ในยุคที่ผมสอนนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้น ผมเคยหยิบยกบทกวีของผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นรัตนกวีแห่งสยามมาให้เขาทั้งหลายวิจารณ์โดยบอกว่าเป็นบทกวีของ นิสิต ชั้นปีที่ 2 ประพันธ์ แล้วเอาผลงานนิสิตชั้นปีที่ 2 มาให้เขาทั้งหลายอ่าน แล้วบอกว่าเป็นผลงานของรัตนกวีแห่งสยามผลปรากฏว่า
1. ผลงานของนิสิตชั้นปีที่ 2 (ซึ่งความจริงเป็นผลงานของรัตนกวีแห่งสยาม) ถูกวิจารณ์เละแทบไม่มีชิ้นดี
2. ผลงานของรัตนกวีแห่งสยาม (ซึ่งความจริงเป็นผลงานของนิสิตชั้นปีที่ 2) ได้รับการยอย่องต่าง ๆ นานา ด้วยถ้อยคำมธุรสวาจาอันไพเราะวิเคราะห์ด้วยความงามด้านวรรณศิลป์อย่างลึกซึ่ง
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า คนไทยเสพบทกวีไม่เป็น อย่าว่าแต่นิสิตนักศึกษาเลยครับที่ยึดติดกับชื่อเสียงของกวี แม้ผู้ได้ชื่อว่ากวี(ปัจจุบัน)เองก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน มักมองคุณค่าของบทกวีคนไร้นามว่าเป็นดังสวะที่มากระทบโสตของตนเอง แต่หากงานเขียนนั้นเป็นของกวีมีชื่อเสียงแม้จะได้ถ้อยคำเน่าทุเรศระยำเพียงได้ก็ยกย่องกันว่างดงามยิ่งนัก
ด้วยเหตุดังนี้ผมจึงว่าคนปัจจุบันน้อยคนที่เสพบทกวีเป็น หลายคนเสพบทกวีไม่เป็น
สวัสดีครับคุณพิมล
อืม...มันเป็นเช่นนี้แลเนาะ ผมก็เป็นครับบ่อยครั้งที่สงสัยว่า กวีหรือบทความของผู้มีชื่อฝีมือหลายท่าน อ่านแล้วมันไม่ได้ซาบซึ้งอะไรมากมาย หรือได้ความรู้สึกอย่างนั้น ก็แกล้งเออ ออ ว่าคงจะดี และเราคงอ่านไม่เป็นเองมั้ง แต่ผมว่านะครับ ความสดใหม่นั้นกระทบใจเราได้ดีมากมากเลย เช่นผลงานของนิสิตท่านนั้นที่ อาจมือใหม่แต่ผมว่าต้องมีอะไรดีแน่
สะกิดใจดีนะครับ
ขอบคุณครับ
"มันเป็นเช่นนั้น ทุกประการ" ค่ะ
ขอบคุณครับคุณadayday คุณครูตาล ที่เข้ามาแวะอ่านงานเขียนครับ จริงอย่างที่ท่านทั้งสองกล่าวครับ
ครูอ้อย อ่านของใครๆ ก็ไพเราะหมดทุกท่านค่ะ...เพราะเป็นของชอบค่ะ
ขอบคุณค่ะ ทุกวงการ มักเป็นอย่างนี้ค่ะ
ต้องเอาอย่างครูอ้อยสิ จึงจะได้ชื่อว่าเสพบทกวีเป็น ขอบคุณครับที่เข้ามาแนะนำ
ขอบคุณครับครูเทียนน้อย ที่เข้ามาชี้แนะ