โลกยุคการจัดการความรู้ ( Knowledge Management : KM)ซึ่งเป็นยุคที่"ความรู้คือพลัง คืออำนาจ"ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ล้วนต้องการทรัพยากรมนุษย์ที่รักการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ไม่เว้นแม้แต่แวดวงการศึกษา ก็ต้องการ"ครู"ที่ไม่หยุดเรียนรู้เช่นกัน...
การใฝ่หาความรู้ของครูในยุค KMนั้นไม่ใช่มีการใฝ่หาความรู้เชิงวิชาการเท่านั้น แต่จำเป็นต้องใฝ่หาความรู้แบบรอบด้านเนื่องจาก"ครู" เป็นทั้ง "คัมภีร์ที่มีชีวิต"ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการถ่ายทอด"ความรู้ที่ชัดแจ้ง" (Explicit Knowledge)ซึ่งเป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้โดยผ่านวิธีต่างๆ เช่น หนังสือตำราเรียน ทฤษฎี คู่มือต่างๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็น"ความรู้แบบรูปธรรม"
นอกจากนั้น ยังเป็น"ตัวจักร"ที่ผลักดันให้"ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคล" (Tacit Knowledge)เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่างๆเป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่นทักษะในการทำงาน หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ โดยบางครั้งเรียกว่าเป็น"ความรู้แบบนามธรรม"ได้ถูกนำมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ดังนั้น"ครูมืออาชีพยุค KM"จึงต้องเป็นได้มากกว่าผู้ถ่ายทอดความรู้จากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสศึกษาดูงานด้านการศึกษากับคณะของปลัดกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ TDA (Training and Development Agency for Schools) ซึ่งเป็นหน่วยงานฝึกและพัฒนาบุคลากรในสถานศึกษาของประเทศอังกฤษทำให้สรุปได้ว่ากรอบลักษณะของ"ครูอุดมคติ"นอกจากจะต้องมีสัมพันธภาพที่ดีกับเด็กแล้ว ยังควรเป็นบุคคลที่มีความยุติธรรมมีความน่าเคารพเชื่อถือ และเป็นกำลังใจให้เด็กในการเรียนรู้ และแก้ปัญหาต่างๆในชีวิต โดยครูจะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจในการเพิ่มเติมองค์ความรู้ตลอดเวลาและประพฤติตนเป็น"ต้นแบบ"ของการคิดดี ทำดี พูดดี
การอบรมสั่งสอนเด็กจะให้ได้ผลนั้นจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างโรงเรียน บ้านและชุมชนที่อยู่แวดล้อมตัวเด็กเพื่อให้เด็กมีสภาพความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับพัฒนาการ โดยวิธีการเรียนแบบมีส่วนร่วม ( Collaborative Learning) ถือเป็นวิธีที่สามารถพัฒนาความรู้ทักษะในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและทำงานร่วมกับผู้อื่น
สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับครู คงหนีไม่พ้นการพัฒนาศักยภาพของตนเองโดยเฉพาะการรู้จักสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการสอนในรูปแบบใหม่ๆเปิดใจให้กว้างพร้อมที่จะรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์และนำคำวิจารณ์เหล่านั้นไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการสอนให้ดียิ่งขึ้นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็ก
เมื่อพิจารณาจากคุณสมบัติของ "ครู" ก็คงต้องพูดตรงตรงว่าการเป็น "ครูตามทฤษฎี" เป็นเรื่องที่ทำได้ยากซะยิ่งกว่ายาก โดยเฉพาะการเป็น "ครูไทย" ในยุค "ข้าวแพงแต่เงินเดือนน้อย" ที่ต้องผจญกับสภาวะ "ปากกัดตีนถีบ"ที่ลำพังจะเอาตัวเองให้รอดก็แสนจะยากเย็นแล้วยังต้องมาแบกรับภาระอันหนักหน่วงจากการดูแลเยาวชนของชาติก็คงต้องบอกว่าครูยุคนี้ต้องมี “จิตวิญญาณของความเป็นครูแบบเข้มข้นสุดสุด"...
แม้การเป็น"พ่อพิมพ์ แม่พิมพ์"จะยากลำบาก แต่เมื่อเลือกเป็น "ครู" ก็ต้องไม่หยุดเรียนรู้ เพราะหาก "หยุด"เรียนรู้ ก็คงไม่ต่างจากการหมดคุณค่าของการเป็น "ครู"... แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นจริงจริงก็ควร "หยุด"สอนไปเลยจะดีกว่า..!!
โดย รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ที่มาข้อมูล : สยามรัฐ
๏ ๏ ๏ กล้วยไม้มีดอกช้า....................ฉันใด
การศึกษาเป็นไป....................เช่นนั้น
แต่ดอกออกคราวไร....................งามเด่น
การศึกษาปลูกปั้นเสร็จแล้ว....................แสนงาม ๏ ๏ ๏
สวัสดีค่ะ..
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะครูคิม
สวัสดีค่ะคุณศรีกมล