ยุทธศาสตร์การพัฒนา

พัฒนาการยุทธศาสตร์การพัฒนาของจีน*

 

บทนำ

การพัฒนาประเทศของจีนนั้นแบ่งได้เป็น 3 ยุคได้แก่  ยุคแรก อยู่ในช่วงตั้งแต่หลักการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อ  1  ตุลาคม  1949  จนถึงอสัญกรรมของผู้นำยุคนี้  คือ  ท่านประธาน เหมา  เจ๋อ  ตุง  หรือระหว่าง  ค.ศ. 1950-1976  ส่วนยุคที่สองนั้นได้แก่  ระยะเวลาของการขึ้นมามีอำนาจทางการเมืองอย่างถาวรของเติ้ง  เสี่ยว  ผิง  ใน  ค.ศ. 1977  จนถึงยุคปัจจุบันนี้ประเทศจีนมีการปกครองเป็นลัทธิสังคมนิยมในลักษณะของตนเอง มีพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นผู้กำหนดนโยบายต่างๆ ปัจจุบันมีนายหู จิ่นเทาเป็นประธานาธิบดี เลขาธิการพรรค และประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง และมีนายเวิน เจียเป่าเป็นนายกรัฐมนตรี

            การพัฒนายุคแรก  เหมา  เจ๋อ  ตุง  ได้ปรับปรุงและดัดแปลงยุทธศาสตร์คอมมิวนิสต์รัสเซียเพื่อยึดกุมมวลชนชาวนาจีน  และขยายฐานมวลชนด้วยการนำเอาอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ที่เน้นความยุติธรรมทางสังคมและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจมาใช้เป็นแนวนโยบายหลัก  เหมา  เจ๋อ  ตุง  เริ่มต้นการปฏิรูปประเทศด้วยการนำกระบวนทัศน์สังคมนิยมมาใช้ในการพัฒนาประเทศ  ซึ่งต้องอาศัยยุทธศาสตร์หลัก  3  ประการ  คือ  การสร้างดุลยภาพระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการพัฒนาสังคม  การพึ่งพาตนเองให้ได้  และการกำหนดรูปแบบและวิธีการกระจายผลได้ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเท่าเทียมกัน  จีนได้พยายามพัฒนาทั้งทางด้านเกษตรกรรม  ด้านอุตสาหกรรม  และด้านพาณิชยกรรม 

            การประยุกต์ใช้แนวทางการพัฒนาแบบสหภาพโซเวียตภายใต้การนำของสตาลินซึ่งมีลักษณะเด่นคือ  การเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักอย่างเร่งรีบเพื่อสร้างความก้าวหน้าของเศรษฐกิจของจีนไม่ประสบความสำเร็จ  เพราะจีนขาดแคลนปัจจัยรองรับต่อการสร้างอุตสาหกรรม  และเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและสหภาพโซเวียตไม่ราบรื่น  เนื่องจากการตีความและการประพฤติปฏิบัติตามอุดมการณ์มาร์กซิสม์-เลนินนิสม์  จนในที่สุดถึงขั้นแตกหัก  ตัดความสัมพันธ์ต่อกัน  และสหภาพโซเวียตตัดความช่วยเหลือทั้งหมดที่ให้กับจีน  ทำให้จีนต้องปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาใหม่ภายใต้ชื่อว่า  การก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่  (ค.ศ. 1958-1959)  โดยต้องการเร่งการผลิตให้เป็น  2  เท่าจากที่ตั้งไว้ในแผน  เป้าหมายที่มุ่งหวังของยุทธศาสตร์นี้คือ  ความต้องการสร้างดุลยภาพระหว่างเศรษฐกิจเพื่อการยังชีพแบบพื้นบ้านในชนบทกับการเร่งสร้างอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในเมืองไปพร้อมๆ  กัน  ความสัมพันธ์ระหว่างชนบทกับเมืองดังที่ออกแบบไว้เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฉบับที่  1  (ค.ศ. 1954-1957)  ได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์ระหว่างภาคเกษตรกรรมกับภาคอุตสาหกรรมชัดเจนขึ้น  กระบวนการตัดสินใจพัฒนาเศรษฐกิจเปลี่ยนจากวิธีการรวมศูนย์ที่ส่วนกลางมาสู่การกระจายอำนาจ  โดยให้ประชาชนที่มีอาชีพหลักทางเกษตร  คือ  ชาวนาและเกษตรกร  กับประชาชนที่มีอาชีพหลักทางอุตสาหกรรม  คือ  กรรมกรเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนา  มีการจัดองค์กรเพื่อการดำเนินการตามยุทธศาสตร์นี้โดยเฉพาะ  เรียกวา  คอมมูน  (Commune)

            ต่อมาระหว่าง  ค.ศ. 1962-1965  บรรดาผู้นำจีนพยายามแสวงหาแนวทางการพัฒนาประเทศ  เพราะแม้ผู้นำจะมีความเห็นพ้องต้องกันในการธำรงรักษาระบอบสังคมนิยมไว้  แต่ผู้นำก็มีความแตกแยกกันในเป้าหมายของการพัฒนาแต่ละมิติ  ผู้นำพยายามต่อสู้กันในทางการเมืองอย่างรุนแรงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ  เพื่อจะได้ใช้อำนาจทางการเมืองมาบังคับให้นำแนวทางการพัฒนาของฝ่ายตนมาปฏิบัติ  การต่อสู้นี้ปรากฏเป็นรูปธรรมอย่างรุนแรงที่เรียกว่า  การปฏิวัติทางวัฒนธรรมครั้งยิ่งใหญ่  (The  Great  Cultural  Revolution   1966-1967)

            หลังจากการปฏิวัติทางวัฒนธรรมสิ้นสุดลง  และสงครามเย็นเริ่มคลี่คลาย  เกิดภาวะผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา  สหภาพโซเวียต  และสาธารณรัฐประชาชนจีน  จีนได้เริ่มมีการปรับยุทธศาสตร์การพัฒนา  โดยหันไปใช้แนวทางสายกลางและเข้าสู่การพัฒนายุคที่สอง

            การพัฒนายุคที่สอง  เริ่มตั้งแต่  ค.ศ. 1977  เป็นการพัฒนาตามแนวนโยบายที่ทันสมัย  (Four  Modernization)  ของเติ้ง  เสี่ยว  ผิง  ซึ่งเน้นการสร้างความทันสมัยสี่ด้าน  คือ  ทางการเกษตร  การศึกษา  อุตสาหกรรม  การทหาร

            ยุทธศาสตร์ของการบรรลุสี่ทันสมัย  นำไปสู่การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากการเกษตรสู่การเกษตรและอุตสาหกรรมอย่างสมบูรณ์  และจากการประกอบการโดยรัฐ  เช่น  วิสาหกิจต่างๆ  มาสู่การลงทุนร่วมระหว่างการลงทุนจากต่างประเทศกับการลงทุนโดยรัฐ  และนำไปสู่การเพิ่มการประกอบการโดยภาคเอกชนมากขึ้นโดยลำดับ  นับตั้งแต่  ค.ศ. 1980  เป็นต้นมา  นโยบายสี่ทันสมัยได้นำไปสู่ยุทธศาสตร์ที่จะทิ้งบทบาทของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ในการสร้างแรงจูงใจทางการผลิต  รวมทั้งลดบาทบาทชาวนาในการพัฒนาเศรษฐกิจลง 

            ผลที่ตามมาของการใช้นโยบายสี่ทันสมัยที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน  คือ  การขยายและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน  เช่น  ระบบการคมนาคมขนส่ง  การโทรคมนาคม  ไฟฟ้า  พลังงาน  เป็นต้น  มีการเติบโตของอุตสาหกรรมอื่นๆ  ภายในประเทศอย่างมาก  ขณะเดียวกันการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและการสร้างความทันสมัยก็ดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง  เป็นการตอกย้ำฐานะความเป็นมหาอำนาจของจีนทั้งทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ  ด้านเศรษฐกิจ  และด้านความมั่นคง

การพัฒนายุคปัจจุบันนั้นเศรษฐกิจจีนมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วมากภายใต้นโยบายการปฏิรูปและการเปิดประเทศที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 โดยที่จีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก เป็นรองแต่สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเยอรมนี รัฐบาลจีนมีเป้าหมายที่จะเน้นผลผลิตทางการเกษตรให้พอเพียงสำหรับการบริโภคภายในประเทศ ในขณะเดียวกัน ก็จะเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีระดับสูงด้วย

ในขณะที่จีนเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) ได้เพียง 5 ปี ในปี 2549 จีนได้มีอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากร้อยละ 9.9 ในปี 2548 เป็นร้อยละ 10.7 สูงถึง 20.94 ล้านล้านล้านหยวน หรือ 2.68 ล้านล้านล้านดอลลาร์ สูงที่สุดในรอบ 11 ปี

           

แนวโน้มการพัฒนาของจีน

            แนวทางการพัฒนาแบบสายกลางตามแนวคิดของเติ้ง  เสี่ยว  ผิง  ตั้งแต่  ค.ศ. 1976  เป็นต้นมา  นำมาสู่การเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจีน  จากเศรษฐกิจการเกษตรเป็นเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมากขึ้น  ระบบทุนนิยมมีพลังมากขึ้น  แม้ว่ารัฐยังควบคุมกรรมสิทธิ์เหนือปัจจัยการผลิตที่สำคัญ  คือ  ที่ดินอยู่มีการปรับนโยบายต่างๆ  โดยเฉพาะนโยบายต่างประเทศและการเปิดประเทศมากขึ้น  มีการใช้ยุทธศาสตร์การทูตรอบทิศทาง  ทำให้จีนก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลกได้อย่างรวดเร็วและสามารถดำรงสถานะดังกล่าวได้  การปรับ-เปิดประเทศด้วยนโยบายการทูตได้นำไปสู่การลดน้อยถอยลงของอุดมการณ์สังคมนิยม  และทำให้จีนต้องพึ่งพาทุนและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการสร้างความทันสมัยทางการทหารจากนานาประเทศมากขึ้น  รวมทั้งต้องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก  และจีนสามารถดำรงความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจได้ต่อไป  เพราะจีนเป็นแหล่งของการลงทุน  การค้า  และแหล่งอุปทานทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่  และจีนมีเศรษฐกิจที่จะอยู่ได้ด้วยตนเอง  คือ  ธัญพืชและพลังงาน  ความเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนจึงเป็นการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก 

ความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมเหล็กและซีเมนต์ทำให้รัฐบาลจีนออกมาตรการต่างๆ เพื่อชะลอการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งปริมาณการขนถ่ายสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ในท่าเรือจีนนั้นสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลกมา 4 ปีแล้ว และที่สำคัญประเทศจีนได้มีคู่ค้าสำคัญได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเยอรมนี รวมทั้งประเทศไทยด้วย

 

บทสรุป

ดังนั้นเมื่อมองถึงบริบทของประเทศจีนที่มีพัฒนาการของยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ผ่านมาในยุคต่างๆ และได้เห็นจุดเด่นของประเทศจีน พอสรุปได้คือ เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์มากกว่า 5,000 ปี  เป็นประเทศที่มีประชากรมากสุดในโลก ประมาณ 1,300 ล้านคน  เป็นประเทศที่มีชนกลุ่มน้อยถึง 56 ชนชาติ (ที่ทางการจีนยอมรับ)  เป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่อันดับ 3 ของโลก (รองจากรัสเซีย และ แคนาดา) เป็นประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกับเพื่อนบ้านถึง 15 ประเทศ เป็นประเทศที่มีอัตราเติบโต ทางเศรษฐกิจในระดับสูงอย่างต่อเนื่องยาวนาน (ในปัจจุบันเป็นประเทศที่มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก) เป็นประเทศที่เป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ซึ่งวัฒนธรรมและประเพณีได้เผยแผ่ไปทั่วโลก เป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีอาหารที่หลากหลายชนิดแห่งหนึ่งของโลก เป็นประเทศที่มีช่องว่างทางรายได้สูงที่สุดประเทศหนึ่ง

ส่วนยุทธศาสตร์การพัฒนาของจีนนั้นได้มีการเปลี่ยนผ่านที่เห็นชัดเจน 3 ยุค คือ ยุคแรกเป็นการปฏิรูปประเทศด้วยการนำกระบวนทัศน์สังคมนิยมมาใช้ในการพัฒนาประเทศ  ซึ่งต้องอาศัยยุทธศาสตร์หลัก  3  ประการ  คือ  การสร้างดุลยภาพระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการพัฒนาสังคม  การพึ่งพาตนเองให้ได้  และการกำหนดรูปแบบและวิธีการกระจายผลได้ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเท่าเทียมกัน  จีนได้พยายามพัฒนาทั้งทางด้านเกษตรกรรม  ด้านอุตสาหกรรม  และด้านพาณิชยกรรม  ยุคที่สอง เป็นการพัฒนาตามแนวนโยบายที่ทันสมัย  (Four  Modernization)  ของเติ้ง  เสี่ยว  ผิง  ซึ่งเน้นการสร้างความทันสมัยสี่ด้าน  คือ  ทางการเกษตร  การศึกษา  อุตสาหกรรม  การทหาร ยุคที่สามได้แก่ นโยบายการปฏิรูปและการเปิดประเทศที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 โดยที่จีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก เป็นรองแต่สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเยอรมนี รัฐบาลจีนมีเป้าหมายที่จะเน้นผลผลิตทางการเกษตรให้พอเพียงสำหรับการบริโภคภายในประเทศ ในขณะเดียวกัน ก็จะเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีระดับสูงด้วย ในขณะที่จีนเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) ได้เพียง 5 ปี ในปี 2549 จีนได้มีอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากร้อยละ 9.9 ในปี 2548 เป็นร้อยละ 10.7 สูงถึง 20.94 ล้านล้านล้านหยวน หรือ 2.68 ล้านล้านล้านดอลลาร์ สูงที่สุดในรอบ 11 ปี

 

เอกสารอ้างอิง

อภิญญา รัตนมงคลมาศ.กระบวนการพัฒนาและยุทธศาสตร์ทางเลือกสาธารณะ.หน่วยที่ 7

            ยุทธศาสตร์การพัฒนาของสาธารณรัฐประชาชนจีน.นนทบุรี: โรงพิมพ์

            มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,2550.

http://th.wikipedia.org/wiki/

 



* บุญยิ่ง ประทุม.[email protected]