จากครั้งก่อน (คลิกที่นี้) เจ้าปายาสิทรงปรารภถึงการค้นหาน้ำหนักของจิตวิญญาณซึ่งเคยล้มเหลวมายืนยันความเชื่อของพระองค์ แต่ก็ถูกพระกุมารกัสสปหักล้างโดยเปรียบเทียบให้เห็นว่าน้ำหนักของเหล็กในขณะที่เย็นจะหนักกว่าเหล็กในขณะที่ร้อน...
เจ้าปายาสิทรงสงสัยว่า จิตวิญญาณของคนเรานั้น เมื่อตายแล้วซ่อนอยู่ที่ไหน หรือจะออกจากร่างไปหรือไม่ อย่างไร ? ดังท้าวเธอตรัสเล่าการตรวจสอบทำนองว่า...
- ข้าแต่ท่านกัสสป ! พนักงานของเกล้าฯ จับโจรชั่วมาให้เกล้าลงอาญา เกล้าฯ จึงสั่งให้ปลิดชีพของมันอย่างนิ่มนวล โดยมิให้ผิวหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และเยื่อในกระดูกชอกช้ำ เพื่อว่าจะได้เห็นชีวะของมันออกมาบ้าง...
- เมื่อเจ้าโจรใกล้จะตาย เกล้าฯ จึงสั่งให้พนักงานจับร่างมันนอนหงายบ้าง นอนคว่ำ ตะแคงข้างนี้ ตะแคงข้างโน้น พยุงให้ยืนขึ้นมา จับห้อยเอาหัวลง ทุบด้วยฝ่ามือ ก้อนดิน และท่อนไม้บ้าง ลากไปข้างโน้น ข้างนี้ ลากไปลากมาบ้าง เพื่อว่าจะได้เห็นชีวะของเจ้าโจรนั้นออกมาขณะที่มันตาย...
- แต่พวกเราไม่เห็นชีวะของมันออกมาเลย ตาของมันก็เหมือนเดิม หู จมูก ลิ้น กายก็เหมือนเดิม รูป เสียง กลิ่น รส และโผฎฐัพพะ ก็เหมือนเดิม เพียงแต่มันตายแล้วรับรู้ไม่ได้เท่านั้น...
- โดยการตรวจสอบทำนองนี้แหละ เกล้าจึงเชื่อว่า โลกหน้าไม่มี สัตว์ที่ผุดเกิดไม่มี ผลกรรมดีชั่วที่ทำแล้วก็ไม่มี
จากการทดลองนี้ สรุปได้ว่า เมื่อไม่อาจเห็นว่าจิตวิญญาณของคนออกมาในขณะที่ตาย จึงไม่เชื่อว่าจะมีชีวิตหลังความตาย ซึ่งในเรื่องนี้พระกุมารกัสสป ได้เปรียบเทียบให้ท้าวเธอทรงทราบทำนองว่า...
- เจริญพรบพิตร ! อาตมาจะเปรียบเทียบให้ทรงสดับ เพราะผู้ฉลาดในโลกนี้ ย่อมทราบความหมายบางอย่างได้ก็ด้วยการเปรียบเทียบ...
- เรื่องเคยมีมาแล้ว คนเป่าสังข์เดินไปยังหมู่บ้านห่างไกลการติดต่อ ยืนอยู่กลางหมู่บ้านแล้วก็เป่าสังข์ขึ้น ๓ ครั้ง ต่อจากนั้นก็วางสังข์ไว้ แล้วก็นั่งคอยอยู่...
- พวกชาวบ้านป่าได้ยิน เกิดตื่นเต้นยินดีว่า เสียงใครหนอแล ช่างไพเราะจับใจยิ่งนัก !จึงทยอยเดินตามเสียงสังข์มา เมื่อมาถึงคนเป่าสังข์ก็ค่อยๆ ห้อมล้อม พลางสอบถามว่า เสียงที่ไพเราะจับใจเมื่อครู่นั้น เป็นของใคร ?
- ชายคนนั้นจึงชี้ไปที่สังข์ แล้วก็บอกว่า เป็นเสียงของสังข์อันนั้น ! พวกชาวบ้านจึงจับสังข์แล้วบอกว่า พูดหน่อยซิเจ้าสังข์ พวกเราอยากฟังอีก ! เมื่อไม่ได้ยินเสียงสังข์ จึงจับสังข์หงายบ้าง คว่ำ ตะแคงซ้ายขวา จับสังข์ขึ้นมาแล้วก็ยกชูขึ้นลงบ้าง เคาะด้วยมือ ก้อนดิน หรือท่อนไม้บ้าง ลากไปข้างโน้นข้างนี้บ้าง พลางพูดว่า พูดเถอะ ! พูดอีกซิ ! ขอพ่อสังข์จงพูดอีกครั้งซิ !
- ลำดับนั้น ชายคนเป่าสังข์จึงคิดว่า พวกชาวบ้านป่าที่นี้ ช่างโง่เหลือเกิน ใช้วิธีการแสวงหาเสียงสังข์โดยไม่ถูกเรื่องราว สังข์จะเกิดเสียงโดยวิธีการทำนองนี้ได้อย่างไรกัน ! จึงได้หยิบสังข์ขึ้นมาเป่าให้ฟัง แล้วก็ถือสังข์เดินออกจากหมู่บ้านไป
- ชาวบ้านป่าจึงพูดกันว่า ฟังว่า เมื่อใดก็ตาม สังข์ประกอบด้วยคน ความพยายาม และลม เมื่อนั้นนั่นแหละ สังข์จึงจะมีเสียงเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าขาดสิ่งใด ก็ไม่อาจมีเสียงเกิดขึ้น...
- ถวายพระพรบพิตร ! สังข์ไม่ประกอบด้วยคน ความพยายาม และลมแล้ว ไม่อาจมีเสียงเกิดขึ้นฉันใด ร่างกายนี้ก็ฉันนั้นแหละ เมื่อใดประกอบด้วยอายุ ไออุ่น และวิญญาณ จึงจะก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับ ยืน เดิน นั่ง นอน เห็นรูปด้วยตา ฟังเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้องโผฎฐัพพะด้วยกาย และรู้ธัมมารมณ์ด้วยใจได้
- แต่เมื่อใดที่ร่างกายนี้ ไม่ประกอบด้วยอายุ ไออุ่น และวิญญาณแล้ว เมื่อนั้นการเคลื่อนไหวและรับรู้เหล่านี้ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้
โดยการเปรียบเทียบทำนองนี้ จะเห็นได้ว่าจิตวิญญาณ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราเคลื่อนไหวและรับรู้ เพียงแต่ต้องประกอบด้วยสิ่งอื่นๆ ด้วย การที่เราไม่เห็นจิตวิญญาณ จะปฏิเสธว่าไม่มี เป็นไปไม่ได้...
ถ้าอย่างนั้น ชีวะ มโน จิต หรือ วิญญาณ (ศัพท์เหล่านี้แปลว่า ใจ ในภาษาไทย) อยู่ที่ไหนกันแน่ในร่างกายของเรา ข้อนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่เจ้าปายาสิเคยตรวจสอบมาแล้วเช่นกัน ซึ่งผู้เขียนจะนำมาเล่าในตอนต่อไป...