพื่อช่วยเหลือประชาชน 1,000 ล้านบาท
6. โครงการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว 1,000 ล้านบาท
7. โครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการจัดการน้ำ 760 ล้านบาท
8. โครงการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม 500 ล้านบาท
9. โครงการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ 325 ล้านบาท
ส่วนที่สอง แผนงานเสริมสร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงด้านสังคม ประกอบด้วย
10.โครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี 19,000 ล้านบาท
11.โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน 15,200 ล้านบาท
12.โครงการสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ 9,000 ล้านบาท
13.โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสังคมในชุมชน 6,900 ล้านบาท
14.โครงการส่งเสริมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เชิงรุก 3,000 ล้านบาท
15.โครงการก่อสร้างที่พักอาศัยข้าราชการตำรวจชั้นประทวน 1,808 ล้านบาท และ
16.โครงการปรับปรุงสถานีอนามัย 1,095 ล้านบาท
ส่วนที่สาม เป็นแผนงานบริหารเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (งบกลาง) 2,391 ล้านบาท และส่วนสุดท้าย ใช้ในแผนงานรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 19,139 ล้านบาท
ตามมาตรการนี้รัฐบาลคาดหวังว่า หากมีการเบิกจ่ายจริงได้ 1 แสนล้านบาท จะมีผลผลักดันผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ให้ขยายตัวได้ 1% ต่อปี ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตรการนี้มาก ถึงกับยกให้เป็น "พระเอก" เลยทีเดียว 2.มาตรการภาษี ซึ่งรัฐบาลระบุว่า จะใช้เพื่อเป็นมาตรการเสริมมาตรการแรกเท่านั้น โดยจะต้องเสนอให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบและประกาศแพ็กเกจภาษีดังกล่าว ในวันที่ 20 ม.ค.นี้
จากที่ได้มีการแย้ม ๆ ออกมา จะมีทั้งมาตรการภาษีทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งที่แน่ ๆ ก็คือ จะมีการต่ออายุมาตรการเดิมที่เกี่ยวกับธุรกรรมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ทั้งการลดค่าธรรมเนียมการโอน การลดค่าธรรมเนียมการจดจำนอง ส่วนมาตรการที่คิดใหม่ การให้ผู้ซื้อบ้านทุกระดับราคา ในช่วงปี 2552 สามารถนำเงินต้นและดอกเบี้ยมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจริง จะหักได้มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับผู้เสียภาษี รายนั้นเสียภาษีมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ ยังจะมีการลดภาษีในบางรายการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก รวมถึงจากกรณีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิที่ผ่านมา
สำหรับมาตรการที่สองนี้ "ขุนคลังร่างโย่ง" เชื่อว่า ทุก ๆ 1 หมื่นล้านบาทของเม็ดเงินภาษีที่คืนเงินกลับสู่มือประชาชน จะมีผลผลักดันจีดีพีให้ขยายตัวได้ 0.06% ต่อปี 3.มาตรการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐขยายสินเชื่อเข้าสู่ระบบ 3 แสนล้านบาท ประกอบด้วยโครงการสินเชื่อของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้แก่ โครงการสานฝันแรงงานคืนถิ่น 1 หมื่นล้านบาท สินเชื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน 2.5 หมื่นล้านบาท สินเชื่อพยุงราคายาง 4,000 ล้านบาท และการเพิ่มวงเงินรับจำนำพืชผล 2 หมื่นล้านบาท ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) จะมีโครงการค้ำประกันการส่งออก 1.5 แสนล้านบาท ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) จะสนับสนุนธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อ 1 แสนล้านบาท บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มีโครงการค้ำประกันสินเชื่อรายย่อย 1.2 หมื่นล้านบาท ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) มีโครงการสินเชื่อตลาดอสังหาริมทรัพย์และลดภาระดอกเบี้ย 1 หมื่นล้านบาท ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) มีโครงการสินเชื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 1 หมื่นล้านบาท และวงเงินที่เหลือมาจาก ธนาคารออมสิน ที่จะสานต่อโครงการธนาคารประชาชน รวมถึงทำโครงการสินเชื่อที่ไม่ต้องมีหลักประกันทั้งหมดนี้ หวังผลผลักดันจีดีพีให้ขยายตัว 0.2% ต่อปี 4.มาตรการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ทั้งงบประมาณส่วนราชการ 1.84 ล้านล้านบาท งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ 3.03 แสนล้านบาท และงบในส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 3.66 แสนล้านบาท ทั้งหมดนี้ "กรณ์" พูดอย่างติดตลกว่า แม้จะ "ไม่เซ็กซี่" หรือให้ความรู้สึกว่าหวือหวา แต่ถือว่า "จำเป็น" โดยรัฐบาลประเมินว่า ทุก ๆ การเบิกจ่ายที่ 2.5 หมื่นล้านบาท จะมีผลผลักดันจีดีพีให้โตได้ 0.1% ต่อปี 5.การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) มูลค่ารวม 1.7 ล้านล้านบาท (ส่วนที่รัฐรับภาระ 1.16 ล้านล้านบาท และส่วนของรัฐวิสาหกิจ 5.7 แสนล้านบาท) โดยจะเน้นในโครงการที่มีความพร้อมก่อน ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าบางสายการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเล เป็นต้น โดยจะมีในส่วนโครงการที่ผูกพันงบประมาณปี 2552 เรื่อยไปตั้งแต่ปีงบประมาณ 2553 จนถึงปี 2556 (คิดเป็นมูลค่าลงทุน 1.2 ล้านล้านบาท 5 แสนล้านบาท 1 แสนล้านบาท และ 2 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ)
รัฐบาลคาดหวังว่าการเบิกจ่ายทุก ๆ 2.5 หมื่นล้านบาท จะมีผลผลักดันจีดีพีขยายตัวได้ 0.1% ต่อปี ทั้ง 5 มาตรการนี้ "กรณ์" ระบุว่า จะมีผลผลักดันให้เศรษฐกิจไทยปี 2552 ขยายตัวได้อย่างน้อย 1% ต่อปี และคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2% ต่อปี รวมถึงยังจะส่งผลให้อัตราการว่างงานไม่เกิน 2-2.5% ของจำนวนแรงงานโดยรวม แถมจะมีผลช่วยให้รัฐบาลมีรายได้กลับคืนมาในรูปภาษี จำนวน 12,900 ล้านบาท โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) พร้อมกันนี้ยังยืนยันเป็นมั่นเหมาะด้วยว่า การดำเนินมาตรการเหล่านี้ทั้งหมด รัฐบาลยังคงยึดมั่นในกรอบวินัยการคลังเป็นสำคัญ และเชื่อมั่นว่าจะไม่มีการรั่วไหลในทางทุจริต เพราะส่วนใหญ่ โดยเฉพาะการใช้งบกลางปีที่ใช้วิธีการผันเงินไปถึงมือประชาชนโดยตรง ไม่ผ่านระบบข้าราชการ
อย่างไรก็ดี รัฐบาลชุดนี้ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การดำเนินมาตรการส่วนใหญ่ ล้วนต้องใช้เงินกู้ทั้งสิ้นมีการแบหน้าตักการกู้เงินออกมาให้เห็นชัดเจนว่า ขณะนี้ยังเหลือวงเงินกู้ที่พอจะใช้เป็นช่องทางให้รัฐบาลกู้เพิ่มเติมอีกได้ โดยไม่เกินกรอบกฎหมายที่กำหนดไว้อีก 93,450 ล้านบาท เนื่องจากกฎหมายได้ตีกรอบเอาไว้ว่า เพดานการกู้เงินในปีงบประมาณ 2552 นี้ ทำได้เต็มที่คือ 621,440 ล้านบาท (กู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 437,940 ล้านบาท และกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 183,500 ล้านบาท) และปัจจุบันได้ดำเนินการใช้วงเงินกู้ไปแล้ว 527,990 ล้านบาท (กู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณเดิม 249,500 ล้านบาท กู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 29,790 ล้านบาท การจัดทำงบกลางปีเพิ่มเติม 116,700 ล้านบาท รวมถึงประมาณการรายได้ภาษีที่คาดว่าน่าจะหายไปประมาณ 132,000 ล้านบาท)
ทั้งหมดนี้ รัฐบาลยืนยันว่ายังมีเสถียรภาพในการดำเนินนโยบาย และการกู้เงินเพิ่มจะไม่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมอย่างแน่นอน แถมยังเล็งว่าจะเดินหน้ากู้เงินต่อไปอีกในปีงบประมาณ 2553 ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะต้องทำงบประมาณขาดดุลอีกกว่า 3 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ดี มีเสียงแสดงความไม่เห็นด้วยจากฟากนักวิชาการอย่าง "มนตรี โสคติยานุรักษ์" รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่มองว่า ในกรณีงบกลางปีนั้น โครงการที่ได้รับการจัดสรรส่วนใหญ่ดูแล้ว ค่อนข้างหนักไปในทางที่เป็นเงินให้เปล่าทั้งสิ้น จะเรียกว่าเหมือนเป็น "การแจกเงิน" ก็ว่าได้ จึงกังวลว่าในภาวะเศรษฐกิจที่มีปัญหา และจะมีจำนวนคนตกงานเพิ่มขึ้นมากเช่นนี้ เงินที่ใส่ลงไปจะมีผลทำให้ประชาชนนำมาใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน "ขึ้นอยู่กับว่าจะทำให้เกิดผลใช้จ่ายแค่ไหน แล้วจะเกิดการหมุนมากรอบเพียงใด เพราะถ้ารอบเดียว ก็แค่ 1 แสนล้านบาท แต่ถ้าหมุนได้ 10 รอบ ก็ 1 ล้านล้านบาทแต่สถานการณ์ในปีนี้จะมีผลให้คนตกงานมากขึ้น แล้วการเติมเงินให้ เขาจะนำไปใช้หรือเปล่า ถ้าไม่ใช้ก็ไม่หมุนเพราะคนอาจจะไม่มั่นใจว่าจะมีงานทำ จะตกงานหรือเปล่า ซึ่งหากเขาเอาไปเก็บไว้ ก็ไม่มีผล ดังนั้น ผมไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะมองแล้วจะเกิดผลไม่มาก อาจจะถูกใจประชาชน เพราะการให้เงินสด ทุกคนก็ชอบหมด โดยอาจจะมองได้ว่ารัฐบาลอาจจะมีประเด็นหวังผลอย่างอื่นด้วยหรือไม่"ขณะที่มาตรการภาษีก็เช่นกัน "มนตรี" บอกว่า "ไม่เห็นด้วย" เรื่องการเพิ่มค่าลดหย่อนภาษี เพราะจริง ๆ แล้วควรมีการเก็บภาษีเข้ากระเป๋ารัฐบาล แล้วนำเงินไปใช้ในระบบงบประมาณจะดีกว่า ซึ่งมีตัวอย่างในช่วงปี 2542 ว่าทำแล้วไม่ได้ผล ทั้งนี้ มาตรการภาษีควรทำในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นแล้วจะได้ผลดีกว่าทำในสถานการณ์ปัจจุบันนี้
"มนตรี" ระบุอีกว่า ในส่วนการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณงบลงทุนนั้น ถือว่ามีว่าเป็นประโยชน์ ต้องเร่งให้มีการจัดซื้อจัดจ้างเกิดขึ้น และที่สำคัญรัฐบาลควรเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลต่อเนื่องมากกว่า
นักวิชาการจากนิด้าฝากทิ้งท้ายไว้ว่า ต้องการให้รัฐบาลพิจารณาการใช้เงินอย่างละเอียด รอบคอบ เพราะการกู้เงินมาใช้จำนวนมาก จะเป็นภาระภาษีของประชาชนในอนาคต ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจสอบ ประเมินผล และกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเกรงว่าเงินที่อัดฉีดลงไปจะกระจายละลายหายไปหมด
ไทยโพสต์ (คอลัมน์อีโคโฟกัส) 16 มกราคม 2552