ก่อนจะผ่านเทศกาลปีใหม่ 2552 ไป มีเรื่องอยากจะบันทึกเอาไว้เป็นคติเตือนใจตนเอง แม้เรื่องที่เกิดขึ้นอาจดูเหมือนไกลตัว เพราะข้าพเจ้ามักไม่ค่อยได้ไปข้องแวะสถานที่แบบนั้น แต่ก็อดจะรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้ ข่าวเพลิงเผาไหม้สถานบันเทิงชื่อดัง “ซานติกา” ผับในช่วงเที่ยงคืนกำลังย่างเข้าสู่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 58 ศพ และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลเพิ่ม อีก 3 ศพ จนถึงวันที่ 3 มกราคม 2552 นี้ รวมเป็น 61 ศพ นั้น เป็นการสูญเสียที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น
ในที่นี้ ข้าพเจ้าจะไม่พูดถึงสาเหตุที่เกิดเพลิงไหม้… ไม่พูดถึงบทวิเคราะห์พาดพิงผู้รับผิดชอบต่อเหตุที่เกิดขึ้นคนใด แต่จะมุ่งไปที่ประเด็นสนทนาที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านผู้ปฏิบัติธรรมผู้หนึ่ง ข้าพเจ้าเปรย ๆ ถึงความรู้สึกตนเองที่เห็นใจกับโศกนาฎกรรมนี้อย่างสุดซึ้ง และบ่นเสียดายว่าทำไมไม่ฉลองปีใหม่กันในรูปแบบอื่น เช่น ไปวัดปฏิบัติธรรม นั่งวิปัสสนากรรมฐาน ฟังธรรม ทำบุญใส่บาตร หรือทานอาหารกันในครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงในที่รโหฐานก็เพียงพอ
นั่นอาจเพราะ Lifestyle ของพวกเขา ซึ่งข้าพเจ้าเคารพในความต่างของวิธีคิด และวิธีการดำเนินชีวิตของทุกคน จึงมองเพียงว่าเป็นเรื่องของกรรมหรือโชคชะตาที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่ว่าอยู่ในที่แห่งใด แต่ในประเด็นนี้ คู่สนทนาของข้าพเจ้าได้ให้แง่คิดแตกต่างเพิ่มเติมออกไปว่ามันเป็นเรื่องของความเสี่ยงภัยของพวกเขาเอง เพราะไปในที่ “อโคจร”[1] ซึ่งในทางพุทธศาสนาระบุไว้ว่าห้ามภิกษุไม่ให้ไปเกี่ยวข้อง แต่โดยหลักธรรม (ชาติ) เพื่อความไม่ประมาท ก็ให้หมายรวมถึงคนธรรมดาอย่างเรา ๆ ด้วยเช่นกัน
องค์ประกอบของอโคจรมีอยู่หก แต่ข้าพเจ้าจะขอกล่าวเพียงแค่หนึ่ง นั่นคือ “ร้านสุรา” เพราะในองค์ประกอบอื่น ๆ นอกจากนี้นั้น มีพุทธประวัติมาอย่างยาวนาน ไม่อาจเล่าหรือตัดสินอย่างผิวเผินในที่นี้ได้ อีกทั้งยังเป็นเรื่องของกาลสมัยอีกด้วย
คู่สนทนาของข้าพเจ้ากล่าวต่อไปว่าการนำตัวเองไปอยู่… ไปข้องแวะกับสถานที่ “อโคจร” ย่อมเป็นความประมาทในการดำเนินชีวิตโดยตัวมันเองอยู่แล้ว ไม่รวมถึงกรณีที่เสียชีวิตอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่ตนไม่ได้ก่อ แต่มีผู้ประมาททำให้เกิดขึ้น นั่นจึงเป็นเรื่องของกรรมที่พวกเขามีต่อกัน และก็ไม่รวมถึง อยู่ในที่ที่ดีแล้ว ก็ยังมีภัยพิบัติมาถึงตัวอย่างกรณี "สึนามิ"
ถึงตรงนี้ สถานที่ “อโคจร” ต่างก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าน่าจะหมายรวมถึงที่ใดได้อีกในชีวิตสังคมปัจจุบัน… หากเราตระหนัก เราก็เลี่ยงให้พ้นเสีย มันไม่ทำให้ชีวิตเงียบเหงา อับเฉา หรือขาดความสนุก ตื่นเต้น เร้าใจไปมากกว่าที่เป็นอยู่นักหรอก... แต่อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงความเห็นของการสนทนาวงเล็กระหว่างข้าพเจ้ากับเพื่อนทางธรรมเท่านั้น หากเห็นว่าสถานบันเทิงเช่นว่านี้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ รวมญาติมิตรสหายมาพบปะกัน ไม่อาจเลี่ยงที่จะไม่ไปข้องแวะได้ หากจำเป็นต้องไป ก็ขอให้เพิ่มความระมัดระวังให้จงหนัก จากอุทาหรณ์ในครั้งนี้
ในบางกรณี บางคนไปที่แห่งนั้น อาจไม่ใช่เพราะเป็นความปกติของชีวิตที่ไปบ่อย ๆ แต่อาจไปเพราะญาติหรือเพื่อนฝูงชักนำ และอาจเห็นว่าเป็นห้วงเวลาแห่งความสำคัญ ไปนับถอยหลังกัน…อะไรประมาณนั้น ซึ่งในเรื่องเวลาแห่งความสำคัญ อันเต็มไปด้วยความหมาย หรือเวลาแห่งความสุขสันต์ที่มักใช้คำว่า “Happy New Year” สำหรับคำ ๆ นี้ ข้าพเจ้าเองก็ประทับใจ ซาบซึ้งเช่นกัน แต่ไม่ได้ให้น้ำหนักที่ว่า ณ เวลานี้จะต้องมีอะไรพิเศษขึ้นมาอย่างผิดปกติ เพราะโดยส่วนตัว สำหรับตัวเองแล้วทุกเวลาล้วนมีความสำคัญเท่ากันจริง ๆ… ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเวลาที่ 23.50 น. หรือ 0.00 น. ของวันที่ 1 มกราคม
สำหรับคำอวยพรให้ทุกท่านมีความสุขสมหวังในช่วงปีใหม่ ก็เพื่อแสดงความระลึกถึงเนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ โดยถือโอกาสนี้ หวังใจให้มีการเริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือพัฒนาชีวิตขึ้นมาใหม่ให้ดีกว่าเดิม ไม่ได้เจาะจงว่าเวลานี้ เวลาใดจะมีความหมายมากน้อยไปกว่ากัน
ข้าพเจ้าได้ไปอบรม “นพลักษณ์กับการปฏิบัติธรรม” ฟังธรรมที่ท่านอาจารย์สันติกโรบรรยายถึงเรื่องของ “เวลา” แล้ว รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งละเอียดอ่อนอย่างมาก และจำได้ว่ามีผู้ร่วมอบรมเข้าใจบ้าง…ไม่เข้าใจบ้างในระดับที่แตกต่างกันไป ในที่นี้ จะขอสรุปสั้น ๆ ง่าย ๆ จากประโยคหนึ่งของท่านว่า “เวลาไม่ใช่สิ่งที่เรามี (havingtime) แต่เป็นสิ่งที่เราเป็น (being time)” ที่เราบอกกันว่าไม่ค่อยมีเวลา หรือมีเวลาแล้วจะทำนู้นทำนี้แท้จริงแล้ว “เวลาเป็นเรื่องสมมติ” เมื่อเทียบเคียงกับกรณีนี้ การที่ไปฉลองกันในที่แห่งใดก็ตามแต่เพราะเห็นว่า “เป็นเวลาพิเศษ” นั้น ก็เนื่องมาจากเข้าใจไปว่าเวลานี้ เวลานั้นเป็นของเรา เราจะ “seize the day” เอาไว้
“เวลา” มัน “เป็นอยู่เช่นนั้นเอง ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน” ไม่ใช่ใครจะมีไว้ได้ แต่หากจะสมมติกันว่า “มีเวลาหรือไม่มีเวลา” ก็ได้ เพราะมันติดปากกันแล้ว ขอเพียงรู้กันลึก ๆ ภายในแต่ละท่าน
เวลาเป็นสิ่งสมมติ
แม้ไม่ใช่ที่ "อโคจร"... แม้ไม่ประมาท และเป็นที่ที่ดูเหมือนไม่มีความเสี่ยงภัยก็ตาม ชีวิตก็ยังไม่เที่ยง... เฉกเช่นเวลาที่มัน "เป็น" เช่นนั้นเอง จึงควร "อยู่กับปัจจุบัน" ให้มากที่สุด ไม่ต้องไปไล่จับเวลาใดเวลาหนึ่งให้พิเศษแตกต่างไปจากที่มัน "เป็น"
[1]บุคคลและสถานที่อันภิกษุไม่ควรไปมาหาสู่ มี 6 คือ หญิงแพศยา หญิงหม้าย สาวเทื้อ ภิกษุณี บัณเฑาะก์ (กะเทย) และร้านสุรา
"ที่อโคจร" ... มีมาตั้ง 2552 ปีแล้วครับ แต่ยังใช้ได้จนถึงปัจจุบัน ... ฟังข่าวแล้วพูดไม่ออกจริง ๆ ครับ (วันนี้เป็น 63 ศพแล้วครับ) ข่าวเศร้า
ขอบคุณครับ
- ขอบคุณค่ะที่ช่วยให้ความเห็นเพิ่มเติม... ไตร่ตรองอยู่นานว่าจะเขียนดีไหม
- สาเหตุเพราะเกรงว่าจะมีบางท่านเข้าใจผิดว่า ไปเพ่งโทษคนที่จะไปที่แห่งนั้น
จริง ๆ แล้ว อยากช่วยเป็นเสียงสะท้อนให้พึงระมัดระวังกันเป็นพิเศษมากกว่า
เพราะเป็นสถานที่ที่มีความเสี่ยงภัยโดยตัวมันเองอยู่แล้ว
- จึงหวังว่าท่านผู้อ่านจะเข้าใจวัตถุประสงค์ของการบันทึกครั้งนี้
อย่าได้กังวลใจกับการทำความดีเลยครับ ... ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นมีแง่มุมเป็นของตัวเอง ... ขึ้นอยู่กับเราว่า เราสนใจประเด็นใด หากบันทึกมีผลกระทบต่อจิตใจมากเกินไป ก็ต้องเรียนรู้ว่า "ศิลปะการเขียนที่นุ่มนวล แต่เป้าหมายเดิม" เป็นอย่างไรครับ
ขอให้กำลังใจ :)
- ขอบคุณค่ะ ได้อ่านคำว่า "ศิลปะการเขียนที่นุ่มนวล แต่เป้าหมายเดิม"
ทำให้ย้อนกลับไปขบคิดถึงวิชาความรู้ด้านวารสารศาสตร์ที่เคยร่ำเรียนนาน
แล้ว เพื่อมาฝึกฝนใหม่อีกครั้ง
- ประกอบกับความรู้สึกที่เต็มไปด้วยการอยาก "ให้" ความรู้ เป็นทุน
น่าจะพัฒนาต่อไปได้อีก
- ขอบคุณอีกครั้งที่เป็นแสงสว่างให้ค่ะ และก็ได้แก้ไขเพิ่มเติมข้อความตอนท้าย
"ด้วยความกล้าที่จะเล่าประการณ์ตรงของตนเป็นเครื่องเตือนใจ"
ลึกซึ้งดีค่ะ และดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งกับหลักธรรมดังกล่าว ขอบคุณสำหรับธรรมะดีๆ ค่ะ
มาให้กำลังใจพี่ศิลาค่ะ