คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ปี 2552 “ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพัน รักสามัคคี”นับเป็นคำขวัญที่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันเป็นยิ่งนักเพราะคำขวัญนี้คงไม่ใช่ใช้กับแต่เฉพาะเด็กๆเท่านั้นแต่ยังสามารถมองไปถึงความเป็น “ผู้ใหญ่”ได้ด้วยกระมังอันหมายถึงการส่งสัญญาณเสียงไปยังบรรดาผู้ใหญ่ที่แยก “สี” แยก “ฝ่าย”หรือแม้แต่การสื่อนัยสำคัญของเด็กที่พึงปรารถนาอยากให้ผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองได้ตระหนักถึง คำว่า “ผูกพัน - รัก - สามัคคี”กันให้มากที่สุด




นายกองค์การนิสิต..ลุยงานพิธีกรจัดประกวดแข่งขันการเลียนเสียงสัตว์



เป็นที่รู้กันดีว่าการจัดวันเด็กแห่งชาตินั้นเริ่มมาตั้งแต่ปี 2498โดยมุ่งให้สังคมเห็นความสำคัญของเด็กและปลูกฝังให้เด็กได้เห็นความสำคัญของตนเอง

แต่สำหรับกิจกรรมวันเด็กที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามจัดขึ้นนั้นต้องบอกตามตรงว่าเป็นกิจกรรมของบรรดานิสิตแบบล้วน ๆโดยมีองค์การนิสิตเป็นหัวเรือใหญ่ด้วยการบรรจุกิจกรรมนี้ไว้เป็นแผนงานประจำปีเสร็จแล้วก็ดึงเอาสโมสรนิสิตและชมรมต่างๆ มาลงแรงร่วมกันอย่างขันแข็ง



การประกวดร้องเพลง...


ครื่องบินเล็กจากชมรมบินหลงฝูง มหาสารคาม



ในจังหวัดมหาสารคามมีหน่วยงานที่จัดกิจกรรมวันเด็กไม่มากนักเต็มที่ก็ไม่เกิน 2-3 แห่งและนั่นก็รวมถึงวันเด็กที่มหาวิทยาลัยของเราด้วยเช่นกันซึ่งในแต่ละปีจะเห็นได้ชัดว่ากลุ่มที่เที่ยววันเด็กจากศาลากลางจังหวัดเสร็จแล้วก็มุ่งหน้ามาร่วมงานที่ “มมส”อย่างหลากหลายจนทำให้เราต้องตระหนักเสมอว่าปีหน้าต้องเตรียมรับมือให้มากขึ้นเพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของเด็กๆได้อย่างไม่ขัดเขินนัก



การแสดงของชมรมเยาวชนคริสเตียนนานาชาติ



ปีนี้ผมมีโอกาสได้นำเรียนต่ออธิการบดีว่าอยากให้มหาวิทยาลัยบรรจุเรื่องวันเด็กแห่งชาติไว้ในแผนของการบริการวิชาการแก่ชุมชนโดยไม่ปล่อยให้เป็นภาระของบรรดาองค์กรนิสิตได้ขับเคลื่อนตามลำพังอย่างน้อยก็สนับสนุนงบประมาณสักก้อนเพื่อให้นิสิตมีทุนรอนพอที่จะสร้างงานได้เป็นรูปธรรมกว่าที่เป็นอยู่

ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่าท่านเองก็เห็นด้วย และรับปากว่าจะมอบนโยบายนี้ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป





ย้อนกลับไปถึงยุคแรกเริ่มของการจัดงานวันเด็กของ “มมส”

บางปี, ถึงขั้นเคยถอยกลับไปจัดกิจกรรมกัน ณเขตพื้นที่ตั้งในเมืองเพราะเห็นว่าอยู่ใกล้กับตัวเมืองเด็กๆ และผู้ปกครองจะได้ไปมาสะดวก

แต่ท้ายที่สุดในปีหนึ่งผมก็ยืนยันแนวคิดนี้กับองค์การนิสิตอย่างแข็งขันว่า เป็นตายร้ายดีก็ขอให้ปักธงจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ณ ที่ตั้งขามเรียงโดยย้ำไม่ให้วิตกว่าคนส่วนใหญ่จะมาร่วมกี่มากน้อยแต่ให้เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายจากชุมชนใหญ่ๆมาสู่หมู่บ้านที่อยู่รายรอบมหาวิทยาลัยฯซึ่งพ่อแม่ของเด็กๆ ส่วนหนึ่งก็เป็นพนักงาน หรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยรวมถึงการพุ่งเป้าไปสู่เด็กๆ ที่เป็นลูกหลานคนงานก่อสร้างที่พักอาศัยอยู่ในมหาวิทยาลัยฯ ไปพร้อมๆ กัน





จากวันนั้นถึงวันนี้ก็เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะกิจกรรมที่ว่านี้ได้เติบโตและหยั่งรากลงลึกในจิตสำนึกของนิสิตอย่างน่าชื่นชมโดยกิจกรรมวันเด็กของ “มมส”ได้กลายเป็นพื้นที่แห่งการให้บริการแก่เด็กๆอย่างคึกคักบรรดานิสิตจำนวนมากได้กลายมาเป็น “พี่เลี้ยง”ของเด็กๆอย่างน่ารักน่าชัง-

และนั่นก็ไม่เพียงสะท้อนถึงการให้บริการแก่เด็กๆ เท่านั้นแต่ยังหมายถึงการพัฒนาแนวคิดของนิสิตไปในตัวด้วยเหมือนกันเพราะแต่ละองค์กร ก็ล้วนแล้วแต่สกัดเอาทักษะของตัวเองออกมาสื่อสารกับน้องๆอย่างน่าชมครบครันทั้งบันเทิงและเริงปัญญา !





กิจกรรมเล่นเกมส์ ตอบคำถาม และประกวดหนูน้อยสุขภาพดี



แต่สำหรับผมนั้นในทุกครั้งที่มีโอกาสพูดคุยกับแกนนำของนิสิตผมไม่เคยละเลยที่จะย้ำถึงแนวคิดของการจัดกิจกรรมที่เน้นให้เด็กๆได้แสดงศักยภาพของตัวเองออกมาสู่สังคมหรืออย่างน้อยก็ให้ผู้ปกครองที่พามานั้นได้รับรู้ถึง “ตัวตน” และ “ความคิด”ของบุตรหลานซึ่งหมายถึงการไม่อยากให้นิสิตเป็นผู้แสดง หรือโชว์การแสดงด้วยตนเองเสียทั้งหมดแต่ให้คิดหากิจกรรมต่างๆ ให้เด็ก ๆได้เข้ามาร่วมอย่างหลากหลายทั้งในมิติของดนตรีศิลปะการแสดงวิชาการกีฬาและนันทนาการ


โดยเฉพาะกิจกรรมการประกวดเขียนเรียงความสั้นๆประกวดวาดภาพประกวดการเล่านิทานประกวดการเล่าเรื่องท้องถิ่น หรือครอบครัวของเด็กๆประกวดการเลียนเสียงสัตว์เป็นต้นเพราะกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้เด็กๆได้แสดงออกถึงความเป็นตัวตนของเขาและสื่อให้เราได้เห็นว่าในตัวตนของเขานั้นมีต้นทุนในเรื่องเหล่านี้แค่ไหนเผื่อบางทีผู้ปกครองจะได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้ลูกหลานตัวเองได้รับโอกาสในการพัฒนาตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น



ทีมงานจากกลุ่มนิสิตพรรคพลังสังคม

การให้บริการการระบายสีของกลุ่มนิสิตพรรคชาวดิน




แต่ก็น่าเสียดายว่าใน 3 – 4ปีที่ผ่านมาผมยังไม่เคยได้อ่านเรียงความของเด็กๆจากเวทีกิจกรรมนี้เลยเพราะไม่มีใครมาเข้าแข่งขันส่วนใหญ่เน้นไปในทางกิจกรรมนันทนาการเสียมากกว่าจนผมเองอดไม่ได้ที่จะฝากแนวคิดว่าปีหน้าก็จัดประกวดนอกรอบในโรงเรียนให้เสร็จไปเลยเสร็จแล้วก็ส่งมาให้เราตัดสินพร้อมๆ กับเชิญคนที่ชนะการประกวดมารับรางวัลในวันเด็กฯและนำผลงานของเด็กเหล่านี้ไปจัดทำเป็นเอกสาร ส่งกลับไปยังโรงเรียนต่าง ๆหรือส่งกลับไปยังหมู่บ้าน เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในชุมชนของเด็กๆ

นั่นคือความคิดที่ผมยังมุ่งหวังและไม่ยอมปล่อยวางและยังคิดว่าปีหน้าฟ้าใหม่จะลองชวนให้นิสิตหันมาทำเช่นนี้ดูบ้างเผื่อบางทีผู้ใหญ่อย่างเราๆจะได้เห็นถึงประกายความฝัน ความคิดอันบริสุทธิ์ของเด็กที่มีต่อสังคมซึ่งนั่นก็หมายถึงการได้เห็นรอยยิ้มของโลกใบนี้ด้วยเช่นกัน



การสาธิตและให้ความรู้เรื่องสุขภาพฟันของสโมสรนิสิตคณะพยาบาลศาสตร์




และเหนือสิ่งอื่นใดก็เถอะ...

ผมและนิสิต หรือแม้แต่มหาวิทยาลัย ก็คงไม่สามารถให้บริการอย่างเพียงพอต่อความต้องการของเด็กๆ เป็นแน่แต่ก็ยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้

เช่นเดียวกับการฝากแนวคิดถึงผู้ใหญ่ในทำนองว่าวันเด็กแห่งชาตินั้นเป็นวันที่เราให้ค่าความสำคัญกับเด็กๆที่กำลังจะเติบใหญ่เป็นอนาคตของชาติหาใช่ให้ความสำคัญกับสิ่งของที่แจกจ่ายไปยังเด็ก ๆ





ดังนั้นการนำลูกหลานมาร่วมวันเด็กแห่งชาติ ก็ควรต้องเกิดขึ้นบนพื้นฐานของการตระหนักถึงความสำคัญของเด็กส่งเสริมให้เด็กได้ตระหนักถึงตัวเองและสังคมมากกว่าการปลูกฝังให้เด็กๆไหลรวมไปสู่ค่านิยมของการเป็นผู้รับอย่างไม่ถูกต้องอย่างไม่รู้ตัว !