erga omnes เป็นภาษาละตินแปลว่า “towards all” แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "ความผูกพันเป็นการทั่วไป "

                 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (the International Court of Justice) ได้ให้คำจำกัดความ พันธกรณีที่ผูกพันเป็นการทั่วไป” (obligations erga omnes) โดยศาลดังกล่าวได้อ้างในเนื้อหาและสนับสนุนใน Article 53 ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 ซึ่งเป็นสิ่งที่รับรองและวางหลักเบื้องต้นว่ากฎหมายบังคับเด็ดขาด (jus cogens หรือ peremptory norm) มีคำจำกัดความว่าอย่างไร ในคดี Barcelona Traction ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้วางหลักเกี่ยวกับลักษณะของพันธกรณีที่ผูกพันเป็นการทั่วไปว่า

                  พันธกรณีดังกล่าวมีที่มาจากการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมายระหว่างประเทศร่วมสมัย (contemporary international law) เช่น การรุกราน (aggression) และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide) เป็นต้น และหลักการ (principles) และกฎเกณฑ์ (rules) ที่เกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ (basic rights of human person) รวมถึงการให้ความคุ้มครองมิให้มีการค้าทาส (slavery) และการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ (racial discrimination)

                  นอกจากนี้สิทธิต่างๆ ที่รัฐให้ความคุ้มครองแก่พลเมืองของตนร่วมสมัยนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศทั่วไป (general international law)และตราสารระหว่างประเทศ (international instruments) หลายฉบับที่มีลักษณะที่เป็นสากล (universal character)หรือกึ่งสากล (quasi- universalcharacter) ทั้งนี้ในคำวินิจฉัยของคดี Barcelona Traction ศาลได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ด้วยเหตุที่สิทธิมนุษยชน (human rights) มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น จึงควรให้ความสำคัญกับการให้ความคุ้มครองจากการถูกปฏิเสธความยุติธรรม (protection against denial of justice) อย่างไรก็ตามในระดับสากลนั้นตราสารเช่นว่านั้นซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนมิได้กล่าวถึงอย่างเป็นทางการในเรื่องความสามารถเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ตกเป็นเหยื่อของละเมิดสิทธิเช่นว่านั้นโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติ (nationality) ของบุคคลดังกล่าว

                  ดังนั้นสิทธิต่างๆที่บุคคลพึงได้รับความคุ้มครองในทางระหว่างประเทศอาจแบ่งเป็น 2 ประเภทได้แก่ ประเภทแรกเป็นลายลักษณ์อักษรอันได้แก่สิทธิที่มาจากตราสารระหว่างประเทศที่มีลักษณะสากลหรือกึ่งสากล (โดยเฉพาะอย่างยิ่งตราสารระหว่างประเทศประเภทสนธิสัญญา (treaties)) และประเภทที่สองไม่เป็นลายลักษณ์อักษร อันได้แก่สิทธิที่มาจากกฎหมายระหว่างประเทศทั่วไป (general international law) กล่าวคือ กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (customary international law) กับหลักกฎหมายทั่วไป (general principle of law) อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าศาลจะใช้บังคับหลักกฎหมายระหว่างประเทศจะรับรองอย่างเป็นทางการว่ารัฐมีความสามารถที่จะให้ความคุ้มครองผู้ตกเป็นเหยื่อจากการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติของบุคคลดังกล่าว เว้นแต่จะไม่มีสนธิสัญญากำหนดไว้โดยเฉพาะ ศาลมิได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิที่รัฐให้ความคุ้มครองที่รับรองไว้โดยชัดแจ้งไว้ในสนธิสัญญาพหุภาคีกับหลักการที่รัฐทั้งมวลมีผลประโยชน์ทางกฎหมายร่วมกันในอันที่จะให้ความคุ้มครอง จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะอธิบายว่าเหตุใดสิทธิตามกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศในการอ้างถึงพันธกรณีที่ผูกพันเป็นการทั่วไป (obligations erga omnes) ไม่สามารถที่จะทำให้สนธิสัญญาที่มีลักษณะสากลหรือกึ่งสากลมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นได้

บรรณานุกรม

M. Cherif Bassiouni, Introduction to International Criminal Law. Ardsley, New York: Transnational Publishers Inc., 2003.

 

Nina H.B. Jorgensen, The Responsibility of States for International Crimes. Oxford: Oxford University Press, 2000.

 

Maurizio Ragazzi, The Concept of International Obligations Erga Omnes. Oxford: Oxford University Press, 1997.