"ครม.มาร์ค 1" อนุมัติ 1.15 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน 18 โครงการ เน้นช่วยรากหญ้า เข็นเข้าสภา 28 ม.ค. คาดทำได้จริง มี.ค.นี้ นำร่องบัตรเดียวรักษาได้ทุกที่ใน 5 จว. ส่ง "เอสเอ็มเอส" ชวนคนตกงาน 4 หมื่นรายสมัคร ขณะที่สลัม 4 ภาค-แรงงาน จวกรัฐจ่ายหัว 2,000 ได้ไม่ทั่วถึงเมื่อวันที่ 13 มกราคม นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบกรอบรายละเอียดการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2552 วงเงิน 1.15 แสนล้านบาท แบ่งเป็นงบรายจ่ายตามมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลและตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจรวม 95,860 ล้านบาท ที่เหลืออีก 1.9 หมื่นล้านบาท จะเป็นงบประมาณเพื่อชดเชยเงินคงคลัง เชื่อว่า
ภายใน 1-2 เดือน เงินทั้งหมดจะเข้าสู่ระบบ เพื่อให้เกิดการใช้จ่าย นอกจากนี้รัฐบาลจะเร่งการใช้จ่ายในส่วนงบประมาณของรัฐวิสาหกิจและงบในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
สำหรับงบประมาณตามโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ได้แก่ 1.โครงการการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ 18,970.4 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณอุดหนุนผู้มีรายได้น้อยเดือนละ 2,000 บาท โดยเงินเดือนต้องไม่เกิน 1.4 หมื่นบาท โดยมอบหมายให้สำนักงบประมาณไปคำนวณตัวเลขผู้ที่ได้รับการอุดหนุนอีกครั้ง 2.โครงการ5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อลดค่าครองชีพประชาชน 11,409.2 ล้านบาท 3.โครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร 2,000 ล้านบาท 4.โครงการก่อสร้างภายในหมู่บ้าน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนประชาชน 1,500 ล้านบาท5.โครงการด้านพาณิชย์เพื่อช่วยเหลือประชาชน 1,000 ล้านบาท 6.โครงการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว 1,000 ล้านบาท 7.โครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการจัดการน้ำ 760 ล้านบาท 8.โครงการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม 500 ล้านบาท 9.โครงการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ 325 ล้านบาท 10.โครงการสนับสนุนการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี 1.9 หมื่นล้านบาท 11.โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน 15,200 ล้านบาท 12.โครงการสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ 9,000 ล้านบาท 13.โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชุน 6,900 ล้านบาท 14.โครงการส่งเสริมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เชิงรุก 3,000 ล้านบาท 15.โครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการตำรวจชั้นประทวน 1,808 ล้านบาท 16.โครงการปรับปรุงสถานีอนามัย 1,095.8 ล้านบาท
17.โครงการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 2,391 ล้านบาท 18.รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 19,139.5 ล้านบาท
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.ให้ความสำคัญในช่วงนี้คือ งบประมาณแผนการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในสังคม วงเงิน 6,976 ล้านบาท และการตั้งงบประมาณสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินวงเงิน 120 ล้านบาท ใช้ในการเตรียมจัดอบรมผู้ว่างงานระยะเริ่มต้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับงบกลางปีที่เตรียมจะเสนอเข้าที่ประชุมสภา
นายพุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับงบกลางทั้งหมดเมื่อแยกตามกระทรวง ทบวง กรม เป็นงบกลางประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท งบสำนักนายกรัฐมนตรี 1.52 หมื่นล้านบาท กระทรวงการต่างประเทศ 325 ล้านบาท กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 550 ล้านบาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2,000 ล้านบาท กระทรวงคมนาคม 1,500 ล้านบาท กระทรวงทรัพยาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 760 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์ 1,000 ล้านบาท กระทรวงมหาดไทย 1.257 หมื่นล้านบาท กระทรวงแรงงาน 1.68 หมื่นล้านบาท กระทรวงวัฒนธรรม 21 ล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการ 1.82 หมื่นล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข 1,950 ล้านบาท กระทรวงอุตสาหกรรม 485 ล้านบาท ส่วนราชการที่ไม่สังกัดนายกฯ กระทรวง ทบวง กรม 1,970 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 1.8 หมื่นล้านบาท ที่เหลือเป็นงบชดเชยคงคลัง 1.9 หมื่นล้านบาท โดยทั้งหมดจะเข้าที่ประชุม ครม.อีกครั้งในวันที่ 20 มกราคม เพื่อให้ความเห็นชอบอีกครั้งก่อนเข้าสู่สภา คาดว่าจะมีการพิจารณาในสภาได้ในวันที่ 28 มกราคมนี้รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจากการประเมินร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าจะทำให้อัตราการเจริญเติบโตของประเทศขยายตัวเบื้องต้นประมาณ 2.5% แต่ผล
อาจจะออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่เป้าดังกล่าวนี้คาดว่ารัฐบาลจะทำได้ โดยทั้งหมดนี้จะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจอีกครั้ง ในวันที่ 14 มกราคมนี้
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อจัดทำเป็นร่างกฎหมายในสัปดาห์หน้าก่อนที่จะนำเข้าสู่สภา ในวันที่ 28 มกราคมนี้ว่า รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ผ่านสภาเพื่อสามารถนำมาใช้ได้ในช่วงกลางเดือนหรือปลายเดือนมีนาคมเป็นต้นไป นอกจากนี้ยังได้ขอให้ ครม.พิจารณาและจัดทำเพิ่มเติมอีก 2 เรื่อง คือ ด้านการท่องเที่ยวที่ต้องมีมาตรการไปช่วยลดภาระของผู้ประกอบการหรือกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวมากขึ้น ซึ่งไม่ได้ใช้เงินงบประมาณ
จากการที่นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีแนวนโยบายที่จะดำเนินโครงการบัตรคนไทยใบเดียว ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนที่มีสิทธิรักษาพยาบาลในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือผู้ป่วยบัตรทอง เข้ารับบริการรักษาที่โรงพยาบาลในจังหวัดได้ทุกแห่ง โดยใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียว ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มกราคม นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ในเบื้องต้นจะนำร่องโครงการดังกล่าวใน 5 จังหวัด ได้แก่ จ.นครนายก 167,366 ราย จ.อ่างทอง 194,291 ราย จ.สระบุรี 426,983 ราย จ.สงขลา 1,011,316 ราย และ จ.ยโสธร 424,140 ราย รวมทั้งหมด 2,224,096 ราย คาดว่าจะให้บริการได้ภายในเดือนมีนาคมนี้
นพ.วินัย กล่าวอีกว่า การเลือก 5 จังหวัดนี้เป็นพื้นที่นำร่อง เนื่องจากโรงพยาบาลมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี สามารถเชื่อมต่อฐานข้อมูลสิทธิการรักษาพยาบาลและทะเบียนราษฎร โดยสามารถป้อนข้อมูลเลขประจำตัว 13 หลักเข้าระบบออนไลน์และรู้ได้ทันทีว่าผู้ป่วยแต่ละคนมีสิทธิรักษาพยาบาลเป็นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบสวัสดิการข้าราชการ หรือประกันสังคม ขณะเดียวกันแต่ละโรงพยาบาลสามารถออนไลน์ข้อมูลผู้ป่วยถึงกันได้หมด รวมถึงเจ้าหน้าที่ทะเบียนมีความรู้ความเข้าใจในการตรวจสอบข้อมูลและประชาชนในแต่ละจังหวัดมีบัตรประชาชนเป็นแบบสมาร์ทการ์ดราว 1 ใน 3 ของประชาชนทั้งหมด “หากประชาชนมีบัตรประชาชนเป็นแบบสมาร์ทการ์ดจะช่วยให้ตรวจสอบสิทธิได้ง่ายขึ้น แต่หากเป็นเด็กหรือประชาชนที่ยังไม่มีบัตรชนิดนี้ ก็สามารถใช้เพียงเลข 13 หลักในการตรวจสอบได้" นพ.วิชัยกล่าว
เลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อว่า ได้ตั้งงบราว 15 ล้านบาท สำหรับใช้ในการดำเนินการพัฒนาฐานข้อมูลของโรงพยาบาลใน 5 จังหวัด ให้มีความพร้อมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มเติมระบบเทคโนโลยีของโรงพยาบาล ระบบตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาลอัตโนมัติ และอบรมบุคลากรให้มีความพร้อมมากขึ้น อนาคตอาจมีการปรับปรุงให้สถานีอนามัยสามารถออนไลน์ข้อมูลกับโรงพยาบาลในพื้นที่ได้ด้วย
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ให้สัมภาษณ์ว่า ในการประชุม ครม.วานนี้ (13 ม.ค.) เห็นชอบในหลักการการเพิ่มค่าครองชีพกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพราะเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่ช่วยราชการทุกกรมกองในกระทรวงมหาดไทยทำงานใกล้ชิดประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่จะต้องช่วยงานในด้านการสร้างความสมานฉันท์ในพื้นที่ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ของบประมาณเพื่อเพิ่มค่าตอบแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นวงเงินทั้งสิ้น 6,008 ล้านบาท มีผลในการเพิ่มค่าตอบแทน 5 ตำแหน่ง ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบล เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโครงการที่กระทรวงมหาดไทยเสนอของบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ2552 ทั้งหมด ได้แก่ 1.งบประมาณในการจัดทำฐานข้อมูลและขยายผลโครงการพระราชดำริของสำนักงานกระทรวงมหาดไทย 303 ล้านบาท 2.เงินช่วยเหลือค่าครองชีพกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 6,008.555 ล้านบาท ของกรมการปกครอง 3.ในส่วนของกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ โครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการเบี้ยยังชีพคนชรา14,960.7535 ล้านบาท โครงการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา หรือเรียนฟรี 15 ปี 648.373 ล้านบาท โครงการส่งเสริมศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการสนับสนุนอาสาสมัคร 3,740 ล้านบาท รวมเป็น 19,349.1265 ล้านบาท4.ในส่วนของเมืองพัทยา ได้แก่ งบจัดการศึกษาก่อนประถมศึกษา (ค่าอาหารกลางวัน) 2.184 ล้านบาท งานจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 17.5404 ล้านบาท รวมเป็น 19.7244 ล้านบาท และ 5.ค่าใช้จ่ายตามมาตรการลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าและน้ำประปาของครัวเรือน 14,178.8036 ล้านบาท รวมเป็นงบประมาณที่ขอทั้งสิ้น 39,859.2059 ล้านบาท
สำหรับงบกรมการปกครองที่เพิ่มค่าตอบแทนให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 6,000 ล้านบาท คนที่ดูแลคือนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และว่าที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขณะที่งบกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่ขอไป 1.9 หมื่นล้านบาท คนที่ดูแลคือนายบุญจง จากกลุ่มเพื่อนเนวิน
ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณ 18,258 ล้านบาท สำหรับดำเนินมาตรการเรียนฟรี 15 ปี ของสถานศึกษาในสังกัดนั้น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า งบดังกล่าวแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนตำราเรียน 6,000 ล้านบาท อุปกรณ์การเรียน 2,000 ล้านบาท เครื่องแบบนักเรียน 2 ชุดต่อปี 4,500 ล้านบาท ค่ากิจกรรมพิเศษ 4,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือใช้ในส่วนของการศึกษาเอกชน 1,500 ล้านบาท และที่เหลืออีกเกือบ 1,000 ล้านบาท จะเป็นงบประมาณสำหรับโรงเรียนที่สังกัดกระทรวงอื่น เช่น สถาบันพัฒนศิลป์ สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เป็นต้น
ด้านคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้จะเชิญผู้บริหารโรงเรียนมาหารือเกี่ยวกับเรื่องแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเสนอนายจุรินทร์ในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รายละเอียดที่แน่ชัดแล้วในแต่ละส่วนจะดำเนินการอะไรบ้าง ตนก็จะนำเรื่องนี้ไปชี้แจงทำความเข้าใจอีกครั้งในที่ประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่จะมีขึ้นต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้
นายปั้น วรรณวินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการแนวทางการช่วยเหลือมนุษย์เงินเดือนที่เป็นสมาชิกประกันสังคม (สปส.) และบุคลากรภาครัฐจำนวน 2,000 บาทต่อคนต่อเดือนว่า สำหรับผู้ประกันในระบบประกันสังคมขณะนี้มีอยู่จำนวน 9.3 ล้านคน และคนที่มีฐานเงินเดือนไม่เกิน 1.4 หมื่นบาท ที่จะได้รับการช่วยเหลือครั้งนี้มีจำนวน 8.01 ล้านคน โดย สปส.จะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องฐานข้อมูลผู้ประกันตน พร้อมกับวางระบบเพื่อขอบัญชีเลขธนาคารของผู้ประกันทั้ง 8.01 ล้านคน แยกสมาชิกแต่ละธนาคาร หลังจากนั้นจะนำเสนอให้แก่กรมบัญชีกลางเพื่อจ่ายเงินเข้าสู่บัญชีของลูกจ้างผู้ประกันตนโดยตรง โดยไม่ผ่านฝ่ายธุรการหรือฝ่ายบุคคลของสถานประกอบการ ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาด้าน น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลให้เราก็จะรับไว้ แต่ยังคิดไม่ออกว่าเงินจำนวนดังกล่าวให้มาแล้วจะไปใช้จ่ายอะไรได้บ้าง อาจจะลดภาระได้บ้างนิดหน่อย อยากให้รัฐบาลมองการแก้ไขปัญหาระยะยาวมากกว่าเพราะเรื่องนี้เป็นการแก้ไขปัญหาที่สั้นมาก ส่วนเรื่องการลดเงินสมทบของประกันสังคมต้องคิดให้ดีว่ากระทบต่อกองทุนชราภาพในอนาคตหรือไม่ และจำนวนเงินดังกล่าวมีเพียงลูกจ้างที่อยู่ในระบบเท่านั้นที่ได้รับการช่วยเหลือ อยากให้รัฐบาลขยายการช่วยเหลือให้แก่ลูกจ้างที่เป็นแรงงานนอกระบบด้วย เพราะเขาก็เป็นคนยากจนเหมือนกัน ส่วนการลดเงินสมทบลูกจ้างได้รับผลประโยชน์ไม่มาก ขณะที่นายจ้างที่มีลูกจ้างจำนวนมากได้ผลประโยชน์ไปเต็มที่ส่วนนางประทิน เวคะวากยานนท์ ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าวว่า การช่วยเหลือดังกล่าวคนที่อยู่ในชุมชนแออัด หรือคนที่ทำงานอาชีพอิสระหรือที่เราเรียกว่าแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมกว่า 23 ล้านคน หรืออาจมากกว่านั้น จะไม่สามารถได้รับการช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังมีคนจำนวนไม่น้อยเป็นลูกจ้างเหมาของหน่วยงานของรัฐ ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์อะไร ขั้นเงินเดือนก็ไม่ขึ้น บางคนทำงานมาแล้ว 5-10 ปี ก็ยังไม่ได้บรรจุ ประกันสังคมก็ไม่คุ้มครองก็จะไม่ได้รับสิทธิดังกล่าวไปด้วย ถ้ารัฐบาลทำอย่างนี้คนจนก็ไม่ได้รับ ดังนั้นรัฐบาลควรที่จะสำรวจข้อมูลที่แท้จริงถึงคนที่ไม่ได้รับ และให้การช่วยเหลือที่ครอบคลุมด้วย ส่วนมาตรการค่าน้ำ ค่าไฟ รถฟรีนั้นคนจนแม้จะได้รับจริง คนกลุ่มอื่นๆ ก็ใช่ว่าจะไม่ได้รับวันเดียวกัน นายพิชัย เอกพิทักษ์ดำรง อธิบดีกรมจัดหางาน กล่าวถึงการจัดงานวันนัดพบแรงงานในวันที่ 17 มกราคมนี้ ตั้งแต่ 09.00-16.00 น. และจะจัดทุกวันเสาร์ไปจนถึงวันที่ 28 มีนาคมนี้ ที่กระทรวงแรงงาน ว่าจะมีสถานประกอบการกว่า 50 แห่ง มาเปิดรับพนักงานตำแหน่งงานกว่า 1 หมื่นตำแหน่ง เช่น ตำแหน่งผู้จัดการ ช่างเทคนิค พนักงานขาย ตำแหน่งรักษาความปลอดภัย เป็นต้น ทั้งนี้มีการแนะแนวอาชีพอิสระให้กว่า 10 อาชีพ เช่น เย็บพื้นรองเท้า ราดหน้าหมูหมัก กระเป๋าผ้าเย็บมือ ข้าวเหนียวมูนสมุนไพรแฟนซี 9 สี เป็นต้น นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์)มาให้คำแนะนำในการปล่อยสินเชื่อแก่สถานประกอบการเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน และลูกจ้างหรือผู้ประกันตน ในการประกอบอาชีพอิสระ และกรมสุขภาพจิตจะมาให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่มีปัญหาเรื่องความเครียดจากการทำงาน “ขณะนี้มีคนว่างงานทั่วประเทศกว่า 4.5 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 1.2 ของกำลังแรงงานทั้งหมด โดยเมื่อวันที่ 13 ม.ค. เราจะส่งเอสเอ็มเอสไปยังโทรศัพท์มือถือผู้ที่ว่างงานกว่า 4 หมื่นคน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์เชิงรุกเหมือนเข้าถึงหน้าบ้านของผู้ว่างงาน ซึ่งการจัดนัดพบแรงงานครั้งนี้จะมีการทดสอบความถนัดในอาชีพจะทำให้แรงงานรู้ว่าตัวเอง”นายพิชัยกล่าวผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลจากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์การเลิกจ้างแรงงาน กระทรวงแรงงาน พบว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2551 มีสถานประกอบการปิดกิจการ 698 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 55,549 คน สำหรับในปี 2552 ระหว่างวันที่ 1-12 มกราคม ที่ผ่านมา พบว่า มีสถานประกอบการปิดกิจการแล้ว 14 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 3,069 คน สถานประกอบการมีแนวโน้มปิดกิจการ 15 แห่ง คาดว่าจะมีลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 2,122 คน
ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าว “สถาปัตยกรรมใหม่ : ศูนย์สุขภาพชุมชนในทศวรรษหน้า” ว่า ศูนย์สุขภาพชุมชนหรือสถานีอนามัยกว่า
1 หมื่นแห่ง แปลนอาคารเป็นแบบที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2525 แม้จะมีการปรับปรุงใหม่ในปี 2536 แต่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าใช้บริการของผู้พิการ ผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เนื่องจากบริเวณที่ให้บริการอยู่ชั้นบนของอาคาร ประชาชนกลุ่มดังกล่าวต้องเดินขึ้นลง สร้างความลำบากให้แก่ผู้ใช้บริการ กระทรวงจึงเห็นความจำเป็นในการพัฒนาและออกแบบปรับปรุงตัวอาคารสถานบริการ พื้นที่ใช้สอยและภูมิสถาปัตย์ให้เอื้อต่อการทำกิจกรรมด้านการดูแลสุขภาพ
นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.) กล่าวว่า จากการสำรวจสถานีอนามัยทั้งระบบประมาณ 1 หมื่นแห่ง พบว่า 30% มีการปรับปรุงไปบ้างแล้ว อีก 80% ต้องการการปรับปรุงเพิ่มเติมและสร้างสถานีอนามัยใหม่ เนื่องจากโครงสร้างเก่าแบบ 2 ชั้น สร้างความลำบากในการเข้ารับบริการไม่เหมาะสมกับสภาพปัจจุบันที่ในสังคมมีผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเจ็บป่วยเรื้อรังจำนวนมาก แม้ที่ผ่านมาสถานีอนามัยบางแห่งมีการต่อเติมและปรับปรุงเอง เช่น ปิดผนัง ติดแอร์ เพิ่มเคาท์เตอร์ ทำให้ความใกล้ชิดระหว่างชุมชนกับสถานีอนามัยเกิดความห่างเหิน ส่วนการปรับปรุงสถานีอนามัยแบบเก่า จะกำหนดงบประมาณเบื้องต้นประมาณ5 แสนบาทต่อแห่ง
คม ชัด ลึก มติชน ข่าวสด เดลินิวส์ ไทยโพสต์
กรุงเทพธุรกิจ โพสต์ทูเดย์ แนวหน้า ไทยรัฐ 14 มกราคม 2552
สวัสดีค่ะ
ดีค่ะที่มีเงินอุดหนุนเดือนล่ะ 2000 สำหรับครูที่มีเงินเดือนน้อยโดยเฉพาะครูอัตราจ้าง
ที่ได้เงินเดือนแค่ 7940 หักประกันสังคมแล้วเหลือ 7500 เงินค่ะอื่นๆ ไม่มีเลย
เดือนๆ หนึ่งติดลบตลอด แต่อยู่เพื่อเด็กตาดำๆ ค่ะ
อย่างนี้ล่ะค่ะจิตวิญญาณของความเป็นครูเข้าสิง
รักอาชีพนี้ค่ะ.............