ยุทธศาสตร์การพัฒนาของอินเดีย

บาว นาคร*

 

            กระบวนทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนา  มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด  โดยกระบวนทัศน์เกี่ยวข้องกับความคิดความเชื่อของคนในสังคมจึงมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการเลือกใช้ยุทธศาสตร์  การพัฒนา  ซึ่งเป็นแนววิธีปฏิบัติหรือแนวทางการดำเนินการพัฒนาในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง  เมื่อกระบวนทัศน์เปลี่ยนแปลงไป  ก็จะส่งผลให้การเลือกใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปด้วย การพิจารณาว่าประเทศใดประเทศหนึ่งมีการพัฒนาในระดับใด  ต้องอาศัยดัชนีชี้วัดหลายตัวประกอบกัน  ดัชนีชี้วัดการพัฒนาที่ใช้กันทั่วไปประกอบด้วย  ดัชนีชี้วัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  ดัชนีชี้วัดการกระจายรายได้  ดัชนีชี้วัดความยากจน  ดัชนีการพัฒนาที่ยั่งยืน  และดัชนีเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ

            แนวคิดการพัฒนาในระยะแรกๆ  จะเน้นที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  เพื่อให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น  แต่การพัฒนาก็ยังไม่สามารถขจัดปัญหาความยากจนได้  จึงได้เปลี่ยนแนวคิดไปเน้นความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของคนยากจนให้ดีขึ้น  ต่อมาการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว  ทำให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างปราศจากการวางแผนการใช้ประโยชน์อย่างรอบคอบ  และไม่มีการป้องกันความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม  แนวคิดการพัฒนาในระยะหลังจึงเปลี่ยนแปลงไปเน้นการพัฒนาแบบยั่งยืน

 

พัฒนาการของยุทธศาสตร์การพัฒนาของอินเดีย

            พัฒนาการของยุทธศาสตร์การพัฒนาของอินเดีย  มีมาตั้งแต่ก่อนมีเอกราช  แต่ความแตกต่างกันทางความคิด  ทำให้อินเดียมีปัญหาในการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ  แม้ว่าทุกส่วนเห็นพ้องในระบบการเมืองที่ต้องเป็นประชาธิปไตย  แต่เพราะรัฐบาลส่วนใหญ่มาจากพรรคคองเกรสและตระกูลคานธี  ทำให้ยุทธศาสตร์การพัฒนาส่วนใหญ่เป็นแนวทางสังคมนิยมและกึ่งสังคมนิยม  แต่ความล้มเหลวและไม่บรรลุผลในการพัฒนาเศรษฐกิจ  ทำให้มีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาในทศวรรษที่  1990  ที่มีแนวทางเป็นเสรีนิยมภายหลังการปฏิรูประบบเศรษฐกิจต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

            ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาของอินเดียตามแนวทางสังคมนิยมในช่วงแรก  (ค.ศ. 1950-1989)  มาจากปัญหาความยากจน  ความปรารถนาของผู้นำในการพึ่งตนเอง  และการลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ  แม้มีการปรับเปลี่ยนในแต่รัฐบาลแต่หลักการสำคัญส่วนใหญ่ยังคงเป็นแนวทางสังคมนิยม  แต่ความเปลี่ยนแปลงภายหลังสงครามเย็น  ทำให้อินเดียมีการปฏิรูปทางเศรษฐกิจเป็นแนวทางเสรีนิยมหรือทุนนิยม  เพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ  และการทำให้ประเทศมีความโดดเด่นทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจของโลก

            กลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์การพัฒนาของอินเดีย ตั้งแต่แผนพัฒนาฉบับที่ 1-10 นั้นและกระบวนการพัฒนาที่ถือว่าเป็นแกนสำคัญคือ แผนพัฒนาฉบับที่ 8 เป็นการเริ่มต้นในการใช้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมมากขึ้น จนมาถึงแผนพัฒนาฉบับที่ 9 -10 เน้นการแก้ไขปัญหาเดิมโดยใช้ระบบเศรษฐกิจเสรีเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญ

แนวโน้มการพัฒนาของอินเดียในอนาคต ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ได้แก่

1) อนุรักษ์ ปกป้อง และส่งเสริมความสมัครสมานสามัคคี และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคม 2) ทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อยู่ในระดับร้อยละ 7-8 อย่างมีเสถียรภาพ 3) ส่งเสริมสวัสดิการและความอยู่ดีกินดีของเกษตรกร และแรงงาน4) ส่งเสริมการมีวินัยทางการเงินและการลงทุน 4) ส่งเสริมบทบาทของสตรี ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และกฎหมาย 5) ให้โอกาสอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะการศึกษาและการจ้างงาน แก่ชาวอินเดียวรรณะต่ำและชนกลุ่มน้อย 6) ส่งเสริมบทบาทภาคเอกชน นักวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และวิชาชีพอื่นๆ ซึ่งจะเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของสังคม

รัฐบาลได้ให้คำมั่นที่จะสานต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้ว โดยปฏิรูปการบริหารราชการควบคู่ไปเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินงาน และเพื่อให้ผลประโยชน์ตกถึงประชาชนที่ยากจนในชนบทห่างไกลอย่างแท้จริง การจัดสรรงบประมาณด้านเศรษฐกิจจะมุ่งเน้นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะในชนบท นอกจากนั้น จะจัดทำแผนการจัดการด้านพลังงาน เพื่อรองรับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ดี แม้ว่านโยบายด้านเศรษฐกิจตามแผนแม่บทฉบับนี้ จะมุ่งเน้นการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนระดับรากหญ้าตามที่ได้รณรงค์หาเสียงไว้ แต่ก็ได้ประนีประนอมกับนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่สำคัญว่าจะไม่มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในกิจการที่สร้าง ผลกำไรให้แก่รัฐ และได้ยุบกระทรวงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และโอนภารกิจให้อยู่ภายใต้กระทรวงการคลังแทน (ต่อมาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 พรรคคอมมิวนิสต์ได้ถอนการสนับสนุนจากรัฐบาลเนื่องจากข้อขัดแย้ง/ความเห็นที่แตกต่างกับพรรคคองเกรสเรื่องการจัดทำความตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ นำไปสู่การลงมติ (ไม่ไว้) วางใจรัฐบาล ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาล นำโดยพรรคคองเกรสได้รับชัยชนะ จึงบริหารประเทศต่อไป โดยจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤษภาคม 2552)

อินเดียเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ต่ำ ประชากรกว่าร้อยละ 60 ยังคงประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปัญหาความยากจนและการว่างงานเป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากการปิดประเทศและดำเนินนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมภายในมานาน อย่างไรก็ดี อินเดียได้เริ่มเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ เมื่อปี 2534 เนื่องจากต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง จุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจซึ่งส่งผลให้มีการลงทุนจากต่างชาติในกิจการไฟฟ้า พลังงาน และอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้เปิดเสรีโทรคมนาคมและการสื่อสารในปี 2543 ทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของอินเดียดีขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันอินเดียอยู่ในสถานะตลาดใหม่ที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากนานาชาติ

ในปี 2550 เศรษฐกิจอินเดียเติบโตประมาณร้อยละ 8.7 อัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นกว่าปีก่อน โดยอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับร้อยละ 12 (กรกฎาคม ปี 2551) มีเงินทุนสำรองต่างประเทศกว่า 315 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (มิถุนายน ปี 2551) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อินเดียมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นในภูมิภาคเอเชียใต้ และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเริ่มมีกระแสความนิยมทางการค้าและการลงทุนหลั่งไหลสู่ภูมิภาคเอเชีย อีกทั้งยังรวมถึงการที่รัฐบาลอินเดียชุดปัจจุบันได้พยายามสานต่อการปฏิรูประบบโครงสร้างต่างๆ ของประเทศต่อจากรัฐบาลชุดก่อนเพื่อรองรับการค้าการลงทุนและเพื่อก่อให้เกิดเสถียรภาพที่ยั่งยืนต่อไป

รัฐบาลอินเดียให้ความสำคัญต่อการลงทุนในด้านสาธารณูปโภค การศึกษา ความมั่นคงทางสังคม การปรับโครงสร้างของภาครัฐ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การขยายฐานภาษี และการพัฒนาในส่วนภูมิภาคและภาคการเกษตร นอกจากนี้ การลงทุนทั้งในอุตสาหกรรม การค้า และบริการ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการที่อินเดียมีนโยบายเปิดเสรีทางเศรษฐกิจมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทต่างประเทศเริ่มสนใจเข้ามาลงทุนในอินเดีย โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เนื่องจากอินเดียมีบุคลากรที่มีประสิทธิภาพด้านวิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมเป็นจำนวนมาก และมีความได้เปรียบทางด้านภาษาโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ รวมทั้งมีค่าจ้างแรงงานที่ถูก ทำให้บริษัทต่างชาติสนใจมาตั้งฐานการผลิตที่อินเดียอย่างกว้างขวาง

รัฐบาลอินเดียได้ผ่อนปรนข้อบังคับหลายๆ อย่าง เช่น ลดการจำกัดประเภทของการลงทุน และเพิ่มมูลค่าผลกำไรที่สามารถส่งกลับประเทศได้ การก่อสร้างขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปี 2547 เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายปรับปรุงสาธารณูปโภครวมมูลค่าประมาณ 115,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาถนนสายสำคัญทั่วประเทศ ปรับปรุงเส้นทางรถไฟ และระบบขนส่งมวลชน ขยายเครือข่ายโทรศัพท์ ไฟฟ้า ประปา ก่อสร้างท่าเรือและท่าอากาศยานเพิ่มเติม เพื่อจูงใจนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในอินเดีย นอกจากนั้น รัฐบาลอินเดียยังได้พยายามออกมาตรการที่เอื้อให้ต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนโดยตรงได้ง่ายและสะดวกขึ้นเรื่อยๆ เช่น ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2549 ได้ตัดกระบวนการขออนุญาตการลงทุนโดยไม่ต้องผ่านหลายช่องทาง รวมทั้งขยายเพดานให้ต่างชาติสามารถลงทุนโดยตรงได้ร้อยละ 100 ในหลายสาขา ได้แก่ กิจการ ท่าอากาศยาน การวางโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับปิโตรเลียม (เช่นการวางท่อขนส่งน้ำมันและกาซธรรมชาติ) การค้าพลังงาน (power trading) การลงทุนในเหมืองเพชรและถ่านหิน การผลิตและจัดเก็บกาแฟ และยางพารา อีกทั้งยังเปิดให้ต่างชาติมาลงทุนโดยตรงในกิจการค้าปลีกที่ขายสินค้าเพียงตราเดียว (single brand ) ได้ถึงร้อยละ 51 เป็นครั้งแรก เช่น Sony Reebok Louis Vuitton เป็นต้น

นอกจากนี้ นโยบายการเงินของอินเดียที่คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำยังส่งผลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยธนาคารกลางอินเดียได้รักษาอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำเฉลี่ยประมาณร้อยละ 6 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำมากในรอบ 31 ปี ส่งผลทางบวกให้เกิดการกู้ยืมในระบบธนาคาร และกระตุ้นให้มีการลงทุนขยายกิจการมากขึ้น

อินเดียมีความเจริญก้าวหน้าในด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นอย่างยิ่ง โดยเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา สร้างรายได้จาก 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2534 เป็น 17.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2545 และในปี 2549/50 การส่งออกซอฟต์แวร์และบริการมีมูลค่า 33.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ เพราะอินเดียมีประชากรร้อยละ 6 ที่มีความเป็นอยู่และการศึกษาดีในระดับนานาชาติ และมีสถาบันการศึกษาคุณภาพสูงที่เน้นการผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้ อินเดียยังเห็นว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เป็นอุตสาหกรรมสะอาดปราศจากมลพิษ เป็นการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีการลงทุนต่ำและมีมูลค่าเพิ่มในการส่งออกสูงมาก ประกอบกับการสนับสนุนอย่างจริงจังของภาครัฐ ทั้งในระดับรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น มีการจัดตั้งองค์กรเฉพาะของภาครัฐ ที่ทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาการส่งออกซอฟต์แวร์ คือ Software Technology Parks of India (STPI)

รัฐกรณาฏกะ (Karnataka) เป็นรัฐที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสูงที่สุดของประเทศ โดยเฉพาะที่เมืองบังคาลอร์ (เปลี่ยนชื่อเป็นเบงกาลูลู) ซึ่งเป็นเมืองหลวง ได้ชื่อว่าเป็น Silicon Valley ของอินเดีย ซึ่งเป็นศูนย์รวมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก โดยมีบริษัทชั้นนำกว่า 30 บริษัท และเป็นเมืองที่ดีที่สุดสำหรับการเป็นศูนย์บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ (call centers) เป็นศูนย์รวมสำนักงานสาขานอกประเทศ (offshore offices) และศูนย์วิจัยและพัฒนาของบริษัทใหญ่ๆ หลายบริษัท อาทิ General Electric Intel และ General Motors ในขณะเดียวกันการเติบโตด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วไปยังเมืองอื่นๆ ด้วย เช่น เจนไน ในรัฐทมิฬนาฑู และ กัลกัตตาในรัฐเบงกอลตะวันตก รวมทั้ง ไฮเดอราบัดและปูเน เป็นต้น โดยรัฐเหล่านี้มีกำลังคนที่มีความสามารถในด้านเทคโนโลยีสูง ประกอบกับรัฐบาลของรัฐต่างๆ ได้ทุ่มเทในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับความเติบโตด้านนี้อย่างเอาจริงเอาจังด้วย นอกจากนั้น ความเจริญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่เรียกว่า ITes (IT enabled services) ยังเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดการขยายตัวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของอินเดียที่กำลังเติบโตในเมืองใหญ่ต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วอย่างมีนัยสำคัญ

 

เอกสารอ้างอิง

พายัพ พยอมยนต์. หน่วยที่ 1 กระบวนทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนาประมวลสาระชุด

            วิชากระบวนการพัฒนาและยุทธศาสตร์ทางเลือกสาธารณะ. นนทบุรี: โรงพิมพ์

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2549.

ยโสธร ตู้ทองคำ .“หน่วยที่ 8 ยุทธศาสตร์การพัฒนาของอินเดียประมวลสาระชุด

            วิชากระบวนการพัฒนาและยุทธศาสตร์ทางเลือกสาธารณะ. นนทบุรี: โรงพิมพ์

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2549.

http://www.mfa.go.th/web/2386.php?id=125

 

 

 

 

 

 

 

 



* บุญยิ่ง ประทุม .[email protected].