แก้ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรราคาถูกง่ายนิดเดียว

                ๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

 

 

               เกษตรกรบ้านเราถนัดในด้านการปลูก การเลี้ยง

               เช่นปลูกข้าว  ปลูกข้าวโพด  มัน  ถั่ว และ เลี้ยงวัว  เลี้ยงหมู  เลี้ยงไก่  เป็นต้น  

               ส่วนใหญ่เป็นการผลิตวัตถุดิบ  เป็นการผลิตผลผลิตขั้นปฐมภูมิ และจะขายผลผลิตในขั้นนี้ โดยไม่มีการแปรรูปใด ๆก่อน 

               การขายผลผลิตในขั้นนี้เน่องจากจุดอ่อนหลายอย่าง เช่น  
                      : อายุการเก็บรักษาของผลผลิตสั้น  ต้องรีบขายไม่เช่นนั้นจะเน่าเสีย  หรือมีสภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการบริโภค  หรือแปรรูปต่อไป 
                      : มีจำนวนมาก ซึ่งมักจะเกิดกับผลิตผลที่ขึ้นอยู่กับฤดูกาลจะเจอปัญหานี้มากและบ่อย ๆ

               สภาพเช่นที่กล่าวข้างต้น  ทำให้เกษตรกรไม่มีอำนาจต่อรองกับผู้ซื้อ  เกษตรกรไม่สามารกำหนดราคาสินค้าของตนเองได้  จึงถูกกดราคา  ดังปรากฏเป็นข่าวอยู่เนือง ๆ เช่นในปัจจุบัน  ที่เกิดกับ ข้าวโพด มัน ปาล์ม อ้อย และนม  เป็นต้น
              ปัญหาเรื่องราคายิ่งจะทวีความรุณแรงขึ้น  เมื่ออำนาจทางการเมืองอยู่ในมือของพวกพ่อค้านายทุน  หมายถึงรัฐบาลเปิดโอกาสให้พ่อค้า หรือนายทุนสั่งวัตถุดิบจากต่างประเทศเข้ามาใช้ในการผลิตของโรงงานได้ เช่น มีการนำเข้าข้าวโพดจากพม่า  ลาว  เขมร  นำหอม  กระเทียม มาจากจีน เป็นต้น

              การแก้ปัญหาของราคาผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าวโพด  มัน  นม  ปาล์ม  อ้อย  ข้าว  ยาง  ง่ายนิดเดียว  คือ  เกษตรกรต้องเรียนรู้ที่จะแปรรูปวัตถุดิบเหล่านี้  เมื่อแปรรูปแล้วก็ต้องเรียนรู้ที่จะขาย  ซึ่งการขายจะง่ายกว่าการแปรรูปเสียอีก  ถ้ารู้จักแปรรูป  และรู้จักขายแล้ว ก็ไม่ต้องสนใจว่าพ่อค้า  คนกลาง  หรือนายทุนจะซื้อหรือไม่ซื้อ  หรือจะซื้อราคาเท่าไร  เกษตรกรจะอยู่ในฐานะที่เมื่อพอใจเท่านั้นจึงจะขายให้ใคร ๆ

             การแปรรูปไม่ใช่เรื่องยากเย็นเข็ญใจอะไร  คิดง่าย ๆว่าเจ๊กจีนทั้งหลายทำไมทำได้  ก็เรียนรู้แบบที่คนเจ๊กจีนเขาเรียนรู้กันนั่นแหละ  ถ้าเข้าไปดูให้ชิด ๆก็จะเห็นว่าโรงงานต่าง ๆก็ใช้ลูกหลานเกษตรกร ลูกหลานชาวไร่ชาวนาไปทำการผลิต  หรือแปรรูปให้ทั้งนั้น  ปัญหาของการผลิตในขั้นที่สอง  ขั้นที่สาม  ของเกษตรกร  คือ  การไม่รู้จักที่จะเรียนรู้ และการขาดและขลาดจิตใจและทักษะ ในการประกอบการ  การเรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้เกษตรกรไม่มีที่เรียน  ที่บ้านพ่อแม่ก็สอนไม่ได้ และที่โรงเรียนก็ไม่ได้สอน  การแก้ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรจึงต้องแก้โดยการให้การศึกษาในเรื่องเหล่านี้

             ในเรื่องการขายก็เช่นเดียวกัน  ที่ว่าง่าย คืออย่างไร? 

                       ง่ายก็เพราะว่าตลาดก็ได้แก่ชาวไร่ชาวนาด้วยกันเอง นั่นแหละ  นี่คือตลาดหลัก  ในประเทศนี้คนส่วนใหญ่  60-65 เปอร์เซ็นต์  คือเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา  และ กรรมกร(ซึ่งก็คืออัญรูปหนึ่งของชาวไร่ ชาวนา นั่นเอง)  พูดง่าย ๆก็คือ ผลิตและบริโภคอยู่ในแวดวงเกษตรกรด้วยกันก็สามารถอยู่ได้สบายแล้ว ตลาดนี้คือตลาดของความมั่นคง หากเกษตรกรเข้าใจและเห็นใจกันและกันในลักษณะนี้ได้  ปัญหาว่าจะขายใครก็หมดไป  คนชั้นกลาง ชั้นสูง ตลอดทั้งพ่อค้า  นายทุนต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่ผู้ผลิตก็จะมีอำนาจต่อรองน้อยลงทันที  คนชั้นกลาง ชั้นสูง ตลอดทั้งพ่อค้า  นายทุน เป็นอีกตลาดหนึ่ง และนี่คือตลาดที่สอง ตลาดที่สองนี้คือ ความมั่งคั่งของเกษตรกร ปัญหาของการตลาดอยู่ที่เกษตรกรจะเอื้ออาทรต่อกันหรือไม่  เพียงใด  สามัคคีธรรมในคนระดับเดียวกันของเกษตรกรจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเกษตรกรยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน  ซึ่งผู้เขียนได้เคยใช้คำว่า "เห็นหัวกันและกัน" การเห็นหัวกันและกันในหมู่เกษตรกรไทยมีน้อยมาก 
           นี่คือ ปัญหาใหญ่  ปัญหายาก 
           และนี่คือ ปัญหาสำคัญที่เป็นสาเหตุของความเดือดร้อนที่เกษตรกรเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

           ทางแก้ก็เช่นเดียวกันกับประการแรก คือ การให้การศึกษาเพื่อเสริมสร้างลักษณะดังกล่าว การศึกษาชนิดนี้ไม่มีในครอบครัวไทย และในโรงเรียนไทย  และนี่คืองานสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาของชาติ  ถ้าการศึกษาไม่มุ่งที่จะสร้างหัวใจที่เห็นหัวของกันและกันให้เกษตรกรหรือคนไทยส่วนใหญ่ก็แก้ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้

              และถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป  อนาคตเกษตรกรไทยจะเป็นคนชั้นพ่อค้า นายทุน  เกษตรกรตัวจริงในปัจจุบันก็จะกลายเป็นกรรมกรในไร่นาที่แต่เดิมเคยเป็นสมบัติของเขาเอง

 

                                                                                          Paaoobtong

                                                                                       19  มกราคม  52