การจัดการศึกษาที่ให้ผู้เรียนสำคัญที่สุด

anakkul
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
การจัดการศึกษาที่ให้ผู้เรียนสำคัญที่สุด

การจัดการศึกษาที่ให้ผู้เรียนสำคัญที่สุด

เขียนและเรียบเรียงโดย นายมนัส   ศรีเพ็ญ

กรรมการเลขาธิการสัมมา ชีวศิลป มูลนิธิฯ

 

จากที่ได้สืบค้นข้อความจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารการศึกษา จากหลายๆท่าน จึงได้นำมาสรุปและเสริมความเห็นส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา และศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้บรรยายไว้ว่า   หัวใจของการปฏิรูปการศึกษา คือ การปฏิรูปการเรียนรู้ ”   หัวใจของการปฏิรูปการเรียนรู้ คือ การปฏิรูปจากการยึดวิชาเป็นตัวตั้ง มาเป็นยึดจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ หรือผู้เรียนเป็นตัวตั้ง หรือที่เรียกว่า ผู้เรียนสำคัญที่สุด ที่กล่าวว่า ผู้เรียนสำคัญที่สุดไม่ได้แปลว่าครูจะต้องลดบทบาทหรือลดความสำคัญลง ตรงกันข้าม ครูกลับมีบทบาทและความสำคัญมากขึ้น อีกทั้งจะทำให้การสอนมีพลังและศักดิ์ศรีในการแก้ปัญหามนุษย์  สังคม และสิ่งแวดล้อมได้ในอนาคตหากครูพัฒนาตนเองและเข้าถึงความเป็นมนุษย์

สังคมทุกวันนี้เชื่อมโยง ซับซ้อน เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มนุษย์ไม่สามารถเผชิญกับความซับซ้อนและความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ จึงเกิดสภาวะวิกฤต เช่น ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจน ด้วยติดอยู่บนความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยเกินฐานะ ความเครียด   ความรุนแรง ปัญหายาเสพติด ปัญหาโรคเอดส์  ความประมาททางอุบัติเหตุ ฆ่าตัวตาย  ความขัดแย้ง  อาชญากรรม การทำลายสิ่งแวดล้อม และอื่น ๆ  จึงไม่สามารถจัดระบบชีวิตและสังคมให้อยู่เย็นเป็นสุขได้อย่างที่พบอยู่ในปัจจุบันมาจากการศึกษาทั้งสิ้น 

การเรียนโดยการท่องหนังสือหรือเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่สามารถทำให้มนุษย์เผชิญและแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะโลกแห่งวิชากับโลกแห่งความจริงต่างกัน การเรียนโดยเอาวิชาเป็นตัวตั้งทำให้แยกตัวออกจากความเป็นจริงของชีวิตและสังคมที่ซับซ้อน และเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์จริงจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรๆ มนุษย์ก็อยู่ในความเปลี่ยนแปลงนั้น เรียนรู้ในความเปลี่ยนแปลงนั้น ให้รู้พอ รู้ทัน รู้เผชิญ และรู้การจัดระบบชีวิตและสังคมให้อยู่ในดุลยภาพในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้

การเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นตัวตั้งหรือยึดผู้เรียนสำคัญที่สุด หมายถึงการเรียนรู้ในสถานการณ์จริงของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน จึงต้องเอาผู้เรียนแต่ละคนเป็นตัวตั้ง ครูจัดให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ กิจกรรม และการปฏิบัติลงมือทำงานด้วยตนเอง   อันนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนครบทุกด้าน ทั้งทางกาย ทางจิตหรืออารมณ์ ทางสังคม และทางสติปัญญา ซึ่งรวมถึงพัฒนาการทางจิตวิญญาณด้วย มนุษย์ต่างจากสัตว์ที่มีพัฒนาการทางจิตวิญญาณ (Spiritual development) ความเป็นมนุษย์อยู่ที่พัฒนาการทางจิตวิญญาณ วิกฤตการณ์ของมนุษย์เกิดจากการทอดทิ้งมิติทางจิตวิญญาณ เหลือแต่มิติทางวัตถุจึงพากันวิกฤตทั้งโลก การศึกษาสมัยใหม่ที่จะพามนุษย์รอดจากวิกฤตการณ์ต้องไปให้ถึงพัฒนาการทางจิตวิญญาณ เพราะจิตวิญญาณอยู่ในชีวิตมนุษย์ การเรียนที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้งจะทำให้ค้นพบมิติทางจิตวิญญาณ คือต้องคำนึงถึงให้ผู้เรียนได้ เข้าใจตนเอง เห็นใจผู้อื่น มีคุณธรรม จริยธรรม (จิตใจ MQ=Moral Quotient) เป็นผู้สามารถควบคุมอารมณ์ ไม่เครียด ร่าเริง (อารมณ์ EQ= Emotional Quotient) รู้จักปรับตัวให้อยู่ในสังคมมีมนุษยสัมพันธุ์ดี ( สังคม DQ= Develmental Quotient) เป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ มีไหวพริบ เฉลียวฉลาด ( สติปัญญา IQ=Intelligence Quotient )

    ปัจจุบันการศึกษาทั่วโลกเป็นส่วนใหญ่แยกว่าชีวิตก็อย่างหนึ่ง การศึกษาก็อีกอย่างหนึ่งโดยการศึกษาเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ตามหลักทางพุทธศาสนาถือว่า ชีวิตคือการศึกษาและการศึกษาคือชีวิต ชีวิตและการศึกษาอยู่ที่เดียวกัน การปฏิรูปการเรียนรู้คือ การย้ายการศึกษาให้มาอยู่ที่เดียวกับชีวิต ที่ว่าผู้เรียนสำคัญที่สุดนั้น หมายถึงชีวิตของผู้เรียน คือชีวิตของผู้เรียนคือการศึกษาหรือชีวิตคือการเรียนรู้

    ในการเรียนการสอนแบบเอาชีวิตเป็นตัวตั้งนี้ ควรจะเปลี่ยนบทบาทจากการต้องท่องบ่นเนื้อหาวิชามาถ่ายทอดให้นักเรียนฟัง ครูเป็นผู้ให้ความรักความสนใจในชีวิตของนักเรียนแต่ละคน จัดประสบการณ์การเรียนรู้อันหลากหลายและเหมาะสมกับผู้เรียน ร่วมเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนใน สถานการณ์จริง รู้ศักยภาพที่แตกต่างกันของนักเรียนแต่ละคนและส่งเสริมให้นักเรียนได้นำศักยภาพนั้นมาใช้ ข้อนี้นักเรียนอาจไม่รู้ตัวเองแต่ครูรู้ นักเรียนที่ได้รับการส่งเสริมศักยภาพตามความถนัดของตนจะมีความสุขอย่างยิ่ง และรักครูอย่างยิ่ง นักเรียนแต่ละคนจะมีครูอันหลากหลาย เช่น พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนบ้าน พระสงฆ์  ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ศิลปิน ผู้ประกอบอาชีพต่างๆ  ครูในสถานการณ์จริงจะไม่โดดเดี่ยว แต่มีเพื่อนครูหลากหลายจำนวนมาก ครูจะมีความสนุกในการเรียนการสอนแบบนี้ และเก่งวันเก่งคืน รวมทั้งเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดใหม่ ประสบอิสรภาพและมิตรภาพอันไพศาล เพราะการเรียนการสอนแบบนี้เป็นกระบวนการอันละเอียดของความเป็นมนุษย์ ซึ่งรวมเอาประชาธิปไตยและธรรมะเข้ามาในกระบวนการนี้ด้วย ชีวิตของครูจึงเปลี่ยนไป นำไปสู่ความสุขและความสร้างสรรค์อย่างยิ่ง

     มหัศจรรย์แห่งสมอง

           " สิ่งที่เด็กต้องการสำหรับการพัฒนาสติปัญญาและความฉลาด คือ สิ่งแวดล้อมหรือการเลี้ยงดูที่ถูกต้องเหมาะสม ผู้เลี้ยงดูเด็กควรมีความรู้ในการเลี้ยงดูเด็ก ให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้ สิ่งต่าง ๆ เพื่อเก็บข้อมูลเข้าไปสร้างเป็นโครงสร้างความรู้ในสมอง แต่สิ่งสำคัญก็คือจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับวัยของเด็กด้วย "
              จากการวิจัยพบว่า การทำงานของสมองของคนเราทำงานตลอดเวลาไม่ว่าหลับหรือตื่น จะทำงานกันเป็นกลุ่ม คือ เซลล์ประสาทจะมารวมกันเป็นกลุ่มแล้วทำหน้าที่หนึ่งอย่าง เซลล์ประสาทเหล่านี้จะติดต่อถึงกัน ทำให้เกิดการทำงาน มีกระแสไฟฟ้าอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากการทำงานและกระแสไฟฟ้านี้หยุดไป เซลล์ประสาทก็จะตาย และจุดเชื่อมต่อระหว่างเส้นใยประสาทของเซลล์ประสาทแต่ละเซลล์ที่ติดต่อถึงกันที่จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและพลังงานกันก็จะตายไปด้วย

              นายแพทย์ พร พันธุ์โอสถ กล่าวว่าพระธรรมปิฎก ท่านพูดถึงการพัฒนาเด็ก  ถ้ามองย้อนกลับในอดีตเด็กจะเรียนรู้เรื่องวิถีชีวิตจากพ่อแม่ ต่อมาพอเด็กโตขึ้น ก็ส่งเข้าไปอยู่กับหลวงตาที่วัด ก็ได้เรียนรู้วิถีชีวิต สังคมภายในวัด เป็นการต่อตำราอ่านหนังสือ แต่ด้านหลักเด็กได้เรียนรู้วิถีชีวิต ส่วนความรู้ในตำราเป็นเพียงส่วนย่อยส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตทั้งหมด 

          ปัจจุบันระบบการศึกษากลับดึงเอาการต่อตำรามาเป็นทั้งหมดของระบบโรงเรียนของเรา วิถีชีวิตขาดหายไป จึงเกิดปัญหาเรื่อง อารมณ์ วินัย พฤติกรรม เพราะเราไปจัดสิ่งที่เป็นวิถีชีวิตไปอยู่ในตำรา เช่น ศีลธรรม ซึ่งเป็นเรื่องของการปฏิบัติ เราก็จับไปเป็นความรู้สำหรับท่อง หรือ วัฒนธรรมก็จับไปเป็นตำรา ทั้งๆที่ วัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิต

          บทบาทของครูจะต้องเป็น กัลยาณมิต ตา เป็นมิตรที่นำทาง มิตรที่ใกล้ชิด ในวัยเด็กจะเรียนแบบ   ครูจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีงามแก่เด็ก ครูจะต้องเป็นผู้มีวินัย วินัยคือความเคยชิน  โดยถ้าเราสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการที่เด็กจะสร้างวินัยขึ้นมา  ท่านว่า ศีลสัมปทา ไม่ใช่ กฎ 1 2 3 ... มาบังคับ แต่อยู่ในวิถีชีวิต แล้วเขาปฏิบัติไปจนเป็นความเคยชิน เขาจะรักษาวินัยนี้ไว้ได้

             การเรียนรู้ของเด็กต้องมี ฉันทะ ความรู้สึกรัก ชอบการงานที่ทำ ซึ่งจะทำให้เด็กมีความสุขกับการเรียน ไม่ใช่การเอาความสนุกหรือรางวัลมาล่อ อันนั้นคือ  ตัณหา แต่ ฉันทะ จะก่อเกิดจากภายในตัวเด็ก จากการได้เห็นและปฏิบัติ คือให้เด็กเรียนโดยผ่านความรู้สึก (feeling) 

             อีกอย่างคือ อัต สัมปทา ความไม่ย่อท้อต่อการงาน ไม่ใช่ว่าเด็กยากเรียนก็ปล่อยเด็กตามใจ   อันไหนมีความจำเป็นต่อเด็ก ครูจะต้องจัดให้ ถ้าเด็กพอใจจะเรียนหรือไม่ชอบ ครูจะต้องหาวิถีทางช่วยให้เด็กฝ่าฟันอุปสรรคนั้นไปให้ได้  นี่คือ พลังเจตจำนง หรือ will

             สุดท้ายต้องมี โยนิโสมนสิการ การคิดอย่างแยบคาย รู้จักคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ตรงกับเรื่องของการคิด ( thinking ) ที่โรงเรียนสอนนั้นเพียงให้รู้จักคิดอย่างเดียว   แต่จะต้องสอนให้คิดอย่างมีเหตุผล   หมายถึง ความรู้จักคิด รู้จักพิจารณา รู้จักสำเหนียก กำหนดมองสิ่งทั้งหลายให้ได้คุณค่า คิดเป็น แก้ปัญหาได้ รู้จักคิดวิเคราะห์ สืบสาว ให้เข้าถึงความจริง ความรู้จักคิด หรือคิดเป็น มีความสำคัญอย่างไร เป็นเรื่องที่ย้ำเน้นกันมากอยู่แล้วในวงการการศึกษาสมัยปัจจุบัน จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวซ้ำในที่นี้ แต่ข้อที่ควรพิจารณาอยู่ที่ว่า คิดเป็นนั้นคือคิดอย่างไร ความคิดเป็นที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการนั้น มีวิธีคิดหลายวิธี โดยเฉพาะที่สำคัญ คือ  คิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย คิดแบบแยกแยะองค์ประกอบ, คิดแบบรู้เท่าทันธรรมดา , คิดแบบกระบวนการแก้ปัญหา , คิดแบบความสัมพันธ์เชิงหลักการและความมุ่งหมาย , คิดแบบเห็นคุณ - โทษ (ข้อดี ข้อเสีย ข้อเด่น ข้อด้อย) และทางออก , คิดแบบคุณค่าแท้ - คุณค่าเทียม , คิดแบบอุยายปลุกเร้าคุณธรรม , คิดแบบอยู่กับปัจจุบัน คิดแบบวิเคราะห์ทั่วตลอดและรอบด้านที่เรียกว่าวิภัช ชวาท.

       พ่อแม่ลูกปลูกรัก : การเรียนรู้แบบจิตวิวัฒน์   โดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
       เราอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า "จิตใต้สำนึก" หรือ Subconscious กันแล้ว ในหลักวิชาการ จิตใต้สำนึกของมนุษย์นั้น เปรียบได้กับแหล่งเก็บสะสมข้อมูล บันทึกความทรงจำ ที่มีอิทธิพลต่อการทำงานที่อยู่เหนือการควบคุมของสมองและร่างกาย จิตใต้สำนึกเกิดขึ้นกับมนุษย์ ซึ่งอาจมีอยู่ก่อนหน้าที่ชีวิตจะกำเนิดขึ้นมา หรืออาจเกิดขึ้นมาพร้อม กับการก่อกำเนิดชีวิตก็ยังไม่สามารถบ่งชี้ชัดได้ แล้วคำว่า "จิตวิวัฒน์" คืออะไร ?

       จิตวิวัฒน์คือการเรียนรู้ที่พัฒนามาจากจิตใต้สำนึก
       ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ค้นพบว่า มารดาสามารถสื่อสารกับทารกได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ซึ่งหมายความว่าสิ่งที่มารดาพยายามสื่อสารกับลูกน้อยในครรภ์ เพื่อปลูกฝังให้ลูกมีพฤติกรรมไปในทิศทางที่ตนเองต้องการก็คือ มารดากำลังปลูกฝัง "จิตใต้สำนึก" ให้กับลูก
       จิตใต้สำนึก จะเปิดรับสิ่งต่าง ๆ ได้ดีในช่วงวัยเด็กโดยเฉพาะตั้งแต่วัย 1 - 7 ปี เพราะเด็กในวัยนี้จิตใจยังขาวสะอาด   
       สิ่งใดก็ตามที่เด็กรับไปในช่วงวัยเริ่มต้นชีวิตมักจะฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก เช่น เด็กที่เคยจมน้ำจะกลายเป็นคนกลัวน้ำ แม้ว่าจะลืมเลือนวันเวลาและเหตุการณ์ในครั้งนั้นไปแล้วก็ตาม แต่ภายในจิตสำนึกยังมีข้อมูลเหล่านั้นอยู่ และข้อมูลเหล่านั้นจะมีอิทธิพลต่อระบบประสาท ความรู้สึกและอารมณ์เวลาที่พบเห็นน้ำ
   
       การปลูกฝัง "จิตใต้สำนึกที่ดี" ให้กับเด็กเล็กจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและส่งผลอย่างมากต่อแนวทางการดำเนินชีวิตของเด็กในอนาคต   
       กระบวนการเรียนรู้ผ่านจิตใต้สำนึกน่าสนใจตรงที่ว่าเป็นการเรียนรู้ที่ไม่ได้ยัด
เยียด หรือใส่อะไรใหม่เข้าไปในตัวเด็ก หากแต่เป็นการเปิดใจของเด็กให้มีโอกาสได้ซึมซับรับเอา "ความดี ความงาม ความจริง" ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติด้วยตัวเอง
       "ความดี ความงาม ความจริง" จากธรรมชาติที่เด็กมีโอกาสได้สัมผัสเรียนรู้นั้นจะนำไปสู่การพัฒนาจิตใต้สำนึกของเด็กให้เติบโตไปพร้อมกับร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา   
    ปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อการเรียนรู้แบบจิตวิวัฒน์ของเด็กมีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ คุณครู สิ่งแวดล้อม - แนวทางการศึกษา
    
       จิตใต้สำนึกของเด็กจะเติบโตและวิวัฒนาการเป็น "จิตวิวัฒน์" ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องเริ่มจากผู้ถ่ายทอดซึ่งเป็นปัจจัยแรก คือ คุณครู เมื่อใดก็ตามที่คุณครูตระหนักรู้ถึงความงดงามและคุณค่าของธรรมชาติที่ส่งผลต่อจิตใจได้อย่างเข้าใจถึงแก่นแท้แล้ว คุณครูก็จะสามารถถ่ายทอดสุนทรียภาพได้อย่างมีชีวิตชีวา ถ่ายทอดออกมาจากจิตวิญญาณของความเป็นคุณครูสู่จิตวิญญาณของเด็ก อาจโดยผ่านบทเพลง บทกลอน นิทาน กิจกรรมเข้าจังหวะต่าง ๆ เป็นต้น      
       ปัจจัยที่สองคือสิ่งแวดล้อม เพราะจิตใจเด็กไม่อาจซึมซับความเป็น "ธรรมชาติ" ได้จากการมองเห็นรูปภาพในกระดาษ  การเรียนรู้ธรรมชาติ จึงต้องให้ได้เข้าไปสัมผัส หรือเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมของธรรมชาติที่แท้จริง แม้แต่ได้เข้าไปร่วมงานวัฒนธรรมประเพณี  เป็นสิ่งสำคัญในการที่จะเชื่อมโยงและผูกพันเด็กและธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกัน     
       ปัจจัยสุดท้ายคือแนวทางการศึกษาของโรงเรียน การเรียนรู้ผ่านจิตใต้สำนึกต้องมุ่งเน้นในเรื่องการพัฒนาด้านจิตใจ
       แนวทางการศึกษาที่เอื้อต่อการเรียนรู้ผ่านจิตใต้สำนึก เช่น แนวทางการศึกษาแบบ "วอ
ลดอร์ฟ " ของ รูดอล์ฟ สไตเนอร์ นักคิดและครูแนวจิตวิญญาณที่มุ่งเน้น การสร้างสรรค์ ความเที่ยงตรงทางศีลธรรม และการเติบโตของภูมิปัญญา ซึ่งปัจจุบันก็มีโรงเรียนหลายแห่งที่นำแนวทางการศึกษานี้มาใช้อยู่ในประเทศไทย เช่นโรงเรียน ปัญโญทัย , อนุบาลบ้านรัก, อนุบาลแสนสนุกไตรทักษะ, โรงเรียนรุ่งอรุณ ฯลฯ      
       กิจกรรมการเรียนการสอน จะเน้นส่งเสริมให้เด็กได้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าและได้สัมผัสกับธรรมชาติด้วยจิตวิญญาณ โดยให้เด็กได้เกิดความพร้อมทั้งทางด้านสมอง (Head) ความรู้สึก (Heart) และลงมือกระทำ (Hand)      
       ยกตัวอย่างกิจกรรมที่ให้เด็กมีส่วนร่วมก็จะส่งเสริมให้เด็กใช้วัสดุอุปกรณ์จากธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกหรือวัสดุที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ถ้าทำสวนผัก ก็จะให้เด็ก ๆ ได้มีโอกาสเรียนรู้การปลูกพืช ฝึกสังเกตเห็นการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิด รวมถึงเรียนรู้กระบวนการของสิ่งมีชีวิตประเภทพืชที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ และให้เข้าใจถึงประโยชน์ของพืชแต่ละชนิดด้วย  แน่นอนว่าเป้าหมายปลายทางของการเรียนรู้แบบจิตวิวัฒน์ก็คือความสุข    
         จากการได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตในวัยเด็กได้เต็มอัตรา ใช้ความเป็นเด็กได้อย่างอิสระตามธรรมชาติ เด็กจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีชีวิตชีวาและมีสุขภาพจิตดีด้วยจิตใต้สำนึกที่มี "ความดี ความงาม และความจริง" เป็นรากฐานของชีวิต และเป็นรากฐานของการพัฒนาจิตใจ   แต่ทั้งสิ้นทั้งปวงจิตใต้สำนึกที่ดีก็ต้องเริ่มจากครอบครัวที่ดีและเข้าถึงก่อน

แนวทางจัดการศึกษาและแก้ปัญหาเยาวชน

หลักการและเหตุผลการศึกษา
            การจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด (Child Centre)  กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ โดยจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ ประกอบกับมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสิ่งแวดล้อมทางสังคมและเทคโนโลยี ก่อให้เกิดทั้งผลดีและผลเสียต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของบุคคล ทำให้เกิดความยุ่งยากซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีความสุขบนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียงและยั่งยืนจากจุดหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็น คนดี คนเก่ง และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข บนพื้นฐานของความเป็นไทย

การจัดการศึกษาวิชาสามัญในปัจจุบัน

            หลักสูตรการเรียนในอดีตแม้แต่ในปัจจุบันโรงเรียนส่วนใหญ่ก็ยังยึดติด กับการสอนด้านวิชาการตามเนื้อหาที่นักวิชาการหรือผู้บริหารโรงเรียนเป็นผู้ เขียนและบังคับให้นักเรียนต้องเรียนตามที่กำหนดไว้จากกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด เนื่องจากโรงเรียนได้แปลความประสงค์กลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มออกมาเป็นตัวเนื้อหาทางวิชาการมากมายเป็นตำราและแบบฝึกหัด  ให้ครูนำไปสอนนักเรียนในห้องเรียน จนครูและนักเรียนต่างก็เกิดความเครียดไม่ต่างกันเนื่องจากครูก็ต้องสอนให้ หมดทุกเนื้อหาและนักเรียนก็ต้องผ่านการเรียนรู้ให้เป็นไปตามจุดประสงค์ที่ โรงเรียนหรือครูเป็นผู้กำหนดบังคับไว้  นี้คือปัญหาใหญ่ที่ไม่ได้ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ (Child Centre)
         และปัจจุบันโรงเรียนหลาย ๆ แห่งกลับนำเอาเทคนิคการจูงใจและวิธีการกระตุ้นแรงสร้างสรรค์ จากกิจกรรมโครงงานหรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่เป็นปรัชญาการพัฒนาไปเป็นการสอนเสริมพิเศษที่ทำบ้าง ไม่ทำบางโดยกำหนดเป็นเพียงวิชาส่งเสริมการเรียนรู้เท่านั้นทั้งๆ นี้คือการพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ที่เป็นพื้นฐานสำคัญเบื้องต้นเพื่อให้ผู้เรียนรู้จักตนเอง ค้นพบความสามารถ ตามความพร้อมและความถนัดของตนเองเพื่อการพัฒนาให้เต็มศักยภาพ รู้จักบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ให้เป็นผู้มีศีลธรรม จริยธรรม ระเบียบวินัย เห็นคุณค่าในการประกอบสัมมาชีพ การบำเพ็ญประโยชน์ให้ชุมชน สังคม ประเทศชาติ และดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข  เช่น จะต้องนำคำสอนในพระพุทธศาสนา เรื่องสิกขาหรือการศึกษานั้นมี ๓ ด้าน คือ ฝึกฝนพัฒนาในด้านการแสดงออกทางกายและวาจา
( อธิศีล) ฝึกฝนพัฒนาในด้านคุณภาพ สมรรถภาพ และสุขภาพจิต (อธิจิต) และฝึกฝนพัฒนาในด้านปัญญา ( อธิปัญญา) จึงเรียกว่า ไตรสิกขา หรือการศึกษา ๓ ด้าน หรือ ๓ ส่วนดังตัวอย่างการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมต่างๆ ต่อไปนี้

1. กิจกรรมทางพุทธศาสนา, ศีลธรรม, จริยธรรมและวัฒนธรรมประจำชาติ    เป็น กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาอารมณ์ทางความคิดและการแสดงออก ให้ผู้เรียนสามารถค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเอง การสร้างสัมพันธ์ภาพที่ดี มุ่งสร้างเสริมเจตคติ คุณค่าชีวิต ความซื่อสัตย์สุจริต ปลูกฝังคุณธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์   รู้จักและเข้าใจตนเองและผู้อื่น สามารถปรับตัวและปฏิบัติตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม อย่างเหมาะสมตาม ความแตกต่างระหว่างบุคคล  การมีความเชื่อถือ แนวความคิด ความเข้าใจ ทัศนคติ และค่านิยมที่ดีงามถูกต้อง สอดคล้องกับหลักความจริงแห่งความเป็นไปตามเหตุปัจจัย เสริมสร้างทักษะชีวิต สร้างจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่อย่างถูกต้อง มีคุณค่า เกื้อกูล เป็นประโยชน์ อย่างน้อยไม่ เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและดำรงชีวิตที่ดีงาม   จุดหมายของชีวิตที่ดีงามนั้น ถ้าพูดตามหลักพุทธธรรมก็คือ ความดับทุกข์ หรือ ภาวะไร้ปัญหา คือการแก้ปัญหาได้ หรือการที่เรื่องราวและสิ่งต่าง ๆ ไม่เกิดเป็นปัญหาขึ้นแก่ชีวิต ตลอดจนชีวิตนั้นเองไม่เกิดเป็นปัญหา เพราะปฏิบัติ ต่อมันอย่างถูกต้อง และเพราะแก้ไขให้ปัญหาหมดไปได้ ซึ่งอาจจะเรียกว่า ความหลุดพ้นหรืออิสรภาพ เพราะปลอดพ้น ปราศจากการบีบคั้น กดดันจำกัด ขัดข้อง บางทีก็เรียกว่าสันติและความสุขที่มั่นคงยืนนาน   ตัวอย่าง เช่น กิจกรรมเข้าวัดฟังธรรม ร่วมงานทางวัฒนธรรมประเพณีในโอกาสต่างๆ
2.
กิจกรรมพัฒนาร่างกาย   ซึ่งเป็นเสมือนการให้ผู้เรียนได้ลงแข่งขันสู่ จุดหมาย อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยตนเอง โดยทำให้คนนั้นก้าวไปในวิถีชีวิตที่ดีงามสู่จุดหมายมากยิ่งขึ้นๆ เป็นกิจกรรมที่พัฒนาให้ผู้เรียนเป็นผู้รู้แพ้ ยินดีต่อชัยชนะ จะเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม โดยมุ่งเน้นปลูกฝังความมีระเบียบวินัย ความซื่อสัตย์สุจริต อุตสาหะ   อดทน เคารพกฎกติกาของสังคม มีความ เป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี เช่น กิจกรรมลูกเสือเนตรนารีและพลศึกษา กิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์หรืออนุกาชาด
3. กิจกรรมพัฒนาความรู้ทางปัญญา    การรู้จักคิด รู้จักพิจารณา รู้จักสำเหนียก กำหนดมองสิ่งทั้งหลายให้ได้คุณค่า คิดเป็น รู้จักคิดวิเคราะห์สืบสาวให้เข้าถึงความจริงแห่งความรู้โดยหลัก อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น ตามวัยและช่วงชั้น   เช่น กิจกรรมแข่งขันตอบปัญหาวิชาการ กิจกรรมสาร เสียง สื่อภาษา รักษ์ภาษาพัฒนาความเป็นไทย ติดปีกสำนวนไทย หมอภาษา โครงงานทางชีววิทยา วิทยาศาสตร์ เกษตรกรรม ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม  ศิลปะและฝึกการฝีมือ การสืบค้นความรู้จากตำราในห้องสมุดและสื่อเทคโนโลยีการศึกษาทางมัลติมีเดียคอมพิวเตอร์ ฯลฯ 
4. กิจกรรมตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียน เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อสนองความต้องการของผู้เรียนพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนความสามารถพิเศษไปสู่ความเป็นเลิศในด้านต่างๆ เช่น นักกีฬา นักดนตรี   นักออกแบบ นักแสดงและพิธีกร เป็นต้น
       กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเบื้องต้นดังกล่าวจะต้องใช้ครูผู้ชำนาญและเป็นผู้นำ  กิจกรรมที่จัดอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอน ประกอบด้วยรูปแบบกระบวนการ วิธีการที่หลากหลาย มีการวิเคราะห์ สามารถประเมินผลสัมฤทธิ์ได้ ตามจุดประสงค์ให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์จากการปฏิบัติได้จริง   มีความหมายและมีคุณค่าในการพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคม มุ่งสร้างเสริมเจตคติ คุณค่าชีวิต ปลูกฝังคุณธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักและเข้าใจตนเอง สร้างจิตสำนึกในธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ปรับตัวและปฏิบัติตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติ และดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข
      ตัวเด็กเองต้องรู้จักเลือกคบหากัลยาณมิตร คือรู้จักเลือกคบคนดี รู้จักเลือกหาแหล่งความรู้ที่ดี และรู้จักถือเอาแบบอย่างที่ดี หรือรู้จักเลือกบุคคลที่จะนิยมเป็นแบบอย่างในความประพฤติ เช่น รู้จักใช้ห้องสมุด รู้จักเลือกอ่านหนังสือ รู้จักเลือกดูรายการบันเทิงต่างๆ
       โดยเฉพาะผู้รับผิดชอบในสังคมสิงแวดล้อม จะต้องทำหน้าที่จัดหา จัดสรร และทำตัวให้เป็นกัลยาณมิตร แก่เด็กหรือผู้เรียน เช่น ผู้ปกครอง พ่อแม่ทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี  ครูอาจารย์ประพฤติตนทำหน้าที่เป็นครูอาจารย์ที่ดี สื่อมวลชนเสนอข่าวสารข้อมูลที่ดีงามเป็นประโยชน์ จัดทำรายการที่มีคุณค่า ทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนที่ดี ผู้บริหารโรงเรียน จัดสรรสภาพแวดล้อมให้เรียบร้อยดีงาม เอื้ออำนวยบริการข่าวสาร ข้อมูลและแหล่งความรู้ เช่น ห้องสมุดที่ดี หากคนเหล่านี้ทั้งหมดคอยช่วยชี้แนะให้เด็กและเยาวชน รู้จักเลือก หาแหล่งความรู้ และถือเอาแบบอย่างที่ดี 
      ถึงเวลาแล้วที่จะรื้อฟื้นขึ้นมาสู่ความสนใจและการปฏิบัติจริง เพื่อให้กระบวนการการศึกษาและการดำเนินชีวิตที่ดีงาม เป็นระบบที

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ครุศาสตร์

คำสำคัญ (Tags)#การจัดการศึกษาที่ให้ผู้เรียนสำคัญที่สุด

หมายเลขบันทึก: 233037, เขียน: 02 Jan 2009 @ 13:08 (), แก้ไข: 15 Apr 2012 @ 02:24 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)